แพรรี่ : เพราะมันเป็น “มาร์ค ลี” มาโดยตลอด

  • เดือนแห่งความรักปีนี้ Mappa นำเสนอ 3 ความรักระยะไกล ‘Love Beyond Distance’ ที่จะทำให้เรารู้ว่ารักแท้ไม่แพ้แม้ระยะทาง
  • ความรักของแฟนคลับกับศิลปิน ก็เป็นความรักอีกรูปแบบที่มีทั้งระยะทางและสถานะคั่นกลาง แถมยังมักจะถูกคนนอกมองว่าเป็นความรักที่ไร้สาระ แต่การที่ใครคนหนึ่งจะทุ่มเทและรักใครอีกคนได้อย่างสุดหัวใจแม้จะรู้แต่แรกว่าคงไม่ได้อะไรตอบแทน รักนั้นก็คือรักที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้รักรูปแบบไหน ๆ เลย 
  • ส่งท้ายเดือนแห่งความรักนี้ Mappa ขอพาไปรู้จักกับ ‘แพรรี่’ ติ่งเกาหลีผู้หลงรัก ‘มาร์ค ลี’ สมาชิกวง NCT สุดจิตสุกใจ และใช้ความรักที่มีต่อเขาเป็นแรงผลักดันให้เธอกล้าทำหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต และเป็นแพรรี่ที่ดีขึ้นในทุกทุกวัน 

“เป็นติ่งทำไม ไร้สาระ”

“รักดาราน่ะมันหลงรูปจูบกระดาษ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามีตัวตน”

“เสียเป็นแสน แม้แต่แขนก็ยังไม่ได้จับ”

ถ้าคุณเป็นแฟนคลับของใครสักคน ต้องมีสักหนที่คุณได้ยินประโยคเหล่านี้จากคนรอบตัว ยิ่งถ้าคุณเป็นแฟนคลับศิลปินเกาหลี คุณก็จะยิ่งได้ยินคำพูดเหล่านี้ถี่ขึ้น

ย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ในยุคสมัยที่ศิลปิน K-pop เพิ่งตีตลาดเมืองไทยและ ‘แฟนคลับเกาหลี’ ถือกำเนิดขึ้น การวิพากษ์วิจารณ์และตัดสินจากคนส่วนใหญ่ในสังคมก็เกิดขึ้นตามมาด้วย การ ‘รักคนที่เขาไม่ได้รักเรา’ ถูกมองเป็นเรื่องไร้สาระ การทุ่มเทเวลาและเงินทองไปเพื่อซื้อของสะสม โหวต หรือไปคอนเสิร์ตของศิลปินที่รักถูกตั้งคำถาม และคำว่า ‘ติ่ง’ ก็เกิดขึ้นมาในฐานะคำล้อเลียนในการใช้เรียกชื่อแฟนคลับศิลปิน K-pop ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นวัยรุ่นวัยเรียนที่ไว้ผมสั้นเท่าติ่งหู

แต่การที่ใครคนหนึ่งจะ ‘รักคนที่เขาไม่ได้รักเรา’ ได้อย่างสุดจิตสุดใจ การที่ใครสักคนจะตั้งอกตั้งใจรักใครอีกคนได้แม้จะรู้ผลลัพธ์มาตั้งแต่แรกว่าจะเป็นความรักที่ไม่สมหวัง การที่คนคนหนึ่งจะทุ่มเทกาย ใจ เวลาและเงินทอง ให้กับอีกคนหนึ่งได้โดยที่รู้ว่าจะไม่ได้อะไรตอบแทน ความรักนั้นต้องเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ แข็งแกร่ง และมั่นคงเกินกว่าจะยอมแพ้ให้กับเสียงล้อเลียนใด ๆ

ความรักของ ‘ติ่ง’ ที่มีให้ศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบเป็นแบบนั้น

