โตมากับความรัก หรือโตมากับความกลัวที่เรียกว่ารัก: เข้าใจความรุนแรงในครอบครัว 9 แบบ และทางรอดพ้นจากมันเมื่อเราเผชิญกับมัน

ในความทรงจำของใครบางคน บ้านคือสถานที่ที่ไม่มีเสียงตะโกน ไม่มีไม้เรียวที่เงื้อขึ้นเตรียมตี ไม่มีรอยฟกช้ำให้ใครสังเกตเห็น แต่ในบ้านหลังเดียวกันนั้น เด็กคนหนึ่งอาจใช้เวลาทั้งชีวิตพยายามหายใจให้เบาที่สุด ไม่ใช่เพราะอยากเป็นเด็กดี แต่เพราะกลัวว่าการมีอยู่ของเขาจะไปรบกวนผู้ใหญ่ในบ้าน เด็กอีกคนอาจพยายามเรียนหนังสือให้เก่งที่สุด เล่นดนตรีให้เพราะ เล่นกีฬาให้ชนะ และมีปัญหาให้น้อยที่สุด แต่ก็ทำความต้องการของตัวเองน้อยที่สุดด้วยเช่นกัน 

เราโตมากับคำว่า “พ่อแม่ที่หวังดี” จนมันกลายเป็นคำขออภัยล่วงหน้าของทุกการควบคุม ทุกคำบ่น ทุกการปฏิเสธอารมณ์ของเด็กที่แค่พยายามจะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร 

ความรุนแรงในครอบครัวบางครั้งจึงไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา แต่หลบอยู่ในจังหวะการวางจานในบ้าน การนั่งนิ่งเงียบไม่พูดจาของพ่อ เสียงถอนหายใจของแม่ และในคำว่า “แม่เหนื่อยเพราะเธอ” หรือ “ที่พ่อเสียสละทุกอย่างนี้เพื่อลูก” ที่พูดเบา ๆ แต่ดังก้องในใจเด็กได้นานไปอีกหลายปี

และที่เจ็บกว่าความรุนแรง…

คือการที่สิ่งนี้ไม่มีใครเคยตั้งชื่อมันให้ด้วยซ้ำ

‘เพื่อนครอบครัว’ และ ‘Mappa’ อยากชวนคุณสำรวจวัยเด็กของตัวเอง

ว่าคุณผ่านอะไรมาบ้าง และคุณจะดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อได้รับผลกระทบนี้

แต่ถ้าหากคุณเป็นพ่อแม่ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ 

คุณสามารถสำรวจ “ความรัก” ของตัวเอง 

ว่าความรักนั้น กำลังทำร้ายคนที่คุณรักที่สุดอยู่หรือเปล่า 

ความรุนแรงที่เราไม่เคยรู้ว่ามันคือความรุนแรง 
ความรุนแรงทางใจ 9 แบบ ที่ไร้ร่องรอย แต่อาจทิ้งหลุมดำในใจเด็กเอาไว้ตลอดชีวิต

เราจะชวนคุณค่อย ๆ มอง ความรุนแรงทางอารมณ์ (Emotional Abuse) 9 รูปแบบ ที่ซ่อนอยู่ในบ้านบางหลัง  ไม่ใช่เพื่อหาคนผิด แต่เพื่อให้ใครบางคนที่โตมากับความรู้สึกพร่องอย่างไร้ชื่อ ได้เห็นตัวเองชัดขึ้นว่า ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เพราะเขาอ่อนไหวเกินไป แต่เพราะไม่มีใครเคยบอกว่า “รัก” ก็ทำร้ายได้เหมือนกัน

หมายเหตุ: ไม่ใช่ทุกพฤติกรรมที่คุณจะอ่านต่อไปนี้ จะต้องมาจากพ่อแม่ หรือเกิดจากการเลี้ยงดูเสมอไป บางความกลัวอาจมาจากโรงเรียน บางความเจ็บปวดอาจมาจากใครบางคนที่เป็นคนอื่นๆ ในชีวิต หรือแม้แต่จากสังคมที่หล่อหลอมให้เราเชื่อลึก ๆ ว่าเรายังไม่ดีพอ

อย่างไรก็ดี ข้อสังเกตเหล่านี้จึงไม่ได้มีไว้เพื่อกล่าวโทษ แต่มีก็เพื่อให้คุณได้สำรวจตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในบทบาทลูก หรือบทบาทพ่อแม่ และอาจจะช่วยปลดล็อกความรู้สึกบางอย่าง ที่คุณอาจไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกมันอย่างแท้จริง 


แบบที่ 1: รักจนไม่มีที่ให้หายใจ (Overcontrol)

พ่อแม่บางคนเลือกทุกเส้นทางชีวิตให้ลูก ด้วยความเชื่อว่าโลกภายนอกโหดร้ายเกินกว่าจะปล่อยมือให้เด็กจัดการเอง พวกเขาจัดการทุกตารางเวลา วางแผนอนาคตไว้ล่วงหน้าอย่างประณีต เหลือไว้เพียงชีวิตที่เหมือนถูกพับไว้เรียบร้อยแล้ว รอให้เด็กเดินตามโดยไม่ออกนอกเส้น

น้อยครั้งนักที่ผู้ใหญ่จะรู้ว่า แม้เจตนาจะดี ความรักแบบนี้กลับพราก “เสียงของตัวเอง” ไปจากเด็ก เสียงที่ใช้ตัดสินใจ เสียงที่อยากลองผิดลองถูก เสียงที่กล้าพลาดอย่างมั่นใจ เด็กที่เติบโตมาในบ้านแบบนี้มักกลัวการเลือก กลัวการเริ่มต้น และคุ้นเคยกับชีวิตที่ต้องรอให้ใครสักคนอนุญาตก่อนเสมอ

Barber (1996) เคยกล่าวไว้ว่า เด็กที่โตมาในครอบครัวที่มีการควบคุมทางจิตวิทยา มักพัฒนา “ความกลัวความล้มเหลว” อย่างลึกฝัง และไม่เชื่อมั่นในตนเองแม้แต่น้อย

วิธีสังเกตว่า “รักแบบ Overcontrol” เริ่มทำร้ายเรา

  • คุณรู้สึกกลัวการตัดสินใจผิด แม้กระทั่งในเรื่องเล็กน้อย เช่นเลือกร้านอาหารหรือสีเสื้อผ้า
  • คุณมักถามว่า “แบบนี้โอเคไหม?” กับทุกเรื่อง เหมือนชีวิตต้องมีใครสักคนคอยอนุมัติ
  • คุณลังเลที่จะเริ่มต้นอะไรใหม่ หากไม่มีใครรับรองว่ามัน “ไม่ผิด”
  • คุณมักทำตาม แม้รู้ว่าคุณไม่เห็นด้วย เพราะการขัดใจใครสักคนทำให้คุณรู้สึกผิดมากกว่าการขัดใจตัวเอง
  • คุณรู้สึกว่าแม้แต่ความสุข ก็ต้องขออนุญาตก่อนจะรู้สึกมันได้อย่างเต็มที่

