สอนเด็กเรื่องภาวะผู้นำ: เพราะถ้าเราอยากได้สังคมและโลกที่ดีขึ้นกว่านี้ คำว่า “ความรับผิดชอบ” ไม่ใช่คำขวัญที่พูดลอยๆ จากปากของผู้ใหญ่

มีบางคำถามที่เด็กโยนขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ แต่กลับสะกิดผู้ใหญ่ให้รู้สึกอย่างน้อยก็วูบหนึ่ง หนึ่งในนั้นคือประโยคเรียบง่ายที่ทำให้หลายคนหยุดพูดกลางประโยคว่า “ผู้นำควรเป็นคนแบบไหนกันแน่?” คำถามนี้ไม่ได้พาเราไปสู่เรื่องตำแหน่งหรือกลยุทธ์การบริหาร แต่มันพาเราย้อนกลับไปที่จุดตั้งต้นของการเป็นมนุษย์ ซึ่งเรามักเลี่ยงที่จะมองตรง ๆ เพราะลึก ๆ แล้วเรารู้ว่า สิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวันตอบคำถามนี้ได้ดีกว่าคำสวย ๆ ในพิธีการใด ๆ 

เราเติบโตมากับความเชื่อว่าภาวะผู้นำปลูกฝังได้จากบทเรียน กิจกรรม หรือค่ายฝึกผู้นำ แต่เด็กไม่ได้อ่านโลแบบนั้น เขาอ่านผ่านท่าทีของผู้ใหญ่เวลาที่มีคนลำบาก ผ่านบทสนทนาที่บ้านเล่าว่าใครช่วยใครในวันที่ทุกอย่างยากขึ้น และผ่านวิธีที่สังคมของเขาเลือกจะจัดการกับความไม่เป็นธรรม จะยืนข้างใคร จะเมินเฉยต่ออะไร สิ่งที่เด็กเห็นบันทึกลงในใจเร็วกว่าที่เราคิด และหลายครั้ง สิ่งที่สอนเขามากที่สุดไม่ใช่คำพูดของผู้ใหญ่เลย แต่คือช่วงเวลาอันอึดอัดที่ผู้ใหญ่ “ไม่พูดอะไรทั้งนั้น” เวลาที่ความเดือดร้อนของใครบางคนกผ่านเข้ามาในพื้นที่สาธารณะแล้วไม่มีใครยอมรับผิดชอบ สิ่งเหล่านั้นมีพลังสอนมากกว่าเนื้อหาในหลักสูตรใด ๆ เพราะมันทำให้เด็กรู้ว่าในโลกจริง การเป็นผู้นำไม่ได้เริ่มจากตำแหน่ง แต่มันเริ่มจากการกล้ารับฟัง กล้ารับผิด และกล้ายืนเคียงข้างผู้คนโดยไม่มีผลตอบแทน

เราต่างหวังอยากให้เด็กโตไปเป็นผู้นำที่ดี แต่เรากลับปล่อยให้เขาเห็นตัวอย่างของภาวะผู้นำที่ถูกลดทอนเหลือเพียงภาพถ่ายหน้าเวที การเดินตรวจพื้นที่แบบพอเป็นพิธี และคำอ้างว่ากำลังดูแลอยู่ ทั้งที่ผู้คนบางกลุ่มกำลังลำบากจนไม่อาจรอได้ เราอยากสอนความรับผิดชอบให้เด็ก แต่เขากลับเห็นผู้ใหญ่จำนวนมากลื่นไถลผ่านความรับผิดชอบ เราอยากสอนให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจ แต่เขากลับเห็นว่าความเห็นอกเห็นใจนั้นมักหยุดลงตรงขอบเขตของพวกพ้อง และเราอยากสอนให้เด็กกล้าทีละน้อย แต่เขากำลังเห็นผู้ใหญ่ที่ไม่กล้าพูดความจริงแม้กระทั่งกับตัวเอง

ความย้อนแย้งนี้ทำให้คำถามของเด็กยิ่งทิ่มแทงขึ้นไปอีกว่า ภาวะผู้นำในสายตาผู้ใหญ่วันนี้คืออะไรกันแน่ คือการกระทำเพื่อคนที่เดือดร้อน หรือคือการจัดท่าทางให้กล้องจับให้ดีที่สุด? คือการเผชิญหน้ากับความจริง หรือคือการพูดประโยคที่ปลอดภัยที่สุดเพียงเพื่อไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน? และเมื่อเด็กเห็นภาพผู้นำที่นิ่งเฉยต่อความทุกข์ของคนอื่น เขาย่อมเรียนรู้โดยไม่ต้องมีใครบอกเลยว่า “ความทุกข์ของคนอื่นอาจไม่ใช่เรื่องของเรา”