แพรรี่ คือ ‘ติ่งเกาหลี’ อีกคนหนึ่งที่มีความรักอันมั่นคงให้กับศิลปินเกาหลี เธอเริ่มเป็นติ่ง ดงบังชิงกิอยแบนด์เกาหลียุคบุกเบิก ตามพี่สาวตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่คล่อง โดยเฉพาะ ปาร์ค ยูชอน หรือ มิกกี้ อดีตสมาชิกวงดงบังชิงกิ เขาหล่อ เขาตลก เขาเต้นเก่ง เขาร้องเพลงเพราะ เขาไว้ผมทรงรากไทร และแพรรี่ในวัยเด็กก็ชอบเขาเพราะสิ่งเหล่านั้น ง่าย ๆ และ ‘ฉาบฉวย’ แบบนั้น

แล้วตั้งแต่นั้นเธอก็ไม่เคยรู้จักชีวิตที่ไม่ได้เป็นติ่งอีกเลย

เพราะพอได้เป็นติ่งดงบังชิงกิแล้ว เธอก็กลายเป็นสาวกศิลปิน ตึกชมพู(ชื่อเล่นที่ติ่งเกาหลีมอบให้ SM Entertainment ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ในเกาหลีใต้) มาโดยตลอดไม่ว่าค่ายจะส่งศิลปินกี่วงต่อกี่วงออกมา จากดงบัง เป็น SJ จาก SJ เป็น SHINEE จาก SHINEE เป็น EXO ก่อนที่ล่าสุดจะเป็นวง NCT วงบอยแบนด์รุ่นใหม่ที่ส่งตรงมาจากตึกชมพูเช่นกัน และก็เป็นช่วงที่เธอติ่ง NCT นี่เองที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนได้รู้จักเธอ

เราไม่ได้สันทัดวงการ k-pop นัก แต่ถ้าคุณเล่นทวิตเตอร์ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะไม่เห็นทวิตเกี่ยวกับวงการ k-pop เด้งขึ้นมาบนหน้า feed ข่าว และในบรรดาข่าวคราว k-pop มากมายที่เราเห็นจากทวิตเตอร์ เราก็ยังจำคลิปคลิปหนึ่งได้ดี

มันคือคลิปวิดีโอที่ตัดมาจากการ ‘คอลไซน์’ (การวิดีโอคอลระหว่างแฟนคลับกับไอดอลเกาหลี) กับ มาร์ค ลี หนึ่งในสมาชิกวง NCT เรายังจำสีหน้าของแฟนคลับในคลิปนั้นได้ เธออยู่ไม่สุข นั่งไม่นิ่ง ยิ้มกว้างแต่ก็พยายามกลั้นน้ำตา ความสุขล้นออกมาจนเราสัมผัสได้ “ทั้งชีวิตของฉัน ฉันไม่เคยคิดเลยว่าฉันจะได้คุยกับนาย” เธอบอกเขา

คลิปคลิปนั้นทำให้ใครหลายคนรู้จักแพรรี่ และเธอก็กลายเป็นติ่งศิลปินเกาหลีที่มียอดผู้ติดตามใน TikTok ที่ชื่อว่า pearriepai กว่าสองแสนคน

เพราะมันเป็นมาร์ค ลี มาโดยตลอด

จากตอนแรกที่ชอบดงบัง ชอบมิกกี้เพราะรากไทร แล้วตอนนี้ทำไมปักมาร์ค เป็นเพราะเรื่องฉาบฉวยเหมือนเดิมรึเปล่า

เล่าแบบนี้ก่อน NCT ตอนนี้มีสมาชิกทั้งหมด 23 คน ซึ่งเปิดตัวมันก็มี SM Rookie (เด็กฝึกของค่าย) แต่ว่าตอนแรกที่ปักเนี่ยไม่ได้ปักมาร์กก่อนคนแรก ปักพี่แทยง เพราะพี่แทยงเป็นเซ็ทแรก ๆ ที่เปิดตัวมาเป็น SM Rookie แต่พอได้มีโอกาสไปดูพวกวาไรตี้ พวก unseen ของเขานอกเหนือจาก music video เรารู้สึกว่ามาร์คเก่งจังเลย มาร์คเป็นแรงบันดาลใจให้เรา คำพูดมาร์คบางคำมันจึ้กเราเลย แล้วเราก็อยากจะเอาโควทนั้นมาแปะที่ฝาบ้านเลย หลายๆ คำของมาร์ค หลาย ๆ สิ่งที่มาร์คทำมันทำให้เรารู้สึกมาก ๆ เลยปักมาร์คเป็นอันดับหนึ่ง แต่ใน NCT มีเมน (สมาชิกที่ชอบที่สุด) แปดคนนะคะ จาก 23 คน เลือกมาแล้ว

