รักที่ไม่ฟังกัน คือรักที่ค่อย ๆ ทำลายกันอย่างช้า ๆ

เพราะรักอย่างเดียวไม่พอ ถ้าคุยกันไม่ได้

เราเรียนรู้จะรัก แต่ไม่เคยเรียนรู้จะฟัง

เราใช้เวลาหลายปีเรียนภาษาอังกฤษ และอีกหลายวันเรียนวิธีใช้ Excel อาจใช้ทั้งชีวิตเรียนวางแผนการเงิน หรือหลายสัปดาห์เรียนจัดดอกไม้หรือทำซูชิ แต่ไม่มีใครเคยสอนเราว่าจะฟังคนที่เรารักยังไง

เราอาจคิดว่า “ก็แค่ฟัง ไม่เห็นจะยากตรงไหน” แต่นั่นคือกับดักทางความคิดตั้งแต่ต้น 

การฟังที่แท้จริงไม่ใช่การเงียบระหว่างที่อีกฝ่ายพูดเพื่อจะได้พูดของตัวเองต่อ แต่คือการวางตัวตนของตัวเองลงชั่วคราว เพื่อเข้าไปอยู่ในโลกของอีกคนหนึ่ง โดยไม่เอาเรื่องของเรามาวางทับเขาทุกประโยค

บางทีคนที่เรารักพูดว่า “ฉันรู้สึกเหนื่อย”
แต่เรากลับได้ยินว่า “เธอกำลังต่อว่าเรา”
เขาพูดว่า “ฉันไม่แน่ใจว่าเธอแคร์ฉันอยู่ไหม”
แต่เรากลับรีบเถียงว่า “ก็ฉันอยู่ตรงนี้ไง จะเอาอะไรอีก”

แล้วเราก็ทะเลาะกัน โดยไม่เคยรู้ว่า จุดเริ่มต้นมันไม่ได้อยู่ที่ใครผิดใครถูก แต่อยู่ที่ว่าเราไม่มีพื้นที่ให้กันได้พูดอย่างที่ใจรู้สึกจริง ๆ

Esther Perel นักจิตบำบัดที่ทำงานกับคู่รักมายาวนานเคยพูดไว้ว่า “ทุกวันนี้ เราคาดหวังให้คนคนเดียวทำหน้าที่ที่ทั้งหมู่บ้านเคยช่วยกันดูแล” เราอยากให้คนรักเป็นทั้งเพื่อน คนฟัง คนเข้าใจ คนช่วยหาคำตอบให้ชีวิต และบางครั้งคือคนที่ช่วยเยียวยาอดีตของเราไปด้วยพร้อมกัน

ฟังดูเยอะใช่ไหม ก็เพราะมันเยอะจริง ๆ
แต่สิ่งหนึ่งที่อาจช่วยให้เราหายเหนื่อยจากความคาดหวังมหาศาลนี้ คือการเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ก่อน คือ “การฟังกันให้เป็น”

และไม่ใช่ “ฟัง” เพราะเรามีคำตอบ แต่ “ฟัง” เพราะเรายังอยากอยู่ตรงนี้ อยากเข้าใจเขาแม้ในวันนี้อาจจะยังเข้าใจได้ไม่หมด และอยากให้เขารู้ว่า เสียงของเขาก็มีความหมาย

ความเงียบในบ้าน ไม่ได้แปลว่าสงบ

บางบ้านไม่มีการทะเลาะเลย แต่ก็ไม่มีใครพูดความจริงกับอีกคนมานานมากแล้ว พวกเขาอยู่ในบ้านเดียวกัน กินข้าวโต๊ะเดียวกัน วางแปรงสีฟันไว้ข้างกัน แต่ไม่มีการมองตากันอย่างตั้งใจ ไม่มีการฟังกันอย่างลึก ไม่มีใครถามว่า “ช่วงนี้เป็นยังไง” แล้วฟังคำตอบจริง ๆ โดยไม่รีบเปลี่ยนเรื่อง

ในสายตาคนนอก นี่อาจเป็นบ้านที่ดูสงบ ไม่มีปัญหา ไม่ตะโกนใส่กัน ไม่มีฉากดราม่า แต่ข้างในนั้นคือความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ แห้งไปเรื่อย ๆ เหมือนแจกันดอกไม้ที่ไม่มีใครเติมน้ำ แล้วก็ไม่มีใครพูดถึงมันเลยจนดอกไม้เหี่ยวจนชินตา

คนเรามักคิดว่าความสัมพันธ์จะพังลงเพราะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น เช่น การนอกใจ หรือการทะเลาะกันแรง ๆ แต่จริง ๆ แล้ว ความเงียบต่างหากที่อันตรายกว่า เพราะมันไม่ได้ทำลายทันที แต่มันทำให้เราห่างกันทีละนิด ทีละวัน จนวันหนึ่งเรามองหน้าอีกฝ่ายแล้วรู้สึกแปลกหน้าโดยไม่รู้ตัว

