ขอลาไปเป็นคุณพ่อ : เมื่อการมีลูกทำให้พ่อได้เผชิญหน้ากับความเป็นมนุษย์ของตนเอง

ในชีวิตของมนุษย์ มีไม่กี่บทบาทที่บังคับให้เรามองลึกลงไปในตัวเองเท่ากับการต้องเลี้ยงดูมนุษย์อีกคนหนึ่ง

มันไม่ใช่แค่การให้อาหาร เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือพาไปหาหมอ แต่มันคือการอยู่ตรงนั้นในวันที่เด็กตัวน้อยคนนั้นยังไม่รู้จักโลก และต้องอาศัยตัวคุณเป็นหลักให้ยึด ทั้งในเรื่องความปลอดภัยและความรัก

โดยเฉพาะสำหรับผู้ชายในสังคมชายเป็นใหญ่  ที่เคยถูกสอนว่าหน้าที่หลักคือการหาเงินเลี้ยงครอบครัว  การมีลูกคือการเปิดประตูไปสู่พื้นที่ที่ไม่เคยถูกฝึกมาก่อน พื้นที่ที่ต้องใช้ความอ่อนโยน พื้นที่ที่ต้องใช้การฟังโดยไม่รีบให้คำตอบ และการยอมรับว่าบางคำถามของชีวิต ไม่มีคำตอบที่แก้ได้ทันที

สิ่งที่น่าแปลกและขมขื่นในเวลาเดียวกัน คือบทบาทนี้ ซึ่งจะอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งไปตลอดชีวิต กลับถูกระบบการทำงานส่วนใหญ่ในประเทศไทยมอบเวลาให้เริ่มต้นเพียง สามวัน

สามวัน…ที่น้อยเกินกว่าจะได้เรียนรู้วิธีอุ้มลูกอย่างมั่นใจ น้อยเกินกว่าจะจำจังหวะการหายใจของเขาได้ และน้อยเกินกว่าที่จะทำให้ได้รู้จักกับคนที่จะเรียกเราว่า ‘พ่อ’ ไปตลอดชีวิตได้จริง ๆ

การเป็น ‘มนุษย์’ ที่หล่อเลี้ยง ‘มนุษย์’ อีกคน

หนึ่งในความมหัศจรรย์ของการเป็นมนุษย์ คือเรามีความสามารถจะ “เลี้ยงดู” อีกชีวิตหนึ่งให้เติบโต ไม่ใช่แค่ให้รอด แต่ให้กลายเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่

เด็กไม่ใช่เพียงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่รอให้ผู้ใหญ่ป้อนอาหารหรือปกป้องจากอันตราย เขาคือผู้สืบต่อเรื่องราว ความเชื่อ และความสัมพันธ์ที่เรามอบให้

John Bowlby นักจิตวิทยาผู้บุกเบิกทฤษฎี Attachment เคยอธิบายว่า ความผูกพันในช่วงต้นชีวิตทำหน้าที่เหมือน “ฐานปลอดภัย” (secure base) ที่เด็กใช้เป็นจุดเริ่มต้นออกไปสำรวจโลก เมื่อรู้ว่ามีคนรออยู่ตรงนี้เสมอ เด็กจะกล้าลองผิด กล้าพบความล้มเหลว และกล้าฝันไปได้ไกลขึ้น

การเลี้ยงดูในความหมายนี้ จึงไม่ใช่แค่หน้าที่ “ทำให้เขาอยู่รอด” แต่คือ “การหล่อเลี้ยงความเป็นมนุษย์” ของเขา การมอบความรัก ความอดทน และความมั่นคงทางอารมณ์ให้เป็นเหมือนดินและน้ำที่โอบรากไว้ แม้รากเหล่านี้จะมองไม่เห็น แต่เมื่อถึงวันที่เขาต้องยืนด้วยตัวเอง คุณจะรู้ว่ามันคือสิ่งที่ทำให้ต้นไม้ในตัวเขาไม่หักลงง่าย ๆ

ในทุก ๆ วันเล็ก ๆ การสบตา การอุ้มอย่างมั่นคง การฟังเสียงหัวเราะหรือเสียงร้องไห้ คือการเติมสารอาหารทางใจโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว และสิ่งเหล่านี้แหละที่จะกลายเป็น “บ้านทางอารมณ์” ที่เขาจะกลับมาหาเสมอ ไม่ว่าโลกภายนอกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน และมันคือการใช้เวลา พลังงาน และความตั้งใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อบอกมนุษย์ตัวเล็กอีกคนทุกวันว่า การมีอยู่ของเขามีค่า