ถ้าคุณโตมากับความรักแบบนี้ จะดูแลตัวเองได้อย่างไร

  • ตั้งคำถามง่าย ๆ กับตัวเองว่า “ถ้าไม่มีใครตัดสินอะไรเรา เราอยากทำอะไรจริง ๆ?”
  • สังเกตจังหวะที่ความกลัวเริ่มพูด แล้วบอกมันว่า “ขอบคุณที่ปกป้องฉัน แต่ตอนนี้ฉันไม่จำเป็นต้องกลัวขนาดนั้นแล้ว”
  • หัดตัดสินใจเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน และให้คุณค่ากับมัน
  • ฟื้นเสียงของตัวเองผ่านการเขียน การพูดกับตัวเอง หรือพูดกับคนที่ฟังได้โดยไม่แทรก

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่: นี่คือสิ่งที่อาจทำไปโดยไม่รู้ตัว

  • กำหนดตารางชีวิตของลูกแน่นไปหมด จนไม่มีช่วงให้เขา “เบื่อ” หรือสร้างจังหวะของตัวเอง
  • ตอบคำถามแทนลูก หรือรีบอธิบายเร็วเกินไป ไม่ปล่อยให้เขาได้สงสัย
  • ใช้คำพูดอย่าง “แม่รู้น่าว่าอันนี้ดีกว่า” หรือ “เชื่อแม่สิ” เป็นคำตัดบท

ทางออกของรักที่แน่นเกินไป

ให้ “พื้นที่ว่าง” กับเด็ก

ไม่ใช่พื้นที่ว่างจากความรัก แต่เป็นพื้นที่ว่างจากการควบคุม ถามก่อนแนะนำ ฟังก่อนสั่ง และยอมรับความผิดพลาดของเขาโดยไม่รีบตีความ ทุกจังหวะที่ลูกได้ “เลือก” แม้จะผิดพลาด คือพื้นที่ที่เขาได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเองอย่างแท้จริง


แบบที่ 2:  รักที่มาพร้อมความรู้สึกผิด (Emotional Guilt-Tripping) 

“แม่เหนื่อยก็เพราะหนูนะ”
“ลูกทำแบบนี้ พ่อเสียใจมากเลยนะ”
“แม่ทำทุกอย่างให้หนูแล้วนะ แต่หนูยังจะทำกับแม่แบบนี้อีกเหรอ”

ประโยคเหล่านี้อาจฟังดูอ่อนโยน อบอุ่น และเปี่ยมด้วยความหวังดี แต่มันซ่อนบางอย่างเอาไว้ เด็กไม่ได้เรียนรู้แค่ว่าพ่อแม่รักเขาจากประโยคที่พูด แต่เขาค่อย ๆ ซึมซับว่า อารมณ์ของผู้ใหญ่คือความรับผิดชอบของเขา

เด็กที่เติบโตในบ้านแบบนี้มักรู้สึกผิดกับทุกสิ่ง แม้แต่การมีความต้องการของตัวเอง เขาไม่กล้าบอกว่าเหนื่อย ไม่กล้าปฏิเสธ ไม่กล้าบอกว่าอยากได้อะไร เพราะรู้สึกเหมือนกำลัง “เป็นภาระ” แม้ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยก็ตาม

Byng-Hall (1995) เรียกสิ่งนี้ว่า parentification  ภาวะที่เด็กต้องกลายเป็นผู้ดูแลทางอารมณ์ของพ่อแม่โดยไม่สมัครใจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความรู้สึกมีตัวตนของเด็กในระยะยาว

วิธีสังเกตว่า “รักแบบ Guilt-Tripping” เริ่มทำร้ายเรา

  • คุณรู้สึกผิดทุกครั้งที่ขอความช่วยเหลือ แม้แค่เรื่องเล็ก ๆ
  • คุณมักรู้สึกว่า “ตัวเองเป็นภาระ” ทั้งที่ไม่มีใครพูดแบบนั้นออกมาตรง ๆ
  • คุณไม่กล้าปฏิเสธคนที่คุณรัก เพราะกลัวจะทำให้เขาเสียใจ
  • คุณมักชั่งน้ำหนักอารมณ์ของผู้อื่น ก่อนจะรู้สึกอะไรของตัวเอง
  • คุณรู้สึกผิดแม้ในเวลาที่คุณมีความสุข

ถ้าคุณโตมากับความรักแบบนี้ จะดูแลตัวเองได้อย่างไร

  • เตือนตัวเองว่า “ความรู้สึกของคนอื่น ไม่ใช่ความผิดของเรา”
  • ฝึกพูดคำว่า “ไม่” โดยไม่ต้องอธิบายทุกครั้ง
  • หัดยอมรับความสุขของตัวเอง โดยไม่ต้องแลกกับการเสียใจของใคร
  • สร้างพื้นที่ปลอดภัยที่คุณสามารถ “งอแง” ได้ โดยไม่รู้สึกผิด เช่น กลุ่มเพื่อน หรือบันทึกส่วนตัว

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ :นี่คือสิ่งที่คุณอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว

  • ใช้อารมณ์ตัวเองเป็นเครื่องมือโน้มน้าวลูก เช่น ทำหน้าผิดหวังเวลาลูกไม่เชื่อฟัง
  • พูดถึงความเหน็ดเหนื่อยซ้ำ ๆ เพื่อให้ลูกสำนึก แทนที่จะบอกตรง ๆ ว่าต้องการอะไร
  • ตัดสินความดีของลูกผ่านระดับความเสียสละของเขา

ทางออกของรักที่ปกคลุมด้วยความรู้สึกผิด

แยกแยะว่า “ความรัก” กับ “การรับผิดชอบอารมณ์ผู้อื่น” 

สองสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน การรักใครสักคนไม่จำเป็นต้องแบกรับความรู้สึกของเขาไว้ทั้งหมด เรียนรู้ที่จะบอกลูกว่า “แม่รู้สึกเหนื่อย ไม่ใช่เพราะลูกทำผิด แต่เพราะแม่มีวันที่ยาก” เพราะเด็กมีสิทธิ์จะรักแม่และพ่อของเขา โดยไม่จำเป็นที่จะต้องรู้สึกผิดที่เป็นตัวเอง


แบบที่ 3: รักที่บังคับให้เลือกข้าง (Triangulation)

“เธอเป็นเด็กดีใช่ไหม… งั้นก็คงไม่เข้าข้างพ่อหรอกนะ”
“แม่มีหนูคนเดียวแล้วนะ อย่าทิ้งแม่ไปเข้าพวกเขาอีกคน”
“ถ้ารักแม่จริง ก็ต้องไม่ทำให้แม่เสียใจแบบนี้”

ความรักที่เปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นสนามรบ มักเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ที่ไม่สมดุล และจบลงที่เด็กคนหนึ่งต้องรับบท “คนกลาง” โดยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เด็กที่ถูกบังคับให้เลือกข้างในการทะเลาะ ความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่ มักเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่า ความรักคือสิ่งที่ต้องแลก และการรักษาความรักของใครคนหนึ่ง อาจต้องทรยศใครอีกคนเสมอ