John Gottman นักวิจัยที่ศึกษาชีวิตคู่มานานกว่า 40 ปี เรียกสิ่งนี้ว่า stonewalling หรือการตั้งกำแพง การหลีกเลี่ยงบทสนทนา การปิดตัวเองแบบไม่ตอบโต้อะไรเลย มันเป็นการบอกว่า “ฉันไม่อยากเข้าไปยุ่งกับความรู้สึกของเธออีกแล้ว” และมันคือสัญญาณอันตรายว่า ความสัมพันธ์นี้กำลังเข้าสู่โหมดอยู่รอด ไม่ใช่โหมดเชื่อมโยง

ความเงียบบางครั้งไม่ได้เกิดจากความสงบ แต่มาจากความเหนื่อยล้า ความกลัวการเผชิญหน้า หรือความรู้สึกว่า พูดไปก็เท่านั้น และเมื่อใครสักคนในบ้านรู้สึกว่า “พูดไปก็ไม่มีใครฟัง” เขาก็จะเริ่มพูดน้อยลงเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งไม่พูดเลย

ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไม่เคยมีปัญหา แต่คือความสัมพันธ์ที่ยังมีบทสนทนาอยู่ แม้จะมีรอยร้าว เพราะตราบใดที่เรายังพูดกันได้ เรายังซ่อมมันได้ แต่เมื่อความเงียบกลายเป็นภาษาหลักของบ้าน เราอาจไม่รู้ตัวว่าเราห่างกันไปไกลเกินกว่าจะเริ่มบทสนทนาใหม่อีกครั้ง

เราไม่ฟัง เพราะเรากลัวจะต้องเปลี่ยน

เราชอบคิดว่าเราคือฝ่ายที่ไม่ถูกรับฟัง แต่บางที ถ้าซื่อสัตย์กับตัวเองหน่อย เราอาจจะเคยเป็นฝ่ายที่ไม่ฟังเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะเราใจร้าย แต่เพราะการฟังใครบางคนพูดความจริงเกี่ยวกับความรู้สึกของเขา มันไม่ใช่เรื่องง่าย มันหมายถึงว่าเราต้องเผชิญกับบางสิ่งที่เราไม่อยากได้ยิน บางครั้งมันกระทบกับภาพที่เรามีต่อตัวเอง กระทบกับความพยายาม กระทบกับความตั้งใจดี กระทบกับสิ่งที่เราเคยคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว

คนรักพูดว่า “ฉันรู้สึกว่าเธอไม่เห็นฉันเลย”
เราตอบว่า “ก็ฉันทำทุกอย่างแล้วไง เธอจะเอาอะไรอีก”
เราไม่ได้ฟัง เราแค่กำลังป้องกันตัวเองจากความรู้สึกผิด

การฟังที่แท้จริงมันอันตรายนิด ๆ ในแง่นั้น เพราะมันพาเราไปเจอกับความจริงบางอย่างที่เราพยายามเลี่ยงมาตลอด การฟังคือการเปิดรับโลกของอีกคน และนั่นหมายถึงการยอมรับว่ามีบางอย่างในโลกของเรา ที่อาจจะต้องเปลี่ยน

Esther Perel เคยพูดไว้ว่า ความใกล้ชิดไม่ใช่แค่เรื่องของความรัก แต่มันคือพื้นที่ที่เราต้องพร้อมจะเปลือยความไม่สมบูรณ์ของตัวเองออกมาให้เห็น และแน่นอน…ไม่ใช่ทุกคนพร้อมจะทำแบบนั้น เพราะมันทำให้เราต้องยอมรับว่า บางทีเราอาจทำให้คนที่เรารักเสียใจ โดยไม่ได้ตั้งใจ

แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าเราปิดหูไว้ตลอด ก็ไม่มีทางได้ยินเลยว่าความสัมพันธ์ของเราต้องการอะไร คนที่เรารักรู้สึกยังไง และตัวเราควรหยุดหรือเริ่มทำอะไรใหม่

การฟังจึงไม่ใช่แค่ทักษะ แต่มันคือการซ้อมจะอยู่กับความไม่แน่นอน ซ้อมจะยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง และซ้อมจะรักแบบที่พร้อมโตไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่ยืนยันว่าเราโอเคอยู่แล้ว

เราพูดได้ทุกเรื่อง ยกเว้นความรู้สึกจริง ๆ

บางคู่คุยกันทุกวันแบบไม่มีช่องว่าง ตั้งแต่เรื่องลูก เรื่องบิลค่าน้ำ เรื่องวันหยุดยาวที่ยังไม่ได้จอโรงแรม ไปจนถึงเรื่องว่าแมวกินอาหารยี่ห้อเดิมแล้วอ้วกมั้ย แต่ในบทสนทนาเหล่านั้น กลับไม่มีพื้นที่ให้คำถามง่าย ๆ อย่าง “เธอสบายดีไหมจริง ๆ?” หรือ “พักนี้เรายังรู้สึกใกล้กันอยู่หรือเปล่า?”