เมื่อการมีลูกกลายเป็นกระจกสะท้อนความเป็นมนุษย์ของผู้ชายในสังคมชายเป็นใหญ่

สำหรับผู้ชายจำนวนมาก โดยเฉพาะในสังคมชายเป็นใหญ่ บทบาท “พ่อ” ถูกตีความอย่างแคบมาตลอดว่าเป็นเพียงผู้หาเลี้ยงดูบ้านให้มีกินมีใช้ เป็นเสาหลักด้านเศรษฐกิจ มากกว่าจะเป็นเสาหลักด้านอารมณ์ ระบบการเลี้ยงดูถูกออกแบบให้ความใกล้ชิด ความอ่อนโยน และการอยู่กับลูกในชีวิตประจำวันเป็น “งานของแม่” โดยปริยาย ขณะที่พ่อถูกคาดหวังให้วัดคุณค่าตัวเองจากรายได้ ความมั่นคง และความสามารถปกป้องครอบครัวจากภายนอก

โครงสร้างแบบนี้ทำให้ผู้ชายจำนวนมากเติบโตมาโดยไม่เคยถูกฝึกให้จัดการความรู้สึกของตัวเอง หรือเข้าใจความต้องการที่ไม่ได้พูดออกมา และเมื่อต้องอุ้มทารกตัวเล็ก ๆ ในอ้อมแขน พวกเขาก็พบว่าภาษาเดียวที่เหลืออยู่คือภาษาของการอยู่ 

อยู่โดยไม่รู้ว่าต้องแก้ไขอะไรยังไง และอยู่โดยไม่รีบร้อนหาคำตอบ

งานวิจัยของ Sarkadi และคณะ (2008) พบว่าพ่อที่มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในปีแรก ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อพัฒนาการของลูกทั้งด้านอารมณ์ สังคม และการเรียนรู้ แต่ยังทำให้พ่อเองมีระดับความเห็นอกเห็นใจ (empathy) และการควบคุมอารมณ์สูงขึ้น การเลี้ยงลูกจึงไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตของเด็ก แต่ยังค่อย ๆ เปลี่ยนโครงสร้างภายในของพ่อด้วย

แต่ในสังคมชายเป็นใหญ่ พื้นที่ให้ผู้ชายฝึกบทบาทนี้กลับแคบกว่าที่ควรจะเป็น  ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่อยากทำ แต่เพราะระบบทำให้การ “อยู่” กลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่ต้องแลกกับรายได้ ความก้าวหน้าในงาน หรือแม้แต่การยอมรับจากสังคมรอบข้าง

ในช่วงเวลาที่พ่ออุ้มทารกที่ร้องไห้ไม่หยุด แม้ไม่รู้สาเหตุแน่ชัด เขาได้ฝึกการอยู่กับความไม่รู้ ฝึกมองความเปราะบางของคนตรงหน้าอย่างไม่รำคาญ และยอมรับว่าบางครั้งสิ่งที่ลูกต้องการไม่ใช่คำตอบ แต่คือการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ แบบไม่หนีหาย

นี่คือกระจกที่สะท้อนกลับมาให้พ่อได้เห็นว่า ความเป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่ในความสามารถจะแก้ปัญหาให้คนอื่นได้เสมอไป แต่อยู่ในความสามารถที่จะอยู่กับเขา แม้ในวันที่ปัญหานั้นยังไม่มีทางออก และในสังคมที่ยังตีกรอบบทบาทพ่อไว้แค่นี้ การเลือก “อยู่” ก็อาจเป็นการท้าทายโครงสร้างที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่ง 

สังคมชายเป็นใหญ่และความไม่เท่าเทียมในการเป็นพ่อ

ในสังคมชายเป็นใหญ่ บทบาทของพ่อมักถูกวางไว้ในกรอบแคบ ๆ ที่ถูกสืบต่อมาหลายชั่วคน พ่อคือ “ผู้หาเลี้ยง” คือเสาหลักทางเศรษฐกิจของครอบครัว ส่วนการดูแลใกล้ชิด การปลอบ การอุ้ม การฟัง ถูกมองว่าเป็นหน้าที่หลักของแม่ ภาพจำนี้ไม่ได้เกิดจากค่านิยมลอย ๆ แต่ถูกทำให้ฝังลึกผ่านนโยบาย แรงกดดันทางสังคม และการขาดตัวอย่างของพ่อที่อยู่ในบทบาทผู้ดูแลจริง ๆ