เมนมีใครบ้าง  

มาร์คเบอร์หนึ่งในดวงใจ แจฮยอน โดยอง เซียวจวิ้น ลูคัส เจโน่ ซองชาน แฮชาน คนล่าสุดเพิ่งปักเลยคนล่าสุดเมื่อคอนเสิร์ตที่ผ่านมา

ความรู้สึกที่คุณแพรรี่มีต่อมาร์คต่างจากเมมเบอร์คนอื่นไหม

เราว่าไม่ต่าง มันก็คือความรู้สึกของแฟนคลับคนนึงกับศิลปิน แต่หลาย ๆ อย่างที่มาร์คทำมันค่อนข้างเป็นแรงบันดาลใจให้เรามากกว่าสมาชิกคนอื่น ๆ แต่มันก็มีสมาชิกหลาย ๆ คน เช่น เตนล์ ที่เป็นคนไทยด้วย ที่เป็นแรงขับเคลื่อนเหมือนกัน แต่ที่เราคุยกับมาร์คบ่อย เราแค่รู้สึกว่าบางครั้งเราก็อยากส่งสารให้เขาบ้างว่าเขาก็เก่งมาก ๆ อยากชื่นชมเขาจากเสียงเล็ก ๆ ของแฟนคลับให้เขาได้ยินบ้าง

ที่บอกว่าคำพูดบางอย่างของมาร์คมันจึ้ก อยากให้ลองยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย  

คำพูดที่ยังฝังอยู่ในหัวเลยเป็นโควทที่เราได้จากตอนวิดีโอคอลไซน์ เราบอกมาร์คว่า “เราจะเรียนจบแล้วนะ กำลังจะรับปริญญา ให้มาร์คอวยพรให้หน่อยได้ไหม” มาร์คก็บอกว่า “เรารู้ว่าคุณทำได้ดี และเราเชื่อว่าคุณจะเป็นคุณในเวอร์ชันที่ดีขึ้นในอนาคต” เรารู้สึกว่าการที่ศิลปินคนนึงจะมาเชื่อมั่นในใครสักคนที่เขาไม่ได้รู้จักมาก่อนหน้านี้ มัน impact มาก ๆ กับเรา ที่จริงมันไม่ต้องใครมาพูดกับเราหรอก แค่รู้สึกว่า ถ้าเราสามารถเป็นแพรรี่ที่ดีขึ้น ๆ ต่อไปในอนาคตในทุกทุกวันมันก็คงดีกับชีวิตเรามาก ๆ

มีเรื่องไหนอีกไหมที่ประทับใจมาร์คที่สุดนอกจากเรื่องคอลไซน์

เรารู้สึกว่าเราประทับใจมาร์คตอนที่ได้กลับไปเป็น NCT Dream (ยูนิตย่อนยูนิตหนึ่งของ NCT) เรารู้สึกว่ามาร์คใน NCT Dream เป็นมาร์คเวอร์ชันที่เป็นมาร์คจริง ๆ หลาย ๆ คนรู้กันว่ามาร์คพรีเดบิวต์ ฝึกมากับเด็กดรีม ก่อนหน้านี้ถ้าอายุถึงเกณฑ์ต้องจบการศึกษาออกไป เพื่อที่จะไป NCT ยูนิตโต ๆ เราก็รู้ว่าในบทบาทของศิลปินเขาก็ไม่ทุกข์อะไร แต่เราชอบรอยยิ้มมาร์คตอนกลับมาเป็น NCT Dream มาก ๆ  รอยยิ้มที่เกิดจากบน stage ในอินกิกาโย (รายการเพลง) หรือมิวสิกโคเรีย มันคือรอยยิ้มของมาร์คที่มีความสุขกับดรีมทั้งเจ็ดคนจริง ๆ  ช่วง ending ment (การพูดจบคอนเสิร์ต) ของเขาในคอนเสิร์ตมันไม่มีสคริปต์เลยค่ะ เขาแค่พูดในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกจริง ๆ เขาแค่ขอบคุณเมมเบอร์อีกหกคนที่ยังรอเขาอยู่ เรารู้สึกแบบชอบเขาในเวอร์ชันนั้นจัง เขาคือพี่ใหญ่ของดรีมและเขากลับมาหาดรีมแล้ว มันจะไม่มีการจบการศึกษาที่เกิดจากดรีมเกิดขึ้นอีกแล้ว