และนี่คือเหตุผลที่เราต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจังว่า การสอนเด็กเรื่องภาวะผู้นำ ไม่ได้เป็นเพียงการเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับอนาคตของเขาเท่านั้น แต่เป็นการตั้งคำถามต่อผู้ใหญ่ทุกคนในปัจจุบันว่า เรายังจำได้หรือไม่ว่า หน้าที่แรกของผู้นำ ไม่ใช่การขึ้นเวที ไม่ใช่การบริหารภาพลักษณ์ แต่คือการมองเห็นมนุษย์ที่กำลังเดือดร้อนอยู่ตรงหน้า แม้ความเดือดร้อนนั้นจะไม่ใช่ของเราเลยก็ตาม

ความรับผิดชอบเริ่มตรงไหน และทำไมเด็กถึงเรียนรู้มันจาก ‘การมองเห็น’ มากกว่าการสอน

คำถามง่าย ๆ ที่เกิดขึ้นกับเราทุกคนรวมถึงเด็ก ๆ ด้วย คือคำถามที่ว่า “การกระทำของเราจะส่งผลต่อใครบ้าง?” คำถามนี้ไม่ได้มาจากหลักสูตร แต่เกิดขึ้นเมื่อเขามองโลกแล้วเริ่มเชื่อมโยงว่า ทุกการกระทำแม้เล็กน้อยเพียงใดก็ตามมักมีผลกระทบต่อชีวิตใครสักคนเสมอ นี่คือจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบ และเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะผู้นำในแบบที่ตำราเรียนไม่เคยอธิบายได้ดีพอ

ในหลายบ้าน เรามักเริ่มสอนความรับผิดชอบด้วยคำสั่งจำพวก “ช่วยเพื่อนสิ”  “เก็บของสิ” หรือ “อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน” แต่เด็กกลับตอบสนองคำสั่งพวกนี้เพียงผิวเผิน ถ้าเขาไม่รู้สึกถึง “ตัวตน” ของคนที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ การสอนแบบนี้จึงให้ได้แค่พฤติกรรม ไม่ใช่ความเข้าใจ เพราะท้ายที่สุด ความรับผิดชอบไม่ได้เกิดจากการถูกบอกให้ทำ แต่เกิดจากการมองเห็นด้วยตัวเองจริง ๆ 

เด็กเริ่มเข้าใจความรับผิดชอบเมื่อเขาสามารถวางใจตัวเองไว้บนใจของคนอื่น คำถามว่า “ถ้าเป็นหนู หนูจะรู้สึกอย่างไร?” มีน้ำหนักกว่าการสั่งว่า “ต้องช่วยเขานะ” เสมอ เพราะคำถามแรกทำให้เด็กเห็นมนุษย์ ส่วนคำสั่งหลังทำให้เด็กเห็นแต่สิ่งที่ต้องทำตาม

เราจึงไม่ควรแปลกใจว่า ทำไมเด็กยุคนี้จึงรู้สึกสับสนกับคำว่า “ผู้นำ” มากขึ้นทุกที เมื่อเขาเฝ้าดูโลกผู้ใหญ่แล้วพบว่า ความรับผิดชอบในสังคมไม่ได้ถูกกำหนดด้วยการมองเห็นจริง ๆ  แต่เลือกมองเห็นด้วยความสะดวก ผู้ใหญ่บางคนใช้สายตาแบบ เห็นเฉพาะบางพื้นที่ เห็นเฉพาะบางเรื่อง สนใจเฉพาะคนบางกลุ่ม และเรียกสิ่งนั้นว่าหน้าที่ และนั้นคือสิ่งที่ทำให้เด็กเรียนรู้ว่า การไม่เห็นบางความทุกข์ จะทำให้ความทุกข์นั้น เสมือนไม่มีอยู่จริงในสังคมก็ได้