เราคุยกันเยอะ แต่ไม่ได้พูดกันจริง ๆ

และมันก็ไม่ใช่ความผิดของใครคนเดียว เพราะไม่มีใครสอนให้เรารู้ว่าจะเปิดบทสนทนาแบบนั้นยังไงโดยไม่ทำให้คนตรงหน้าตั้งการ์ดทันที บางทีแค่จะเริ่มประโยคว่า “ฉันรู้สึกว่าเรา…” เราก็กลัวแล้วว่าจะถูกตีความว่า “กำลังจะบ่น” หรือ “กำลังจะหาเรื่อง”

ในขณะที่เรากลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด เขาเองก็กำลังกลัวว่าเราจะตัดสิน
เรากลายเป็นคนสองคนที่พยายามใช้ชีวิตด้วยกันโดยไม่กล้าพูดเรื่องที่สำคัญที่สุด

John Gottman ซึ่งใช้เวลาหลายสิบปีศึกษาคู่รัก บอกไว้ว่า สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ยั่งยืนไม่ใช่คำพูดใหญ่โตหรือเซอร์ไพรส์หวาน ๆ แต่คือ “bids for connection” หรือสัญญาณเล็ก ๆ ที่เราส่งให้กันทุกวัน อย่างการเล่าว่าวันนี้เจออะไรมา แล้วอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นจากจอมือถือเพื่อฟัง หรือแค่ถามกลับว่า “แล้วรู้สึกยังไง” มันอาจดูเล็กมากจนเราไม่เคยนับมันเป็นเรื่องสำคัญ แต่นั่นแหละ คือการยืนยันว่าเรายังมีความหมายในสายตากันและกัน

ในทางกลับกัน การมองข้ามสัญญาณเล็ก ๆ แบบนั้นซ้ำ ๆ จะทำให้เราเริ่มรู้สึกว่า “ไม่พูดดีกว่า” “พูดไปก็เท่านั้น” และเมื่อความเงียบกลายเป็นกลไกป้องกันตัวหลักของความสัมพันธ์ มันจะกลายเป็นกำแพงที่เราทั้งคู่ช่วยกันสร้างโดยไม่ตั้งใจ

บางทีเราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากมายก็ได้ แต่เราต้องซื่อสัตย์พอที่จะยอมรับว่าเรายังมีอะไรค้างในใจ แล้วค่อย ๆ หาวิธีพูดมันออกมาแบบที่ไม่ทำร้ายกัน และพร้อมจะฟังในวันที่มันไม่ได้พูดออกมาสวยงาม

เพราะสุดท้าย ความสัมพันธ์ไม่ได้วัดจากจำนวนบทสนทนา แต่วัดจากคุณภาพของบทสนทนา ที่ทำให้เรายังรู้สึกว่าคนตรงหน้ายังฟังอยู่ แม้เรื่องที่เราพูด…จะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ก็ตาม

การฟังไม่ใช่ทักษะของคนเก่ง แต่เป็นการซ้อมที่จะไม่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล

เรามักเข้าใจว่าการฟังคือสิ่งที่คนใจเย็น คนเก่ง คนฉลาดเท่านั้นถึงจะทำได้ดี เราเลยไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็น “นักฟังที่ดี” เพราะเรายังแทรกคำพูดอยู่ เรายังอดไม่ได้ที่จะรีบให้คำแนะนำ เรายังรู้สึกอยากปกป้องตัวเองเวลาถูกวิจารณ์

แต่ความจริงแล้ว การฟังไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ มันเป็นเรื่องของการยอมฝึกใจ

ฝึกจะอยู่กับความไม่รู้
ฝึกจะไม่เป็นศูนย์กลางของเรื่อง
ฝึกจะเชื่อว่า ความรู้สึกของอีกคน ไม่ได้มีไว้ให้เราควบคุม หรือจัดการเสมอไป

เพราะเวลาคนรักของเราพูดว่า “ฉันรู้สึกไม่สำคัญ”
สิ่งแรกที่เราอยากตอบกลับอาจเป็น “พูดอะไรแบบนั้นได้ยังไง ฉันทำทุกอย่างแล้วนะ”
แต่นั่นคือคำตอบจากความอยากปกป้องภาพลักษณ์ของเรา ไม่ใช่คำตอบที่อยากเข้าไปอยู่กับความรู้สึกของเขาจริง ๆ