ดรีมกลายเป็นยูนิตที่มันคือความศรัทธา มันคือครอบครัว มันคือกลุ่มพี่น้องกันเลย ถ้ามองในมุมธุรกิจมันก็คือ NCT ที่ยอดขายมันดีมาก ๆ กลุ่มแฟนคลับมันเยอะมาก ๆ แต่ในแง่ของความรู้สึกมันยิ่งใหญ่กว่ายอดขายมาก ๆ

เล่าความรู้สึกตอนเจอมาร์คครั้งแรกให้ฟังได้ไหม

เวลาเจอศิลปินคนไหนครั้งแรกจากที่เราเคยเจอแต่ในจอ สิ่งที่มันเป็น ไม่แน่ใจว่าคนอื่นเป็นไหม คือมันขนลุกตั้งแต่หัวแม่เท้ามาบนหัวเลย หูมันจะอื้อ ๆ กลืนน้ำลายลำบาก แล้วห้ามกินอะไรนะวันนั้น ไม่งั้นมันจะมีความรู้สึกผะอืดผะอม ทำได้แค่จิบน้ำเปล่าเท่านั้น รู้สึกท้องอืด มวนท้อง แล้วน้ำตามันเอ่อ พอเขาแนะนำตัวว่า สวัสดีครับ ผมมาร์คลี ก็คือเหมือนพลุจุดขึ้นมาในใจว่าในที่สุดเราก็ได้เจอเขาแล้ว มันคือความรู้สึกทางร่างกายมากกว่า พูดแล้วก็รู้สึกเลยตอนนี้ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ใต้ตามันร้อนผ่าว เจอ 10 ครั้ง ครั้ง 11 ก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม มันตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอเค้า เจอระยะใกล้ ระยะไกล เจอแบบไกล๊ไกล มันก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนเดิมทุกครั้งที่เราได้ไปเจอเขา

คุณแพรรี่มีความคาดหวังอะไรในตัวมาร์คและมาร์คเคยทำให้ผิดหวังไหม

เราติ่งด้วยความไม่คาดหวังทั้งในตัวศิลปินเองและความรู้สึกของเราด้วย อาจจะคาดหวังว่าจะลงไซน์ (ได้รับการสุ่มให้เข้าร่วมกิจกรรมแจกลายเซ็นต์ของศิลปิน) ได้หรือเปล่า แต่เราไม่เคยตั้งความคาดหวังเลยว่าศิลปินที่เราชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นมาร์คเองหรือศิลปินคนอื่น ๆ เอง เขาจะต้องเป็นยังไง เขาจะต้องได้รางวัลอะไรหรือจะต้องประพฤติตัวยังไง มันทำให้เวลาเขาทำอะไรหรือเป็นอะไร เราก็ไม่เคยรู้สึกผิดหวัง แค่ชีวิตเราคนเดียวมันก็มีเรื่องราวมากมายแล้ว เราไม่ควรเอาชีวิตเราไปผูกและหวังกับชีวิตใครไม่ว่าเขาจะเป็นศิลปินหรือใครก็แล้วแต่ ยิ่งเป็นศิลปินเขาไม่เคยมีความคาดหวังเลยสักครั้งเดียวในตัวเขา  

มาร์คเป็นหนึ่งในสมาชิกที่มีงานเยอะมาก ทำให้หลายคนรู้สึกเป็นห่วงว่าอาจจะทำงานเยอะไป คุณแพรรี่มีความเห็นอย่างไรเรื่องนี้