นี่คือบทเรียนที่เด็กเรียนรู้โดยไม่ต้องมีคำพูด ถ้าผู้ใหญ่ยังเชื่อว่าสิ่งที่ไม่เกิดกับตัวเองหรือพวกพ้องไม่ใช่เรื่องที่ต้องรับผิดชอบ เด็กก็เรียนรู้ว่าสังคมประกอบด้วย “พื้นที่ที่ควรช่วย” และ “พื้นที่ที่ปล่อยผ่าน” โดยไม่รู้ตัว และนี่คือสิ่งที่อันตรายที่สุดต่อสังคม เพราะเมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้น เด็กก็อาจรับช่วงต่อวิธีการมองโลกแบบนั้นอย่างสมบูรณ์ 

ภาวะผู้นำในเด็กจึงไม่ได้เริ่มต้นจากการที่เขาอยากจะนำใคร มันเริ่มจากคำถามง่ายที่สุดของมนุษย์ว่า “จะเข้าใจความทุกข์ผู้อื่นและช่วยให้เขาพ้นทุกข์ได้อย่างไร” และคำถามนี้จะงอกขึ้นในใจเขาก็ต่อเมื่อเขาเห็นว่าผู้ใหญ่รอบตัวตอบคำถามนี้ด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ใช่เพียงคำพูดลอย ๆ 

ความรับผิดชอบจึงไม่ใช่หลักสูตรที่ใส่ไว้ในแผนการเรียนรู้ แต่คือค่าน้ำหนักบางอย่างที่เด็กจะถือไว้หรือวางทิ้งไว้ ก็ขึ้นอยู่กับว่า เขาเห็นผู้ใหญ่ “ถือ” หรือ “วาง” สิ่งนี้อย่างไรในโลกแห่งความจริง

บททดสอบแรกของภาวะผู้นำ : ความกล้ารับผิดและไม่มองกว่าความผิดเป็นตราบาปที่แก้ไขไม่ได้ 

ไม่มีใครเกิดมาพร้อมความกล้ารับผิด ความกล้านี้เติบโตจากการได้ทดลองกระทำบางอย่างจริง ๆ และได้รับผลจริง ๆ และเมื่อทำผิดก็ได้รับโอกาสกลับมาแก้ใหม่จริง ๆ แต่ในหลายครอบครัวและหลายห้องเรียน ความผิดพลาดกลับถูกมองเป็นตราบาป เป็นรอยด่างที่ต้องลบออกจากประวัติ มากกว่าจะเป็นพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้ว่าความรับผิดชอบเริ่มต้นจากการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่การหาข้ออ้างให้ตัวเองรอด

เด็กที่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ทำผิด คือเด็กที่ไม่เคยมีโอกาสเรียนรู้วิธี “รับผิดชอบ” อย่างแท้จริง เพราะเขาถูกสอนว่าการยอมรับผิดมีโทษ มากกว่ามีคุณ เขาถูกสอนว่าการยอมรับทำให้ตัวเองดูแย่ ทำให้ถูกดุ หรือถูกลดคุณค่า แต่ไม่เคยถูกสอนว่าการยอมรับผิดทำให้เราได้เริ่มต้นใหม่อย่างซื่อสัตย์ และเป็นกระบวนการเรียนรู้และเติบโตของมนุษย์

และเมื่อเด็กค่อย ๆ เติบโตขึ้น เขาจะเริ่มเห็นว่าผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยก็กลัวความผิดพลาดเช่นกัน กลัวการออกมายอมรับ กลัวการพูดประโยคง่าย ๆ ว่า “เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของผม” จนต้องซ่อนมันไว้หลังคำว่า “กำลังตรวจสอบ” “อยู่ระหว่างพิจารณา” หรือ “ไม่ใช่อำนาจหน้าที่” การกลัวคำว่า “ผิด” ไม่ใช่เพราะผู้ใหญ่ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น แต่เพราะรู้ดีว่าการยอมรับว่าตัวเองผิดพลาดในความรับผิดชอบที่มีจะทำให้น้ำหนักทางศีลธรรมตกลงมาที่ตัวเองเต็ม ๆ และในระบบที่ผู้คนมักหนีไปหลบอยู่หลังตำแหน่งใหญ่โต การยอมรับผิดจึงกลายเป็นความเสี่ยงไม่ใช่คุณธรรม หรือการเรียนรู้