Johnston & Roseby (1997) ระบุว่า เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่มีความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มจะมีปัญหาในการสร้างตัวตน เพราะเขาถูกบีบให้เชื่อว่า การมีความรักต้องแลกด้วยการไม่มีใครอีกคนเสมอ

วิธีสังเกตว่า “รักแบบ Triangulation” เริ่มทำร้ายเรา

  • คุณรู้สึกผิดทุกครั้งที่เลือกจะสนิทกับใครอีกคน แม้จะไม่มีเหตุผล
  • คุณรู้สึกว่าความรักต้องแลกเสมอ เช่น ถ้ารักคนนั้นก็ต้องหยุดรักคนนี้
  • คุณมีแนวโน้มจะรับบท “คนกลาง” หรือผู้ประสานความขัดแย้ง แม้ในเรื่องที่คุณไม่เกี่ยว
  • คุณชินกับการเป็น “ที่พึ่งทางใจ” ของผู้ใหญ่ ตั้งแต่ยังเด็ก
  • คุณกลัวการสนิทกับคนสองคนพร้อมกัน เพราะไม่อยากให้ใครเสียใจ

ถ้าคุณโตมากับความรักแบบนี้ จะดูแลตัวเองได้อย่างไร

  • เตือนตัวเองว่า “ฉันสามารถรักมากกว่าหนึ่งคนได้ โดยไม่ทรยศใคร”
  • คุณไม่ต้องรับบทคนกลาง เช่น ไม่เข้าไปอยู่ตรงกลางความขัดแย้งที่ไม่ใช่ของคุณ
    ฝึกแยกแยะว่า “ความรู้สึกผิด” กับ “ความรับผิดชอบ” เป็นคนละเรื่องกัน
  • บอกตัวเองว่า ความรักที่ต้องแลกด้วยความกลัว ไม่ใช่ความรักที่คุณสมควรได้รับ

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ :นี่คือสิ่งที่คุณอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว

  • ใช้ลูกเป็น “ที่ระบาย” ความสัมพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์กับอีกฝ่าย
  • ชวนลูกมาอยู่ฝั่งเดียวกับตัวเอง โดยพูดถึงอีกฝ่ายในแง่ลบต่อหน้าเด็ก
  • ปล่อยให้ลูกเป็นคนไกล่เกลี่ยแทนที่จะสื่อสารกันเอง

ทางออกของรักที่บังคับให้เลือกข้าง

หยุดใช้ลูกเป็นสะพานของอารมณ์ 

เรียนรู้ว่าการดูแลหัวใจของเด็กคือการไม่ลากเขาเข้าไปอยู่ตรงกลางของเรื่องที่เขาไม่ได้เป็นคนก่อ เด็กมีสิทธิ์จะรักทั้งพ่อและแม่ โดยไม่รู้สึกเหมือนกำลังหักหลังใคร และความสัมพันธ์ของเขากับเราไม่ควรตั้งอยู่บนความรู้สึกผิด แต่ควรตั้งอยู่บนความมั่นใจว่า ‘เขาจะได้รับความรัก’ โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องเลือกรักกลับเสมอ


แบบที่ 4: รักที่ทำให้สงสัยตัวเอง (Gaslighting)

“หนูคิดมากไปเองหรือเปล่า”
“แม่ไม่ได้พูดแบบนั้นซะหน่อย”
“จะร้องไห้ทำไม เรื่องแค่นี้เอง”

น้ำเสียงที่ดูอ่อนโยน แต่แทรกคำถามให้เด็กต้องย้อนกลับไปไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองรู้สึก นี่คือรูปแบบหนึ่งของความรุนแรงที่ไม่ทิ้งรอยฟกช้ำ แต่กัดกินความเป็นตัวเองจากภายใน ความรักที่ทำให้เราสงสัยในความจริงของตัวเอง คือกับดักที่เจ็บปวด เพราะมันทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่กล้าแม้แต่จะเชื่อใจความคิดของตัวเอง

Dorahy & Clearwater (2012) พบว่า การถูก gaslight ซ้ำ ๆ โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ที่ควรจะปลอดภัย เช่น ครอบครัว ทำให้เกิดอาการ dissociation หรือการแยกตัวจากอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งเป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลต่อความสามารถในการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น

วิธีสังเกตว่า “รักแบบ Gaslighting” เริ่มทำร้ายเรา

  • คุณมักคิดว่า “เราคิดมากไปหรือเปล่า” กับทุกความรู้สึกของตัวเอง
  • คุณลังเลที่จะพูดความรู้สึก เพราะกลัวถูกหาว่าโอเวอร์ หรืออ่อนไหวเกินไป
  • คุณไม่ไว้ใจสิ่งที่ตัวเองจำได้ เพราะถูกบอกอยู่บ่อยครั้งว่า “ไม่ใช่แบบนั้น”
  • คุณรู้สึกผิดแม้ในเรื่องที่คุณเจ็บ และไม่กล้าขอความเข้าใจจากใคร
  • คุณชินกับการสงสัยตัวเอง จนไม่มั่นใจว่าความรู้สึกไหนจริง

ถ้าคุณโตมากับความรักแบบนี้ จะดูแลตัวเองได้อย่างไร

  • เขียนความรู้สึกของตัวเองลงกระดาษ แล้วถามตัวเองว่า “นี่คือความจริงของฉันไหม?”
  • ลองบอกความรู้สึกกับคนที่คุณไว้ใจ และดูว่าการฟังแบบไม่ตัดสินรู้สึกต่างจากเดิมยังไง
  • ทบทวนว่า ใครบ้างที่ทำให้คุณรู้สึกว่า “เราคิดมากไปเอง” แล้วค่อย ๆ สร้างขอบเขตกับความสัมพันธ์เหล่านั้น
  • บอกตัวเองว่า ความรู้สึกไม่ใช่เรื่องผิด และคุณมีสิทธิ์ที่จะรู้สึก แม้มันจะไม่ได้สมเหตุสมผลสำหรับคนอื่น

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ :นี่คือสิ่งที่คุณอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว

  • ตอบกลับลูกทันทีว่า “ไม่ใช่หรอก” หรือ “แม่ไม่ได้พูดแบบนั้น” เมื่อเขาเล่าความรู้สึก
  • ล้อเลียนหรือบอกลูกว่าเขา “คิดมาก” “งอแง” หรือ “โอเวอร์”
  • เปรียบเทียบลูกกับคนอื่นเพื่อทำให้เขาคิดว่าความรู้สึกตัวเองไม่สำคัญ

ทางออกของรักที่ทำให้สงสัยตัวเอง

เริ่มจากการเชื่อในเสียงของเด็ก 

แม้เสียงนั้นจะสั่นไหว ไม่มั่นใจ หรือไม่เข้าใจทั้งหมดก็ตาม ความรู้สึกคือของจริง ไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกพิสูจน์ เด็กไม่จำเป็นต้องถูกสอนให้กล้าแกร่งผ่านการตั้งคำถามกับตัวเองอย่างไม่รู้จบ แต่ควรได้รับความมั่นคงพอที่จะยืนอยู่กับความรู้สึกนั้นได้ โดยไม่ถูกใครสั่นคลอน