เราไม่กล้าคิดแทนมาร์คเลย แต่เพราะสมาชิกทุกคนมีความสามารถมาก ๆ การที่ได้โอกาสเราก็เลยยินดีกับเขามาก ๆ เหมือนกัน เราไม่กล้าคิดว่าเท่านี้โอเคกับมาร์คหรือเปล่า ที่มาร์คโปรโมทเยอะมาก ๆ แบบนี้ ทัวร์คอนเสิร์ตทับซ้อนกัน ไม่รู้เขามีความสุขมากน้อยแค่ไหน ไม่กล้าคิดแทน ถ้าเขายังเป็นศิลปินให้เราได้เห็นเราก็โอเค

ถ้าบอกความในใจกับมาร์คได้ อยากบอกอะไร

ขออย่างเดียว อยากให้มาร์คกินอิ่มนอนหลับ ฟังเพลงที่ชอบ เธอใช้ชีวิตได้เลยนะมาร์ค นายใช้ชีวิตเต็มที่ได้เลย เพราะนายคือมนุษย์คนนึง พี่จะสนับสนุนจากเมืองร้อนตรงนี้เอง ทำอะไรทำเลย อะไรที่มีความสุข มาร์คทำเลย ไฟท์ติ้ง!

จากติ่ง สู่ติ่งที่เป็นสื่อสาย K-pop

นอกจากทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ K-pop ใน TikTok และ YouTube แล้ว ตอนนี้คุณแพรรี่ทำอะไรอยู่

เราเป็นครีเอทีฟโทรทัศน์ช่องหนึ่งอยู่ค่ะ เราไม่ได้เรียนหรือแตะอะไรเกี่ยวกับนิเทศฯ เลย เราเรียนศิลปศาสตร์ แต่เป็นศิลปศาสตร์ที่เรียนประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง ไม่เคยจับกล้อง ตอนไปทำแรก ๆ ก็ทำอะไรไม่เป็น คือเราไม่รู้ศัพท์นิเทศฯ เลย เราก็คือไปนับหนึ่งใหม่ แต่ถ้าทำตรงนี้มันมีช่องทางให้เราซัพพอร์ตเขาในอีกเลเวลหนึ่ง

คุณแพรในฐานะติ่งทั่วไปกับคุณแพรในฐานะครีเอทีฟต่างกันยังไง

ตอนเราเป็นติ่งทั่วไปเราก็ซื้ออัลบั้ม กดบัตรไปคอนเสิร์ต แต่พอเป็นแพรรี่ที่เป็นครีเอทีฟด้วย มีช่อง TikTok ด้วย เราสามารถแพร่กระจายข่าวสารได้ เหมือนตอน NCT มาไทย มันคืออีกก้าวนึงของชีวิตเพราะเราได้เข้าไปนั่งในห้องสัมภาษณ์ในฐานะสื่อมวลชน ตอนนั้นน้ำตาไหลเลย มันคืออีกขั้นหนึ่งของชีวิต เข้าไปแบบไม่มีแท่งไฟ ใส่สูทคลุมเพื่อที่จะไปนั่งนิ่ง ๆ ยิ้มอยู่ในแมสก์ ในอีกบทบาทหนึ่งที่มันมากกว่าแฟนคลับ พอกลับมาถึงห้องตีสองตีสามคือเขียวข่าวแบบมุ่งมั่นมาก เขียนไปยิ้มไป เรารู้สึกว่า ดีจังที่การชื่นชอบของเรามันได้ส่งเสริมเขาด้วย  

เราเข้าไปในบทบาทสื่อมวลชน เราไม่สามารถจะไปหวีดได้เลย ที่เคยกรี๊ดเขาในหลุมมาทั้งชีวิต หรือว่าไปรอรับเขาแล้วกรี๊ดสุดเสียง เราทำได้แค่กุมมือแล้วพยักหน้า แต่พลังที่ได้จากตรงนั้นมันรู้สึกภูมิใจในตัวเอง และมันเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่ได้เกี่ยวกับศิลปินเลย คือเราภูมิใจในตัวเองมาก ๆ ที่ได้ไปนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น เหมือนเป้าหมายอะไรบางอย่างในชีวิตมันถูกติ๊กไปอีกหนึ่งอย่าง สมมติว่าในชีวิตเรามันมีห้าอย่างที่ต้องทำให้สำเร็จ เช่น สร้างบ้านให้พ่อแม่ แต่อันนึงที่ต้องติ๊กคือการที่เราเอาตัวเองเข้าไปในงานแถลงข่าวในบทบาทที่สามารถสนับสนุนเขาได้นอกเหนือจากแฟนคลับ มันเลย impact กับชีวิตเรามาก ๆ  