เด็กมองเห็นทั้งหมดนี้ แม้ผู้ใหญ่จะพยายามทำให้มันเป็นเรื่องของโลกการทำงานหรือการเมือง แต่สำหรับเด็ก นี่คือบทเรียนเรื่องภาวะผู้นำแบบวันต่อวันที่เขาเห็นตรงหน้า เขาเห็นว่าผู้ใหญ่บางคนเลือกความปลอดภัยของตัวเองเหนือความเจ็บปวดของผู้คนที่ได้รับผลกระทบ และเหนือความซื่อสัตย์ที่ควรเป็นแกนกลางของมนุษย์คนหนึ่ง

ภาวะผู้นำจึงเริ่มต้นจากจุดที่ซื่อสัตย์ที่สุด ไม่ใช่จุดที่สวยงามที่สุด และเด็กที่โตขึ้นมาเห็นผู้ใหญ่ยืนรับความผิด เท่ากับได้เห็นบทเรียนสำคัญว่า “ความผิดพลาดไม่ใช่จุดจบของความเป็นผู้นำ แต่คือการเริ่มต้นของภาวะผู้นำที่แท้จริง”

เพราะผู้นำที่ดี ไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิด แต่คือคนที่ไม่ปล่อยให้ความผิดนั้นทำให้ใครเดือดร้อนเพิ่มไปมากกว่านี้

ผู้นำที่แท้คือคนที่ยอมรับรู้ความทุกข์ของคนอื่น

ภาวะผู้นำมักถูกอธิบายผ่านคำใหญ่โต วิสัยทัศน์ กลยุทธ์ ความสามารถในการตัดสินใจ แต่ถ้าเรามองลึกลงไปในประวัติศาสตร์มนุษย์ เราจะเห็นว่าผู้นำที่เปลี่ยนโลกได้จริง ไม่ได้เริ่มต้นจากความยิ่งใหญ่ แต่เริ่มจากความสามารถในการ “รู้สึก” ต่อสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเองโดยตรง ความสามารถในการรับภาระและความทุกข์ของคนอื่น คือหัวใจของภาวะผู้นำที่แท้จริง

เด็กเข้าใจเรื่องนี้เร็วกว่าผู้ใหญ่ เขาเห็นเวลาที่เพื่อนในห้องร้องไห้ ตอนที่ครูดุเพราะไม่ได้ทำการบ้าน เขาเห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้อง เด็กบางคนหลบสายตา บางคนทำเป็นไม่ได้ยิน และบางคนเดินเข้าไปถามเพื่อนว่า “เป็นอะไรไหม?” ความแตกต่างเล็ก ๆ นี้ทำให้เด็กเรียนรู้โดยไม่ต้องมีใครบอกว่า ภาวะผู้นำเริ่มต้นจากความกล้าที่จะรับรู้ความทุกข์ของคนอื่น แม้ความทุกข์นั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นกับเราโดยตรงก็ตาม

แต่ในโลกผู้ใหญ่ เรากลับผลิตตัวอย่างที่ตรงข้ามให้เด็กเห็นอยู่บ่อยครั้ง การเลือกช่วยเฉพาะคนที่อยู่ในเครือข่ายของตนเอง การให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของพื้นที่หนึ่งมากกว่าอีกพื้นที่ เพียงเพราะมันอยู่ใกล้สายตา การเลือกลงพื้นที่เฉพาะตอนที่กล้องพร้อม หรือเฉพาะเมื่อเรื่องนั้นมีประโยชน์ทางการเมือง สิ่งเหล่านี้สอนเด็กอย่างชัดเจนว่า ความทุกข์ของมนุษย์มีลำดับความสำคัญ ไม่ใช่ตามความรุนแรงของปัญหา แต่ตามความใกล้ชิดหรือประโยชน์ที่ผู้นำจะได้รับ 

การเห็นความทุกข์ของผู้อื่นไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษของคนบางกลุ่ม แต่เป็นความสามารถพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนมี ถ้าเขาเลือกจะไม่ซ่อนมันเอาไว้ ผู้นำที่แท้คือคนที่ยอมแบกรับความรู้สึกของคนอื่นๆ มากขึ้นอีกนิด เพื่อแบ่งเบาความทุกข์ของอีกคนหนึ่ง แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองเลยก็ตาม