แบบที่ 5: รักที่ตรวจสอบทุกลมหายใจ (Micromanaging)

ไม่มีใครเถียงว่า “พ่อแม่ใส่ใจ” เป็นสิ่งล้ำค่า แต่บางครั้งความใส่ใจที่ไม่มีช่องว่างเลยสักนิด อาจไม่ใช่การดูแล แต่มันคือการตรวจสอบ
ลูกไปไหน
คุยกับใคร
ทำอะไรอยู่
ใช้เวลาอย่างไร
กินไปกี่คำ
โพสต์อะไร
ลบรูปหรือยัง
ทำไมไม่ตอบไลน์
ทำไมถึงอ่านแล้วไม่ตอบ
ทำไมถึงอยู่เงียบ ๆ แบบนี้

ความรักที่แปลงร่างเป็นการจ้องมองอย่างใกล้ชิดจนไม่มีที่ว่างให้ขยับ มักไม่รู้ตัวว่ากำลังบีบให้เด็กหายใจในจังหวะที่ไม่ใช่ของเขา

Steinberg (2001) ชี้ให้เห็นว่า เด็กที่ได้รับโอกาสในการตัดสินใจเอง แม้ในเรื่องเล็กน้อย จะพัฒนา Executive Function (EF) หรือทักษะการคิดวางแผนและควบคุมตนเองได้ดีกว่าในระยะยาว เพราะเขาได้ฝึกคิด ฝึกผิด และฝึกเป็นเจ้าของผลลัพธ์ของตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก

วิธีสังเกตว่า “รักแบบ Micromanaging” เริ่มทำร้ายเรา

  • คุณรู้สึกว่าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องง่าย ๆ ด้วยตัวเอง เช่น เลือกเสื้อผ้า เลือกงานอดิเรก หรือแม้กระทั่งเลือกเพื่อน
  • คุณกลัวการเปิดเผยสิ่งที่คุณชอบ เพราะมันอาจโดนตัดสินว่า “ไม่เหมาะ” หรือ “ไม่มีประโยชน์”
  • คุณเคยรู้สึกผิดที่อยากมีเวลาส่วนตัว หรืออยากอยู่เงียบ ๆ คนเดียว
  • คุณมีชีวิตที่เหมือนต้อง “รายงาน” ทุกความเคลื่อนไหวเสมอ
  • คุณรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีอาณาเขต หรือพื้นที่ที่เป็นของคุณคนเดียว

ถ้าคุณโตมากับความรักแบบนี้ จะดูแลตัวเองได้อย่างไร

  • เริ่มต้นเล็ก ๆ ด้วยการเลือกสิ่งที่คุณชอบโดยไม่ต้องขออนุญาต เช่น จัดห้อง เลือกเสื้อผ้า หรือวางแผนวันหยุด
  • ให้เวลาตัวเองได้ “อยู่กับตัวเอง” โดยไม่รู้สึกผิด เช่น ปิดโทรศัพท์ช่วงสั้น ๆ หรือไม่ตอบแชตในทันที
    ลองเขียนบันทึกความรู้สึกหลังจากได้ตัดสินใจเรื่องหนึ่งด้วยตัวเอง แล้วสังเกตว่าคุณรู้สึกมั่นคงขึ้นแค่ไหน
  • ถ้ามีใครพยายามควบคุมมากเกินไป ลองพูดว่า “ฉันขอพื้นที่นิดนึงนะ” โดยไม่ต้องอธิบายเสมอไป

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ :นี่คือสิ่งที่คุณอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว

  • ถามลูกซ้ำ ๆ จนเขารู้สึกว่าไม่มีความลับเป็นของตัวเอง
  • ตั้งกฎเกณฑ์จนแน่นทุกช่วงเวลาโดยไม่เปิดพื้นที่ให้ลูกลองผิด
  • แทรกแซงทุกเรื่องเล็กน้อย เช่น แก้งานศิลปะลูกให้ “ดูดีขึ้น” หรือจัดของในกระเป๋านักเรียนให้

ทางออกของรักที่จับตามองเกินไป

การ “ห่วง” กับ “ระแวง” ต่างกันไม่ใช่ที่เจตนา แต่อยู่ที่ว่าความสัมพันธ์นั้นยังมี “ความไว้วางใจ” หลงเหลืออยู่หรือไม่ พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับลูก แต่อาจต้องรู้ว่าอะไรคือขอบเขตที่ทำให้ลูกยังรู้สึกว่าเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่กำลังเติบโต  ไม่ใช่แค่เปลือกนอกของความสำเร็จที่เรากำลังปั้น


แบบที่ 6: รักที่เต็มไปด้วยอารมณ์ไม่เสถียร (Emotional Volatility)

พ่อแม่บางคนไม่เคยตะคอก ไม่เคยลงไม้ลงมือ แต่ทุกความเงียบของเขา กลับชวนให้น่ากลัวกว่าคำด่า ทุกคำพูดของเขา ชวนให้เราต้องตีความซ้ำ ๆ และทุกเย็นกลับบ้าน เราไม่เคยแน่ใจว่า วันนี้เขาจะอารมณ์ดี หรือพายุจะพัดเข้ามาอีกแล้ว

เด็กที่เติบโตในบ้านแบบนี้ ไม่เคยรู้สึกปลอดภัยพอที่จะเป็นตัวเอง เพราะต้องเฝ้าดูทิศทางลม เฝ้าคาดเดาว่าคำพูดไหนจะทำให้พ่อแม่ไม่พอใจ และคำพูดไหนอาจจะทำให้บ้านลุกเป็นไฟ

Davies & Cummings (1994) ชี้ว่า เด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผู้ใหญ่อารมณ์ไม่เสถียร มีแนวโน้มสูงต่อการเกิดภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และการแยกตัวทางอารมณ์ เพราะเขาไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าโลกจะปลอดภัยกับเขาหรือไม่  แม้แต่ในบ้านตัวเอง

วิธีสังเกตว่า “รักที่อารมณ์ไม่เสถียร” เริ่มทำร้ายเรา

  • คุณรู้สึกว่าต้อง “อ่านอารมณ์คนอื่น” ตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัย
  • คุณหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แม้ในเรื่องที่คุณควรพูด เพราะคุณกลัวว่าจะทำให้สถานการณ์แย่ลง
  • คุณมักขอโทษ แม้ไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะคุณกลัวว่าการไม่ขอโทษอาจทำให้คุณถูกเกลียด
  • คุณไม่ค่อยแน่ใจว่า “ตัวเองรู้สึกยังไง” เพราะคุณคุ้นชินกับการต้องอยู่กับอารมณ์ของคนอื่นมากกว่า
  • คุณเหนื่อยกับการพยายามรักษาความสงบ ทั้งที่มันไม่เคยสงบจริง ๆ