ตอนนั้นได้สัมภาษณ์ใคร

ตอนนั้นไม่ได้สัมภาษณ์ค่ะ เป็นงานแถลงข่าว แต่เพิ่งได้สัมภาษณ์ Stray Kids มา เราพูดเกาหลีไม่ได้ เป็นติ่งกาหลีมาทั้งชีวิตก็จริงแต่ไม่ได้แปลว่าติ่งเกาหลีทุกคนต้องแตกฉานในภาษาเกาหลี เราก็แค่ติ่งเกาหลีที่ดูซับไทย ตอนที่เขาบอกว่าเดี๋ยวจะได้สัมภาษณ์ Stray Kids ก็ถามตัวเองว่าฉันเป็นใครวะถึงจะได้ไปสัมภาษณ์ Stray Kids แต่โอกาสครั้งเดียวในชีวิต ไม่เคยเป็นพิธีกรสัมภาษณ์ศิลปินเกาหลีเลย พิธีกรที่ยิ่งใหญ่สุดคือตอนรับน้องของคณะแบบแจวมาแจวจ้ำจึ่ง ไม่เคยที่จะต้องสัมภาษณ์ศิลปินเกาหลี แล้วมีล่ามด้วย ตอนนั้นเรากลับไปทำการบ้านหนักมาก ไปดูคลิปดีเจนุ้ย ดีเจต่าง ๆ ที่เคยได้สัมภาษณ์เกาหลี สี่วันก่อนสัมภาษณ์คือคอลวิดีโอกับล่ามเหมือนแฟนเลย วันละชั่วโมงกว่า Stray Kids เขาก็ไม่รู้หรอกว่าเราคือแฟนคลับหรือใคร เขาก็จะคิดว่าอ๋อ เป็นพิธีกรสาวของประเทศไทยท่านหนึ่ง แต่เราตื่นเต้นมาก เราเห็นช่องสื่อสำนักข่าวอื่น ๆ ผ่านไปแล้วผ่านไปเล่า แล้วสื่อที่ได้สัมภาษณ์ก่อนเราคือพี่สาวคนนึงที่ตอนปีหนึ่งเราเคยไปเกาะรั้วแล้วเขาสัมภาษณ์ NCT อยู่ตรงนั้น แต่วันนี้เราคือคนที่ได้ทำหน้าที่เดียวกับเขา อันนี้ก็ impact อีกเรื่องเหมือนกัน มันไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้นหรอกนะ แต่เราก็เต็มที่ ผ่านมาได้ก็รู้สึกว่าติ๊กอีกอันนึง

เราไม่อยากให้หน้าที่ของเรามันไม่ดี เราอยากให้ทุกอย่างที่มันจะเกิดขึ้นใน 15 นาทีที่เราได้จากการสัมภาษณ์เขา มันมาจากพลังของเรา 100 เปอร์เซ็นต์ มันส่งถึงเขา เราอยากส่งพลังให้ทุกคน

คุณแพรรี่ได้เรียนรู้อะไรจากบทบาทของการเป็นสื่อบ้าง

มันทำให้เราโตขึ้น ทำให้เราระวังตัวขึ้น พอมาเป็นติ่งที่มีคนฟังเรา มีคนเสพสื่อที่เราทำ มีคนดูคอนเทนต์ของเรา ในมุมมองของเราคือเราจะทำอะไรเราต้องระวังมาก ๆ เวลาจะขยับตัวไปทางไหน เราก็รู้สึกเหมือนกันว่าเราต้องทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างของน้อง ๆ ในด้อมด้วย เพราะมันมีคนดูเราอยู่ มีคนรอคลิปเราอยู่ อันนี้คือสิ่งที่สอนเรามาก ๆ ในช่วงสองสามปีให้หลังนี้