การฟังจึงไม่ใช่การนิ่ง แต่คือการแสดงความอ่อนโยนโดยไม่รีบร้อน ไม่ใช่การหยุดพูด แต่คือการเปิดใจให้คำพูดของอีกคนได้เคลื่อนไหวภายในความคิดของเรา 

Gottman และ Perel พูดตรงกันในเรื่องนี้ ว่าความสัมพันธ์จะมั่นคงได้ ก็ต่อเมื่อเราสามารถ “จูนอารมณ์” ให้กันได้ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลหรือความถูกต้อง แต่มาจากความตั้งใจจะอยู่ข้างกัน แม้ในวันที่เรายังไม่เข้าใจ

และนั่นไม่ใช่หน้าที่ของใครคนเดียว ถ้าเราทั้งคู่พร้อมจะวางบทพระเอก นางเอกของเรื่อง แล้วกลายเป็นคนธรรมดาสองคนที่อยากจะอยู่กันให้รอด ฟังกันให้เข้าใจ พลาดได้แต่ไม่ทิ้งกันไปง่าย ๆ และความรักจะมีที่ทางให้เติบโต แม้จะไม่โรแมนติกนักก็ตาม

ไม่มีใครฟังกันได้ตลอดเวลา แต่คนที่รักกัน…จะยังพยายามฟังแม้ในวันที่ไม่สมบูรณ์

เราทุกคนเคยเป็นคนที่ไม่ได้ฟัง เคยเป็นคนที่พูดเร็วเกินไป ตัดบทแรงเกินไป หรือไม่ก็ถอนหายใจเสียงดังใส่ประโยคที่สำคัญของใครบางคน แค่นั้นก็พอแล้วที่จะทำให้บทสนทนาจบลงโดยที่อีกฝ่ายรู้ว่า “วันนี้ไม่ควรพูดอะไรอีก”

ไม่มีใครเป็นนักฟังที่ดีตลอดเวลา เพราะไม่มีใครเป็นมนุษย์ที่นิ่ง สงบ มีสติ สมดุล พร้อมทุกวันจะเปิดพื้นที่ให้คนอื่นเสมอไป ชีวิตมันไม่ใช่บทฝึกในคอร์สฝึกสติ และคนรักของเราก็ไม่ใช่ตัวอย่างในหนังสือพัฒนาตัวเอง

แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าเรายังอยากฟังกันอยู่  แม้จะฟังได้ไม่เก่ง แม้จะยังแอบขัดบ้าง พูดแทรกบ้าง หงุดหงิดเร็วไปบ้าง  นั่นแหละคือสัญญาณที่ดีว่าเรายังอยู่ในความสัมพันธ์ที่มีชีวิต

John Gottman เคยบอกไว้ว่า ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไม่มีปัญหาเลย แต่คือคู่ที่ยัง “ซ่อมแซม” กันได้ คือยังกลับมาคุยกันใหม่ได้แม้จะพังไปบ้าง เคยเข้าใจผิดกัน เคยเงียบใส่กัน เคยพูดไม่ดีใส่กัน แต่สุดท้ายก็ยังกล้าจะฟังกันอีก

ความรักไม่เคยเป็นเรื่องของคนที่สมบูรณ์แบบ แต่มักเป็นเรื่องของคนธรรมดาสองคน ที่ยังอยากเรียนรู้จะเข้าใจกันแม้จะช้า แม้จะติดขัด และแม้จะผ่านการเข้าใจผิดกันมาหลายรอบแล้วก็ตาม

มันไม่มีคำสัญญาใดที่รับประกันได้ว่าเราจะฟังกันได้ดีทุกครั้ง
แต่ถ้าในทุกครั้งที่ใครบางคนเงียบไป เรากลับมานั่งด้วยกัน
ในทุกครั้งที่ห่าง เราคุยใหม่
และในทุกครั้งที่อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บ เรายังอยากเข้าใจ
นั่นอาจพอแล้วสำหรับความสัมพันธ์ที่เติบโตอย่างช้า ๆ
แต่เป็นจริง

อ้างอิง

  • Perel, E. (2006). Mating in Captivity: Unlocking Erotic Intelligence. New York: HarperCollins.
  • Perel, E. (2017). The State of Affairs: Rethinking Infidelity. New York: Harper.
  • Perel, E. (2013). “The Secret to Desire in a Long-Term Relationship.” TED Talk
  • The Atlantic. (2018). “Esther Perel on Modern Love.” Read online
  • Gottman, J. & Silver, N. (1999). The Seven Principles for Making Marriage Work. New York: Crown.
  • The Gottman Institute. (n.d.). “The Four Horsemen: Criticism, Contempt, Defensiveness, and Stonewalling.” Read online
  • Gottman, J. (2015). What Makes Love Last?. Simon & Schuster.

Writer

Avatar photo

Admin Mappa Mappa

Illustrator

Avatar photo

Arunnoon

มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด

Related Posts