ในประเทศไทย สิทธิ์ ลาพ่อเพียง 3 วัน ไม่เพียงสั้นเกินไปสำหรับการปรับตัวและทำความรู้จักลูกแรกเกิด แต่ยังส่งสารอย่างเงียบ ๆ ว่า “เวลาของพ่อไม่ใช่สิ่งจำเป็น” โครงสร้างแบบนี้ทำให้ผู้ชายจำนวนมากต้องเลือกกลับไปทำงานทันที แม้หัวใจจะยังอยู่ในห้องคลอด

เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลจาก OECD (2023) ความต่างเห็นชัด:

  • สวีเดน ให้สิทธิ์ลาพ่อแม่รวม 480 วัน แบ่งกันใช้ได้ และมีแรงจูงใจให้พ่อใช้สิทธิ์
  • ญี่ปุ่น ให้ลาพ่อสูงสุด 52 สัปดาห์ พร้อมค่าจ้างบางส่วน แต่ในช่วงหลังเริ่มรณรงค์ให้ผู้ชายใช้สิทธิ์มากขึ้น
  • เกาหลีใต้ ให้สิทธิลาพ่อพร้อมเงินชดเชยเต็มจำนวน 3 เดือนแรก และอีก 9 เดือนต่อมาพร้อมค่าจ้างบางส่วน

ประเทศเหล่านี้พบว่า พ่อมีส่วนร่วมในกิจกรรมประจำวันของลูกมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบทบาทพ่อแม่มีความเท่าเทียมกันมากขึ้นในสายตาของลูก เด็กที่เติบโตมากับพ่อที่อยู่ตรงนั้นตั้งแต่ต้นจึงมีพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมที่มั่นคงกว่า

ในทางกลับกัน ระบบที่ให้เวลาพ่อเพียง 3 วันกำลังตัดโอกาสให้ผู้ชายได้เรียนรู้การดูแลในระดับที่ลึกซึ้ง ทำให้บทบาทพ่อคงอยู่ในกรอบที่แข็งและแคบ และทำให้เด็กรุ่นต่อไปมองว่าการดูแลใกล้ชิดเป็น “งานของผู้หญิง” มากกว่าจะเห็นว่ามันคือหน้าที่ของมนุษย์คนหนึ่งที่มีต่อมนุษย์อีกคน

ท้ายที่สุด ความไม่เท่าเทียมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิ์การลา แต่เป็นเรื่องของการนิยามคุณค่าของพ่อในสายตาสังคม และเป็นตัวชี้วัดว่าเรายังให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ของผู้ชายในฐานะผู้ดูแลน้อยเพียงใด

ช่วงเริ่มต้นที่จะกำหนดความสัมพันธ์ไปตลอดชีวิต

นักวิจัยจาก Harvard Center on the Developing Child เรียก “1,000 วันแรกของชีวิต” ว่าเป็น หน้าต่างแห่งโอกาส ที่สำคัญที่สุด ทั้งเพราะสมองพัฒนาเร็วที่สุด และเพราะประสบการณ์ในช่วงนี้จะเป็นรากฐานทางอารมณ์และสังคมไปตลอดชีวิตของเด็ก
ในแต่ละวัน สมองของทารกสร้างการเชื่อมต่อใหม่ ๆ ระหว่างเซลล์ประสาทหลายล้านครั้ง และการเชื่อมต่อนี้จะคงอยู่หรือสลายไป ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการดูแลและปฏิสัมพันธ์ที่ได้รับ

ในช่วงเวลานี้ บทบาทของพ่อไม่ได้เป็นเพียง “ส่วนเสริม” ของบทบาทของแม่ แต่เป็นส่วนประกอบสำคัญของบ้านทางอารมณ์ (emotional home) ที่เด็กจะใช้เป็นฐานออกไปสำรวจโลก งานวิจัยของ UNICEF (2021) ชี้ว่า การมีพ่อที่มีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอในปีแรก ช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาพัฒนาการล่าช้า และเพิ่มความมั่นคงทางอารมณ์ในระยะยาว