รักที่ไม่มีผลตอบแทนแต่ก็คือรัก

จากตอนแรกที่บอกว่าเริ่มชอบศิลปินเกาหลีด้วยปัจจัยที่ฉาบฉวย ตอนนี้ชอบศิลปินด้วยเหตุผลอะไร

เหมือนเราโตตามกาลเวลาด้วย วุฒิภาวะเราก็เพิ่มขึ้นด้วย ช่วงแรก ๆ เราชอบเขา ปักเมนแค่เพราะเขาอาจจะหล่อที่สุด เขาเต้นเก่งที่สุด เขามีท่อนไฮโน้ตและเขายืนตรงกลาง แล้วเราก็เลยปักเขาเลย แต่พอโตมาในระยะหนึ่ง เราก็ชอบเขาเพราะเรารู้สึกผูกพันกับเขาด้วยบางสิ่งบางอย่าง เขาสามารถเป็นแรงบันดาลใจเราได้ ขับเคลื่อนเราได้

พัฒนาการหรือความแตกต่างของการเป็นติ่งวง k-pop สมัยนี้กับสมัยก่อนมีอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง  

เรารู้สึกว่าเราโตขึ้น เรารู้มากขึ้น เนื่องด้วยการมี social media มาทำให้เรารู้ว่าอันไหนทำได้ อันไหนไม่ควรทำ เมื่อก่อนเราก็คงไม่รู้ว่าการจะไปรอรับเขา ไปรอกรี๊ดกร๊าดเขาที่หน้าโรงแรมมันคือสิ่งที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเขามาก ๆ เราเป็นแฟนคลับเราก็ควรจะติดตามเขาและสนับสนุนเขาในขอบเขตของแฟนคลับ และสิ่งที่แฟนคลับควรรู้ เขาอยากให้เรารู้อะไรเราก็รู้แค่นั้นดีกว่า เพื่อความสุขของเรา

ที่คุณแพรรี่บอกว่าไม่เคยคาดหวังในตัวศิลปิน มันเกิดจากการเรียนรู้และเติบโตหรือเปล่า

ใช่ จริงเลย พอเราโตมากขึ้น วุฒิภาวะมากขึ้น เราก็เรียนรู้ว่าชีวิตเราไม่ควรไปคาดหวังกับชีวิตใคร ซึ่งไปถึงศิลปินด้วย เมื่อก่อนเราอาจจะคาดหวังว่าพี่ยุนโฮต้องได้นู่นนี่นั่น ดงบังต้องได้นู่นนี่นั่น แต่ก็ไม่เคยผิดหวังนะ คือสมมติว่าเขาไม่ได้เป็นแบบนั้นเราก็ไม่ได้รู้สึกเฟลหรืออะไรสักอย่าง แต่มันคือการเรียนรู้แหละว่า สุดท้ายเราไม่คาดหวังดีกว่า เรามีความสุขกับการรู้ตรงนี้ ติ่งตรงนี้ ชื่นชมอยู่ตรงนี้ มันแฮปปี้กับชีวิตมาก ๆ

แล้วศิลปินจำเป็นต้องเป็นตัวอย่างที่ดีไหม

เรารู้สึกว่าศิลปินแค่ไม่ได้นอกลู่นอกทางทำผิดกฎหมายเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์ที่ร้องไห้ได้ หิวข้าวเป็น ง่วงนอนได้ ถ้าเขาไม่ได้ทำนอกลู่นอกทาง นอกกฎหมายบ้านเมือง ผิดศีลธรรม เราก็โอเคที่เขาจะมีความสุขกับตรงนั้นของเขา เราอยากให้เขาได้ใช้ชีวิต พอโตมาหน่อยก็อยากให้ศิลปินได้ใช้ชีวิตในแบบที่มนุษย์คนหนึ่งควรได้ใช้

ติ่งชอบโดนตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องรักคนที่เขาไม่รู้จักเรา และไม่มีทางที่เขาจะรักตอบ” คุณแพรรี่คิดอย่างไรกับประโยคนี้