ถ้าคุณเคยโตมากับบ้านที่อารมณ์ไม่เสถียร

  • ให้เวลาตัวเองรู้สึก แม้จะรู้สึกไม่ดี เพราะความรู้สึกไม่ใช่ศัตรู
  • ฝึกแยกแยะว่า “นี่คืออารมณ์ของฉัน” หรือ “นี่คืออารมณ์ของเขาที่ฉันเผลอแบก”
  • หาที่ปลอดภัยเพื่อพูดความรู้สึกของตัวเอง เช่น นักบำบัด กลุ่ม support หรือสมุดบันทึกที่ไม่มีใครอ่าน
  • หยุดโทษตัวเองทุกครั้งที่คนอื่นอารมณ์เสีย เพราะคุณไม่ได้เป็นเจ้าของอารมณ์ของทุกคนบนโลกนี้
  • กลับมาฟังตัวเอง และให้น้ำหนักกับเสียงของใจตัวเองอีกครั้ง

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ :นี่คือสิ่งที่คุณอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว

  • อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างรุนแรง โดยไม่เคยอธิบายหรือขอโทษ
  • ใช้ความเงียบ ความเฉยชา หรือ “การตีตัวออกห่าง” เป็นเครื่องมือควบคุมลูก
  • ไม่เคยสะท้อนหรือพูดกับลูกว่า “เมื่อกี้แม่โกรธ แต่แม่ไม่ได้โกรธลูก”

ทางออกของรักที่อารมณ์ไม่นิ่ง

การขอโทษลูกไม่ทำให้ความเป็นพ่อแม่ลดน้อยลง ตรงกันข้าม มันสร้างแบบอย่างของ “มนุษย์ที่พัฒนาได้” ให้กับเขา เด็กไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ แต่เขาต้องการคนที่พร้อมจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง และกล้าที่จะซ่อมความสัมพันธ์  มากกว่ากลบมันด้วยความเฉยชา หรือคำว่า “ก็แม่เป็นแบบนี้”

เพราะการเติบโต ไม่ได้เกิดจากการควบคุมอารมณ์เสมอไป แต่มันเกิดจากการ “รับผิดชอบ” ต่ออารมณ์ของตัวเอง โดยไม่โยนให้ใครต้องแบกรับแทน


แบบที่ 7: รักที่มีเงื่อนไขซ่อนอยู่ในคำชม (Body Shaming & Conditional Approval)

บางทีความรุนแรงก็มาในรูปของคำชม… ที่พ่วงเงื่อนไข

บางทีคำว่า “ลูกแม่สวยที่สุด” ก็แฝงความหมายว่า ถ้าลูกไม่ผอม ไม่ขาว ไม่เรียบร้อย ลูกก็อาจไม่ใช่ “ที่สุด” สำหรับแม่แล้ว

คำพูดที่ดูเหมือนไม่มีอะไร เช่น
“ระวังอ้วนนะลูก”
“วันนี้ดูดีผิดปกตินะ”
“กินเยอะจังเลย”

Neumark-Sztainer et al. (2006) ศึกษาพบว่า เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีการวิจารณ์รูปร่าง พฤติกรรมการกิน หรือรูปลักษณ์ซ้ำ ๆ มีแนวโน้มสูงในการพัฒนาเป็นโรคการกินผิดปกติ (eating disorders) และมีภาพลักษณ์ตนเองที่บิดเบือนแม้ภายนอกจะดู “ปกติ”

วิธีสังเกตว่า “รักที่มีเงื่อนไข” เริ่มทำร้ายเรา

  • คุณชอบตัวเองเฉพาะเวลาที่ดูดี สมบูรณ์แบบ หรือได้รับคำชม
  • คุณมักรู้สึกผิดหลังจากกินอาหาร หรือรู้สึกว่า “ไม่ควรกิน” แม้แค่ของหวานเล็กน้อย
  • คุณเคยชินกับการตรวจรูปร่างหน้ากระจกอย่างละเอียด พร้อมเสียงในหัวที่คอยตัดสิน
  • คุณรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ดีพอ” ถ้ายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองบางอย่าง
  • คุณไม่แน่ใจว่า ความรักที่คุณได้รับนั้น เป็นเพราะคุณเป็น “คุณ” หรือเพราะคุณ “เป็นในแบบที่เขาชอบ”

ถ้าคุณเคยโตมากับรักที่มีเงื่อนไข

  • ลองแยก “ตัวฉัน” ออกจาก “ร่างกายของฉัน” และหันมาใส่ใจความรู้สึก ความคิด ความฝันของตัวเองมากกว่าตัวเลขบนตาชั่ง
  • ฟังเสียงภายในตัวเอง ว่าคุณหิวจริงไหม อิ่มแค่ไหน อ่อนล้าเพราะอะไร แทนที่จะใช้ความรู้สึกผิดเป็นเข็มทิศชีวิต
  • หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับภาพในหัวของคนอื่น
  • ค่อย ๆ เปลี่ยนคำพูดในหัวตัวเอง จาก “ฉันยังไม่ดีพอ” เป็น “ฉันกำลังเรียนรู้ที่จะดีกับตัวเอง”
  • หาคนที่เห็นคุณในแบบที่ไม่ต้องพิสูจน์ ไม่ต้องปรับ ไม่ต้องเปลี่ยน

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ :นี่คือสิ่งที่คุณอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว

  • วิจารณ์รูปร่างลูกแม้ในเชิงหยอกล้อ เช่น “เดี๋ยวโตไปใครจะรัก” หรือ “ดูเหมือนหมูตุ๋นเลยวันนี้”
  • ให้คุณค่ากับรูปลักษณ์มากกว่าความพยายาม เช่น “วันนี้สวยมาก” แทนที่จะพูดว่า “วันนี้ดูภูมิใจในตัวเองดีนะ”
  • ชื่นชมลูกแค่ตอนที่เขาดูดี หรือ “น่ารักในสายตาคนอื่น” โดยไม่ชื่นชมช่วงเวลาธรรมดาของเขา

ทางออกของรักที่ซ่อนเงื่อนไข

ความงดงามของลูก ไม่ได้อยู่ที่รูปร่าง แต่มันอยู่ที่ “เขาเป็นเขา” ได้อย่างเต็มที่
บ้านไม่ควรเป็นเวทีที่เด็กต้องแสดง แต่ควรเป็นพื้นที่ที่เขาได้พัก ได้หายใจ และได้เติบโตในผิวหนังของตัวเอง อย่างไม่ต้องรีทัชอะไรเลย


แบบที่ 8: รักที่ไม่ให้พื้นที่ส่วนตัว (Boundary Violation)

บางบ้านไม่มีห้องว่างให้เด็กนั่งเงียบ ๆ
บางบ้านไม่มีแม้แต่ “พื้นที่ในใจ” ให้เด็กเป็นแค่เด็ก
เพราะผู้ใหญ่ในบ้านอาจใช้เด็กเป็นทั้ง
ผู้รับฟังระบายความทุกข์
ที่รองรับอารมณ์
ที่ปรึกษาโดยไม่สมัครใจ
หรือแม้แต่ “เพื่อนคนเดียว” ที่พ่อแม่พอจะไว้ใจได้