เมื่อพ่อไม่ได้อยู่ในช่วงนี้เพราะข้อจำกัดของระบบ ไม่ใช่แค่เขาพลาดโมเมนต์แรก ๆ อย่างการเห็นลูกยิ้ม หรือจับมือครั้งแรก แต่เด็กก็พลาดโอกาสสร้างสายสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและมั่นคงกับพ่อของเขาด้วยเช่นกัน

ความผูกพันไม่ได้เกิดขึ้นจากของขวัญ หรือคำสอนเพียงไม่กี่ครั้ง แต่มันถูกสร้างขึ้นจากรายละเอียดเล็ก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  การสบตา การอุ้มอย่างมั่นคง การตอบสนองต่อเสียงร้อง แม้ในยามเหนื่อยล้า การมีอยู่เหล่านี้คือตัวอักษรที่ค่อย ๆ เขียนเป็นคำว่า ‘พ่อ’ ลงในความทรงจำของลูก

เมื่อระบบให้เวลาพ่อเพียง 3 วันหลังคลอด มันไม่ได้แค่พรากช่วงเวลาแห่งความทรงจำ แต่คือการตัดโอกาสในการสร้างโครงสร้างสมองและหัวใจของเด็กอย่างลึกซึ้งตั้งแต่ต้นทาง

ฝึกเป็นคนที่ลูกจะเรียกว่า “พ่อ” ไปตลอดชีวิต

คำว่า “พ่อ” ในใจของลูก ไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่ชื่อของคุณถูกบันทึกลงทะเบียนบ้าน และก็ไม่ได้ก่อร่างจากภาพถ่ายในวันคลอดเพียงไม่กี่ใบ แต่มันค่อย ๆ ถูกเขียนขึ้นจากการกระทำเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน 

Journal of Marriage and Family (2019) ระบุว่าการมีส่วนร่วมของพ่อในช่วงวัยเด็กเชื่อมโยงกับการมี self-esteem สูงขึ้น ความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ดี และความยืดหยุ่น (resilience) ในการเผชิญปัญหาในวัยผู้ใหญ่ เด็กที่รู้ว่าพ่ออยู่เคียงข้าง ไม่ว่าตัวเองจะสำเร็จหรือล้มเหลว จะเติบโตขึ้นพร้อมความมั่นคงภายในที่ยากจะสั่นคลอน

การฝึกเป็น “พ่อ” จึงไม่ใช่การจัดตารางกิจกรรมใหญ่โต หรือมอบคำสอนแบบพิธีการ แต่คือการอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง ช่วยสวมรองเท้าก่อนออกจากบ้าน ฟังเรื่องที่เขาเล่าจากโรงเรียน แม้จะฟังดูเล็กน้อย หรือแค่นั่งข้างเตียงในวันที่เขาป่วย เพื่อให้เขารู้ว่ามีคนหนึ่งที่จะอยู่กับเขาเสมอ

ในความเป็นจริง การฝึกนี้ไม่มีวันจบ มันเป็นบทบาทที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต และทุกวันคือตัวสอบที่ไม่มีคะแนน เพราะสิ่งที่ลูกจะจดจำ ไม่ใช่การที่คุณจะผ่านเกณฑ์หรือไม่ แต่คือความรู้สึกว่าเขามีค่าพอให้คุณ “อยู่กับเขา” โดยไม่เงื่อนไข

พ่อในฐานะมนุษย์เต็มตัว

การเป็นพ่อไม่ใช่เพียงสถานะทางกฎหมาย หรือบทบาทที่สังคมกำหนดไว้ให้ แต่คือการเป็นมนุษย์เต็มตัวที่ต้องใช้ทั้งร่างกาย จิตใจ และเวลามาหล่อเลี้ยงมนุษย์อีกคนหนึ่ง
เมื่อพ่อได้อยู่กับลูกอย่างต่อเนื่อง เขาจะค้นพบว่าหน้าที่นี้ไม่ได้มีแต่ด้านสว่างของความสุขหรือความภูมิใจ แต่ยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความสับสน และความกลัวว่าจะไม่ดีพอ

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้พ่อ “อ่อนแอ” แต่กลับทำให้เขาเข้าใจตัวเองในมิติที่ลึกขึ้น  เข้าใจความเปราะบางของมนุษย์ เข้าใจว่าความรักไม่ใช่การควบคุมหรือแก้ปัญหาเสมอไป แต่คือการอยู่กับใครสักคนแม้ในวันที่เขายังไม่สมบูรณ์