มันคือรักในรูปแบบที่ไม่ใช่รักฉันท์สามีภรรยา ไม่ได้รักแบบที่เราต้องไปสร้างครอบครัว มีบุตรกับเขา มันคือรักแบบที่แค่อยากให้เขากินอิ่มนอนหลับ แค่นั้นเลย มันคือรักในรูปแบบที่ใช้เงินด้วย แค่ซื้ออัลบั้มนึงเราก็สบายใจแล้ว รู้สึกเติมเต็ม แค่นั้นเลย ง่ายมาก มันคือรักที่ทุกคนรู้อยู่แล้วแหละว่าเราจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลยนะมันมีแต่เราจะเสียเงิน แต่การเสียเงินละครั้ง 500-600 ของเรามีความสุขมาก ซื้ออัลบั้มมา เปิดเห็นหน้าเขา แค่นี้เลย มันคือรักที่รู้ผลลัพธ์มาแต่แรกอยู่แล้วว่าเขาไม่รู้จักเราหรอก แต่มันทำให้แบตเตอรีในชีวิตเราพุ่งปรี๊ดขึ้นเลย

นอกจากเขาจะเป็นกำลังใจ เขาก็ยังเป็นแรงผลักดันให้เรากล้าทำอะไรสักอย่าง เราเรียนศิลปะศาสตร์มาแต่อยากทำนิเทศฯ เพราะอยากเอาตัวเองไปนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเขา มันทำให้รู้สึกว่าเอาสิวะ ลองยื่น resume ดูสิ ตอนยื่น resume ในหัวคิดแล้วว่า อยู่ในวันที่ NCT แถลงข่าว แล้วไปนั่งนำเสนอข่าวของเขา ในหัวมันไปไกลมาก มันทำให้เรากล้าที่จะมีช่อง TikTok ขึ้นมา แล้วกลายเป็นว่าช่อง TikTok เรามันส่งสารบางอย่างให้กับคนที่สนใจใน k-pop ได้เยอะ เพราะเขานั่นแหละทำให้เราเป็นแพรรี่ที่ทำงานตรงนี้ ที่มีช่อง TikTok และ YouTube เป็นของตัวเอง

คุณแพรรี่คิดเห็นยังไงต่อคนที่ยังมองติ่งในแง่ลบ

เรารู้สึกว่ามันยังมีอยู่ เพราะล่าสุดเราไปพูดในประเด็นติ่งใน podcast มา ตั้งชื่อหัวข้อว่า ติ่งเกาหลีโตไปจะทำอะไรกิน เราก็พูดไปในประเด็นที่ว่า เราไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าฉันเป็นติ่งเกาหลีแล้วฉันต้องประสบความสำเร็จในชีวิต หรือฉันเป็นติ่งแต่ฉันเรียนมหา’ลัยได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เราไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่มีความฝัน ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง แค่มีความสุขในทุกทุกวัน คนนอกมองเขาไม่เข้าใจและจะบอกว่า ติ่งเกาหลีไร้สาระ แต่การเป็นติ่งมันเยียวยามาก ๆ  

เรารักศิลปินแล้ว คิดว่าศิลปินรักเราไหมเขารักเราค่ะ เขารักเราในฐานะกลุ่มก้อนใหญ่ เขารู้จักในฐานะ NCTzen (ชื่อกลุ่มแฟนคลับของ NCT) เรารู้สึกว่าศิลปินรักแฟนคลับมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น NCT หรือวงอื่นก็ตาม เราสัมผัสได้เลย ศิลปินเขาเคารพความเป็น fandom ความเป็นแฟนคลับมาก ๆ เขารู้ว่าเราเหนื่อยแค่ไหนที่จะได้เจอเขา เราพยายามแค่ไหนที่จะได้เจอเขา เขาไม่ได้รักเราในรูปแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่เขารักเราในรูปแบบหนึ่งต่อล้าน ซึ่งเราก็คือหนึ่งในล้านนั้นก็โอเคแล้วค่ะ


Writer

Avatar photo

ปัญญาพร แจ่มวุฒิปรีชา

อย่ารู้จักเราเลย รู้จักแมวเราดีกว่า

Photographer

Avatar photo

ฉัตรมงคล รักราช

ช่างภาพ และนักหัดเขียน

Illustrator

Avatar photo

พรภวิษย์ เพ็งเอียด

ชอบกินเนื้อต้มและตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือให้ได้ปีละสามเล่ม

Related Posts