ความสัมพันธ์แบบนี้  แม้จะดูแนบแน่น แต่กลับไม่เคารพ “เส้นเขตแดน” ที่เด็กควรมี และค่อย ๆ หลอมให้เด็กเชื่อว่า เขาไม่มีสิทธิจะขีดเส้นอะไรไว้ได้เลย

Hall & Geher (2003) ศึกษาพบว่า เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่มี boundaries ชัดเจน มีแนวโน้มจะสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยในอนาคต ไม่สามารถระบุได้ว่าตัวเองต้องการอะไร และกลัวการปฏิเสธแม้ในสถานการณ์ที่ควรจะปฏิเสธ

วิธีสังเกตว่า “รักที่ละเมิดขอบเขต” เริ่มทำร้ายเรา

  • คุณรู้สึกผิดทุกครั้งที่ต้องบอกว่า “ไม่” กับใคร แม้รู้ว่าเกินกำลัง
  • คุณมักให้คนอื่นเข้ามากำหนดความรู้สึก หรือความคิดของคุณเอง
  • คุณไม่กล้าขอพื้นที่ส่วนตัว เพราะกลัวว่าคนจะหาว่า “เย็นชา” หรือ “ไม่มีน้ำใจ”
  • คุณมักโดนใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ของคนใกล้ตัว และไม่รู้จะหยุดมันยังไง
  • คุณไม่แน่ใจว่าคุณมี “ขอบเขต” ได้จริง ๆ หรือเปล่า โดยเฉพาะกับคนที่คุณรัก

ถ้าคุณเคยโตมากับความรักที่ไม่ให้ขอบเขต

  • ลองเริ่มต้นจากการตั้ง “ขอบเขตเล็ก ๆ” กับตัวเอง เช่น เวลาเงียบที่ห้ามใครโทรมารบกวน
  • เรียนรู้ที่จะพูดว่า “ฉันไม่พร้อมจะคุยตอนนี้” โดยไม่ต้องรู้สึกผิด
  • จดบันทึกความรู้สึกหลังจากแต่ละวัน เพื่อแยกให้ออกว่า อะไรคือความรู้สึกของเรา อะไรคือของคนอื่น
  • ฝึกเชื่อว่า คุณมีสิทธิเต็มที่ที่จะไม่พร้อม ที่จะไม่อยากฟัง หรือแม้แต่ที่จะหายไปชั่วคราว

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ :นี่คือสิ่งที่คุณอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว

  • แชร์เรื่องของลูกโดยไม่ขออนุญาต เช่น โพสต์รูป นินทาลูกกับญาติ หรือเปิดเผยความลับของลูก
  • ใช้ลูกเป็น “ที่ปรึกษา” หรือ “คนฟัง” เวลาเหนื่อย โดยไม่ดูว่าเขาไหวไหม
  • เข้าห้องลูกโดยไม่เคาะประตู หรือค้นของลูกโดยคิดว่า “ก็เราเป็นพ่อแม่”
  • แซว หยอก หรือถามในเรื่องส่วนตัวที่ลูกไม่สบายใจ โดยไม่ทันสังเกตสีหน้าของเขา

ทางออกของรักที่ไม่เคารพขอบเขต

ขอบเขตไม่ใช่ “กำแพง”
แต่คือ “หน้าต่าง” ที่เปิดให้เรามองเห็นกันได้ โดยไม่ต้องเหยียบย่ำกัน

ถ้าเราอยากให้ลูกไว้ใจเราในวันที่เขาโตพอจะเดินออกไปข้างนอกเอง เราต้องเริ่มจากการเคารพพื้นที่เล็ก ๆ ที่เขาพยายามจะปกป้อง  ตั้งแต่วันนี้


แบบที่ 9: รักที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ (Existential Guilt)

บางครั้งความรุนแรงไม่ต้องการคำพูดแรง ๆ หรือการกระทำรุนแรงใดเลย แค่น้ำเสียงเหนื่อยล้า แววตาเลี่ยงมอง หรือคำบ่นว่า “ถ้าไม่มีเธอ แม่คงไปได้ไกลกว่านี้” ก็สามารถฝังรากลึกลงในใจของเด็กได้มากพอ จนทำให้เขาเติบโตมาโดยเชื่ออย่างเงียบ ๆ ว่าตัวเองคือ “ปัญหา” ไม่ใช่ “ของขวัญ”

เด็กที่โตมากับภาวะแบบนี้ มักเรียนรู้ว่า การมีอยู่ของตัวเองทำให้คนอื่นลำบาก เขาจึงค่อย ๆ หายตัวไปจากความต้องการของตัวเอง ถอนตัวจากความสัมพันธ์ที่อาจ “เกินเลย” และเงียบไปแม้ในวันที่หัวใจโหยหา

Alice Miller (2008) เคยเขียนไว้ว่า เด็กที่เติบโตมาโดยรู้สึกว่าความรักที่ได้รับมีเงื่อนไข มักจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่กล้ารู้สึก หรือรักใครอย่างเต็มหัวใจ

วิธีการสังเกตว่า “รักแบบ Existential Guilt” เริ่มทำร้ายเรา

  • คุณรู้สึกผิดแม้ในเรื่องเล็กน้อย เช่น การพักผ่อน การกินอาหารดี ๆ หรือการมีความสุข
  • คุณไม่กล้าแสดงออกถึงความต้องการของตัวเอง เพราะกลัวทำให้คนอื่นลำบาก
  • คุณมีแนวโน้มจะเป็น “คนที่ไม่ต้องการอะไร” ในทุกความสัมพันธ์
  • คุณเก่งในการดูแลคนอื่น แต่รู้สึกผิดเวลามีใครมาดูแลคุณ
  • คุณไม่กล้าเชื่อว่าใครรักคุณ “เพราะคุณเป็นคุณ” โดยไม่มีเงื่อนไข

ถ้าคุณเคยโตมากับความรู้สึกว่า “ฉันคือต้นเหตุของความเหนื่อย” คุณจะดูแลตัวเองอย่างไร

  • เริ่มจากการบอกตัวเองว่า “คุณมีสิทธิ์อยู่ โดยไม่ต้องแลกกับอะไร”
  • ฟังเสียงเล็ก ๆ ในใจเวลารู้สึกผิด แล้วถามกลับว่า “ฉันกำลังรู้สึกผิดเพราะอะไร?”
  • ลองขอความช่วยเหลือเล็ก ๆ เช่น ให้คนอื่นรอเราบ้าง หรือขอพื้นที่ของตัวเองบ้าง
  • ฝึกซ้อมการเป็น “ผู้รับ” อย่างอ่อนโยน และยอมให้คนอื่นดูแลเราโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าคุ้มค่า
    ย้ำกับตัวเองว่า “ความรักที่แท้จริง ไม่ทำให้ใครรู้สึกเป็นภาระ”