และนี่คือจุดที่บทบาทพ่อท้าทายโครงสร้างของสังคมชายเป็นใหญ่โดยตรง เพราะมันบังคับให้ผู้ชายยอมรับความเปราะบางเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน แทนที่จะซ่อนมันไว้หลังหน้าที่หาเลี้ยงหรือบทบาทผู้ปกป้อง


การเป็นพ่อที่ “อยู่” จริง ๆ จึงไม่ใช่แค่การทำหน้าที่ของครอบครัว แต่คือการฝึกความเป็นมนุษย์ที่ครบถ้วน  ความแข็งแรงและความอ่อนโยน การให้และการรับ การดูแลและการยอมให้ถูกดูแล

เมื่อมองจากมุมนี้ บทบาทพ่อจึงเป็นงานตลอดชีวิตที่ไม่มีเงินเดือน ไม่มีวันเกษียณ แต่ให้ค่าตอบแทนเป็นบางสิ่งที่ลึกกว่าทรัพย์สิน นั่นคือการได้เห็นมนุษย์อีกคนเติบโตขึ้นพร้อมความมั่นคงในหัวใจที่เรามีส่วนสร้าง

ในโลกที่เร่งให้คุณกลับไปทำงาน ก่อนที่ลูกจะจดจำเสียงคุณได้ครบทุกถ้อยคำ บางทีการมีลูกก็คือครั้งแรกที่คุณถูกบังคับให้หยุด  หยุดเพื่อมองหน้าใครสักคนที่ยังไม่มีผลงาน ไม่มีประวัติ และไม่มีเหตุผลให้รัก นอกจากการมีอยู่ของเขา และในดวงตาที่มองกลับมา คุณอาจเห็นตัวเองในเวอร์ชันที่ไม่มีเกราะกำบัง ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีรายได้คอยนิยามคุณ  มีเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังหล่อเลี้ยงมนุษย์อีกคนด้วยหัวใจที่ยังหัดเต้นให้เข้าจังหวะกัน

เมื่อเวลาผ่านไป ลูกอาจลืมว่าคุณทำงานอะไร ขับรถรุ่นไหน หรือเคยพาเขาไปที่ไหนบ้าง
แต่เขาจะไม่ลืมว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต มีผู้ชายคนหนึ่งใช้หัวใจของเขาเลี้ยงหัวใจของเด็กคนหนึ่งให้เติบโต

และบางที นั่นอาจเป็นความสำเร็จเดียวที่ไม่ต้องเขียนใส่เรซูเม่ แต่จะติดอยู่ในเลือดเนื้อของเขาไปตลอดชีวิต

ในโลกที่เร่งให้คุณกลับไปทำงาน ก่อนที่ลูกจะจดจำเสียงคุณได้ครบทุกถ้อยคำ 

บางทีการมีลูกก็คือครั้งแรกที่คุณถูกบังคับให้หยุด  

หยุดเพื่อมองหน้าใครสักคนที่ยังไม่มีผลงาน ไม่มีประวัติ และไม่มีเหตุผลให้รัก นอกจากการมีอยู่ของเขา
และในดวงตาที่มองกลับมา คุณอาจเห็นตัวเองในเวอร์ชันที่ไม่มีเกราะกำบัง ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีรายได้คอยนิยามคุณ มีเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังหล่อเลี้ยงมนุษย์อีกคนด้วยหัวใจที่ยังหัดเต้นให้เข้าจังหวะกัน

เมื่อเวลาผ่านไป ลูกอาจลืมว่าคุณทำงานอะไร ขับรถรุ่นไหน หรือเคยพาเขาไปที่ไหนบ้าง แต่เขาจะไม่ลืมว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต มีผู้ชายคนหนึ่งใช้หัวใจของเขาเลี้ยงหัวใจของเด็กคนหนึ่งให้เติบโต และบางที นั่นอาจเป็นความสำเร็จเดียวที่ไม่ต้องเขียนใส่เรซูเม่ แต่จะติดอยู่ในเลือดเนื้อของเขาไปตลอดชีวิต


Writer

Avatar photo

Admin Mappa Mappa

Illustrator

Avatar photo

Arunnoon

มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด

Related Posts