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ :นี่คือสิ่งที่คุณอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว

  • ถอนหายใจบ่อย ๆ เวลาเหนื่อย แล้วพูดว่า “ต้องทำทุกอย่างเพราะลูกนี่แหละ”
  • ใช้คำพูดที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาคือสาเหตุของความเหนื่อย เช่น “แม่คงได้เลื่อนตำแหน่งถ้าไม่มีลูก”
  • แสดงออกว่าเรารักลูกเฉพาะเวลาที่เขาช่วยเหลือ หรือเป็นประโยชน์ต่อเรา

ทางออกของปัญหานี้
ลองบอกลูกว่า “แม่เลือกที่จะดูแลหนู ไม่ใช่เพราะต้องทำ แต่เพราะแม่อยากทำ”
แยกแยะความเหนื่อยของเราออกจากตัวตนของลูก  “แม่เหนื่อยเพราะชีวิตมันเหนื่อย ไม่ใช่เพราะหนูอยู่ตรงนี้” และอย่ากลัวที่จะพูดว่า “หนูมีค่าสำหรับแม่ แค่เพราะหนูเป็นหนู” โดยไม่ต้องพ่วงเงื่อนไขใด ๆ

รอยแผลในผู้รอดชีวิต: เมื่อการเติบโตกลายเป็นการเอาตัวรอดจากบ้านที่ควรจะปลอดภัย

เด็กที่เติบโตในบ้านที่ “ไม่มีอะไรเลวร้ายชัดเจน” แต่มักถูกตัดสินเบาๆ ถูกปฏิเสธความรู้สึกอย่างนิ่มนวล หรือถูกหล่อหลอมให้ต้อง “เป็นคนดี” ตลอดเวลา มักกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีชีวิตเหมือนใครบางคนกำลังกดแผลในใจเขาอยู่เบาๆ ตลอดเวลาโดยไม่มีใครเห็น

บางคนกลายเป็นคนที่ “เอาใจเก่ง” จนลืมว่าตัวเองชอบอะไรจริงๆ
บางคนกลัวการถูกปฏิเสธ จนเลือกที่จะไม่กล้าขออะไรเลย
บางคนไม่กล้าทำผิด เพราะในวัยเด็ก ความผิดนิดเดียวเคยทำให้ทั้งบ้านเงียบไปทั้งวัน
บางคนรู้สึกผิดเวลาได้พัก รู้สึกว่าแค่มีความสุขก็เกินสิทธิ์แล้ว
บางคนใช้ชีวิตโดยมองตัวเองผ่านสายตาของพ่อแม่เสมอ  ทำอะไรดี พ่อแม่จะภูมิใจไหม? ทำอะไรพลาด จะผิดหวังไหม?

ในทางจิตวิทยา งานของ Dr. Jonice Webb ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและผู้เขียนหนังสือ Running on Empty ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า Childhood Emotional Neglect (CEN) หรือ “การขาดความเข้าใจและการตอบสนองทางอารมณ์ในวัยเด็ก” ซึ่งต่างจากการถูกกระทำรุนแรงตรงที่มัน “ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” อย่างโจ่งแจ้ง

แต่นั่นแหละคือปัญหา

เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่ไม่มีพื้นที่ให้พูดถึงความรู้สึก ไม่มีผู้ใหญ่ที่ถามว่า “วันนี้รู้สึกยังไง” หรือไม่มีใครสังเกตว่าแววตาเขาเปลี่ยนไปเมื่อไม่สบายใจ มักจะไม่ได้รับการสอนให้รู้จักภาษาของตัวเอง ภาษาแห่งอารมณ์ พวกเขาเรียนรู้ที่จะ “อยู่ได้” โดยไม่ต้องการอะไร และเมื่อโตขึ้น พวกเขาก็มักใช้ชีวิตเหมือนบ้านที่ว่างเปล่า ตกแต่งภายนอกได้ดี แต่ไม่มีเครื่องเรือนภายในที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น

Dr. Webb อธิบายว่า เด็กกลุ่มนี้จะพัฒนา “หลุมว่างในตัวตน” (inner emptiness) ซึ่งไม่ใช่อาการซึมเศร้า ไม่ใช่ภาวะวิตกกังวลอย่างชัดเจน แต่เป็นความรู้สึกพร่องเรื้อรัง  เหมือนมีบางอย่างที่ควรจะอยู่ตรงนั้นแต่กลับไม่มี เหมือนโตมากับสูตรอาหารที่ลืมใส่เกลือ มันไม่ผิด แต่มันก็ไม่กลมกล่อม และคนอื่นอาจไม่สังเกตเห็นความพร่องนั้นเลย

ผู้ใหญ่ที่มีแผลจาก CEN มักเป็นคนที่ “ดูดี” ในสายตาคนรอบข้าง รับผิดชอบงานได้ดี มีวุฒิภาวะ ไม่สร้างปัญหา แต่ภายในกลับรู้สึกเหมือนกำลังใช้ชีวิตด้วยความกลัวว่าจะ “โดนจับได้” ว่าตัวเองไม่มีอะไรเลยอยู่ข้างใน พวกเขาไม่กล้าร้องขอ และบางครั้งยังไม่กล้าเชื่อด้วยซ้ำว่าตัวเองสมควรได้รับความรักนั้น

อีกงานวิจัยหนึ่งของ Bessel van der Kolk ในหนังสือ The Body Keeps the Score ก็ชี้ให้เห็นว่า ความเครียดเรื้อรังหรือบาดแผลทางใจในวัยเด็กสามารถ “ฝังอยู่ในร่างกาย” และส่งผลต่อระบบประสาท ฮอร์โมน และรูปแบบความสัมพันธ์ในชีวิตผู้ใหญ่

บางคนรู้สึกผิดเวลามีความสุข เพราะในวัยเด็ก ความสุขของเขามักหมายถึงความไม่สบายใจของพ่อแม่ บางคนไม่กล้าพัก เพราะพักคือความผิด บางคนตื่นเช้าไปทำงานเกินหน้าที่ ไม่ใช่เพราะอยากเก่ง แต่เพราะไม่เคยเชื่อว่าตัวเองมีคุณค่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเพื่อใคร บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตไล่ตามเสียงชื่นชมเล็กน้อย เพราะมันเป็นเพียงคำเดียวที่เคยได้รับแทนความรัก และบางคนโตขึ้นมาพร้อมหลุมพร่องในตัวตน ที่แม้จะมีบ้านใหม่ งานดี คู่ชีวิตแสนเข้าใจ แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กคนนั้น ที่ยังยืนอยู่กลางบ้านเก่า ๆ ในคืนที่พ่อแม่ไม่พูดกัน และเขาไม่รู้ว่าจะทำอะไรให้พวกเขารักกันได้อีก

ทางรอดจากบ้านที่ไม่เคยให้เราหายใจเต็มปอด และการกู้คืนสิทธิ์ในการเป็นมนุษย์ที่รู้สึกได้อย่างเต็มที่

เมื่อเราเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง บางคนรอดออกมาจากบ้านแบบนั้นได้ด้วยการไม่หันกลับไปมองอีกเลย แต่สำหรับอีกหลายคน  การรอดไม่ใช่การหนี การรอดคือการเงยหน้าขึ้น และยอมรับว่า “มันเกิดขึ้นไปแล้ว” พร้อม ๆ กับการกล้าถามว่า “แล้ววันนี้ ฉันยังอยากมีชีวิตแบบนั้นอยู่ไหม”

บางคนโตมาพร้อมความรู้สึกว่า สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในบ้าน ไม่ได้เลวร้ายพอจะเรียกว่า “บาดแผล”
แต่ก็ไม่เคยปลอดภัยพอจะเรียกว่า “ความรัก” ได้เต็มปาก

เราจึงโตมาแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ
กลัวที่จะเจ็บ แต่ก็ไม่กล้าเรียกร้องการปลอบโยน
กลัวที่จะพูดถึงอดีต เพราะกลัวว่าจะกลายเป็น “ลูกอกตัญญู”
กลัวที่จะตั้งคำถาม ว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเราในบ้านหลังนั้น มันโอเคจริง ๆ หรือเปล่า

และเพราะเราไม่เคยได้ชื่อเรียกที่ถูกต้องให้กับสิ่งที่เคยเจอ เราจึงไม่รู้จะเริ่มเยียวยามันยังไง แต่การจะเดินออกจากความรุนแรงที่ไม่มีชื่อ ไม่ได้แปลว่าเราต้องตั้งข้อหาให้ใคร มันหมายถึงการยอมรับอย่างเงียบ ๆ และแนบแน่นว่า“มันเคยเกิดขึ้น” และเพราะมันเคยเกิดขึ้น เราจึงมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีก ทั้งในชีวิตของเรา และในชีวิตของใครก็ตามที่เติบโตข้างเรา

จากตรงนี้ไปคือพื้นที่สำหรับการหายใจลึกขึ้นครั้งแรก
และคำถามแรกที่อาจฟังดูธรรมดา แต่สำคัญอย่างเหลือเชื่อคือ…

1. “มันเกิดขึ้น” ไม่ใช่คำโทษ แต่มันคือภาษาของการเริ่มเยียวยา
การที่เรามองย้อนกลับไปแล้วยอมรับว่า “มันคือความรุนแรง” ไม่ได้แปลว่าเราทำร้ายใคร หรือแค้นเคืองใคร มันแค่แปลว่าเราหยุดทำร้ายตัวเอง ด้วยการแกล้งบอกตัวเองว่าทุกอย่างเคยดี

2. ความรักที่ทำให้เราไม่กล้าหายใจ ไม่ควรถูกส่งต่อแม้จะมาในชื่อเดียวกัน
บ้านที่บีบเราไว้แน่นด้วยความหวังดี อาจสร้างความเงียบที่ลึกจนเราไม่เคยรู้ว่าเสียงของเราหน้าตาเป็นอย่างไร วันนี้ ถ้าเรามีลูก หรืออยู่กับเด็กคนอื่น เราจะเลือกอะไรระหว่าง “เด็กดี” กับ “เด็กที่รู้ว่าเสียงตัวเองมีค่า”?

3. เราขอโทษเด็กคนนั้นในตัวเราได้ แม้วันนี้เขาจะโตจนไม่มีใครมองว่าเป็นเด็กอีกแล้ว
และเราก็ขอโทษเด็กคนอื่น ๆ ได้ แม้เขาจะยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น การพูดว่า “แม่ขอโทษ” “พ่อขอโทษ” คือการยื่นมือออกไปในความมืด ไม่ใช่เพื่อขอให้อภัย แต่เพื่อให้เด็กคนนั้นรู้ว่า เขาไม่เคยควรโดดเดี่ยวกับความเจ็บปวดของตัวเอง

4. การขอความช่วยเหลือ คือการหยุดกลืนเลือดลงคอ แล้วยื่นถ้วยชาให้ตัวเอง
ไม่ว่าเราเคยเป็นเด็กที่เงียบไปตลอดวัยเด็ก หรือพ่อแม่ที่เพิ่งรู้ว่าความรักแบบเราเคยทำร้ายใครไว้ การขอความช่วยเหลือคือการยอมรับว่า เราเหนื่อยพอแล้วกับการเก็บเรื่องทุกเรื่องไว้คนเดียว

5. บางบ้านไม่มีรั้ว บางบ้านไม่มีหลังคา และบางบ้านก็อยู่ได้ในตัวเราเอง
บ้านที่เราใฝ่ฝัน อาจไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง อาจเป็นแค่พื้นที่ที่เรารู้ว่า เราจะไม่ต้องพิสูจน์ความดีงาม ไม่ต้องหายใจให้เบาที่สุด ไม่ต้องเป็นอะไรเพื่อให้ใครรัก บ้านที่ดีอาจไม่ใช่บ้านที่ไม่มีร่องรอย แต่เป็นบ้านที่กล้าหันมามองร่องรอยเหล่านั้นอย่างอ่อนโยน และไม่ยอมให้มันกลายเป็นแผลที่เราส่งต่อ

แล้วคุณจะผ่านมาได้

และคุณจะไม่ใช่เด็กคนนั้นอีกแล้ว

เด็กที่เคยกลัวแม้กระทั่งจะมีความสุข
เด็กที่พยายามเงียบให้บ้านสงบ
เด็กที่คิดว่าแค่ตัวเองอยู่ก็ทำให้ใครบางคนเหนื่อยแล้ว

ความรุนแรงบางอย่างไม่ส่งเสียง ไม่ทิ้งรอยแผล แต่มันฝังแน่นอยู่ในวิธีที่เรากลัวการเลือก ลังเลที่จะพูด และต้องขออนุญาตก่อนจะรู้สึก

แต่นั่นคือเรื่องเก่า

วันนี้ คุณเริ่มได้ยินเสียงในตัวเอง ไม่ใช่เสียงดัง ไม่ใช่เสียงเอาชนะ แค่เสียงที่บอกว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” และฉันไม่ผิดที่รู้สึก

การรอด ไม่ได้แปลว่าหายเจ็บ แต่มันแปลว่าเลิกบอกตัวเองว่า “มันไม่เจ็บ” ไม่ต้องให้อภัยทั้งโลก ไม่ต้องเข้าใจทุกอย่าง แค่พอแล้วกับการกดทับความรู้สึกของตัวเอง

จากตรงนี้ไป ไม่มีใครมากำหนดว่าคุณ “ควรเป็นใคร” ไม่มีใครพรากความคิด ร่างกาย หรือหัวใจได้อีก คุณจะไม่ต้องขออนุญาต จะรัก จะฝัน จะพลาด จะเริ่มใหม่

คุณทำได้

คุณจะไม่ใช่เด็กคนนั้นอีกต่อไป

คุณเข้มแข็งพอที่จะเขียนโลกใบใหม่ของคุณได้


Writer

Avatar photo

Admin Mappa Mappa

Illustrator

Avatar photo

Arunnoon

มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด

Related Posts