ในชีวิตประจำวัน เด็กเห็นบทเรียนนี้ในรูปแบบง่ายที่สุด เช่น การช่วยเพื่อนที่ของหล่นในวันที่ตัวเองก็เหนื่อย หรือการอาสาทำงานกลุ่มแม้จะไม่ใช่งานที่โดดเด่น ต่อให้การกระทำเหล่านี้ไม่มีใครเห็น เด็กก็เรียนรู้ว่าความช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไขคือภาวะผู้นำที่แท้จริง ไม่ต้องการแสง ไม่ต้องการคำชื่นชม เพียงต้องการ “มนุษย์อีกคนหนึ่งที่ไม่ถูกทิ้งไว้ลำพัง”

ผู้นำที่แท้ไม่จำเป็นต้องลงไปช่วยทุกคนได้ด้วยตัวเอง แต่เขาต้อง “รู้สึก” กับทุกคนได้ นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความรับผิดชอบเชิงศีลธรรมที่ทำให้ผู้นำเป็นมนุษย์มากกว่าตำแหน่ง และทำให้การตัดสินใจของเขามีน้ำหนักทางจริยธรรม ไม่ใช่เพียงน้ำหนักของยอดไลก์หรือเสียงสนับสนุน 

ถ้าเราอยากให้เด็กโตไปเป็นผู้นำที่ดี เราต้องให้เขาเห็นภาพที่ถูกต้องเสียก่อน ภาพของคนที่ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง แต่มีหัวใจที่ขยายพอจะรับความทุกข์ของผู้อื่น แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับเขาเลยก็ตาม

แยก “ผู้นำ” ออกจาก “ผู้ได้อำนาจ”

แม้สังคมจะพยายามนิยามคำว่า “ผู้นำ” ด้วยถ้อยคำสวยงามมากมาย แต่ถ้าต้องเลือกเพียงบททดสอบเดียวที่ชี้ชะตาว่าใครคือผู้นำที่แท้จริง บททดสอบนั้นไม่เกี่ยวกับความฉลาด ไม่เกี่ยวกับความสามารถในการสื่อสาร ไม่เกี่ยวกับความรู้ด้านบริหารจัดการ และไม่เกี่ยวกับความโดดเด่นบนเวทีใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงคำถามเดียวที่สำคัญคือ “คุณจะช่วยคนที่ไม่ใช่พวกพ้องของคุณหรือไม่?”

คำถามนี้ดูเหมือนเล็ก แต่มันคือเส้นแบ่งเส้นเดียวที่คมพอจะแยกผู้นำออกจากผู้ได้อำนาจ เพราะใคร ๆ ก็ช่วยพวกของตัวเองได้ ใครก็ยื่นมือให้คนที่โหวตเรา ชมเรา สนับสนุนเรา หรือยืนอยู่ในเครือข่ายเดียวกันได้ มนุษย์ส่วนใหญ่ทำสิ่งนั้นโดยไม่ต้องใช้ความเป็นผู้นำมากนัก แต่การช่วยคนที่ไม่ได้สนับสนุนเรา ไม่ได้อยู่ในแวดวงของเรา หรืออาจจะไม่รู้จักเราด้วยซ้ำ นั่นคือการกระทำที่สะท้อนแก่นแท้ของภาวะผู้นำในระดับที่สูงกว่า เพราะมันไม่ได้ให้ผลตอบแทนใด ๆ ทั้งในเชิงสถานะหรือภาพลักษณ์ มีเพียงความรับผิดชอบต่อความเป็นมนุษย์เท่านั้นที่เป็นแรงขับเคลื่อน

เด็กเข้าใจเรื่องนี้ได้ตั้งแต่เล็ก ๆ  เขาเห็นเวลาที่เพื่อนล้มในสนาม เขาเห็นว่าใครวิ่งเข้าไปช่วยแม้ไม่ได้สนิทกัน และใครเดินผ่านไปเพราะ “ไม่ได้เกี่ยวกับฉัน” เด็กเรียนรู้แบบไม่ต้องตีความว่า การช่วยเฉพาะคนที่อยู่ฝ่ายตัวเองคือความสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยน แต่การช่วยคนที่ไม่คาดหวังอะไรตอบแทนเลย คือความเป็นมนุษย์ และเป็นภาวะผู้นำที่แท้จริง เขาจึงมองหาแบบอย่างจากผู้ใหญ่ เช่นเดียวกับที่ผู้ใหญ่เคยมองหาในตอนเป็นเด็ก แต่เมื่อเขาเงยหน้ามองขึ้นไป เขามักพบเพียงตัวอย่างที่สับสน ผู้ใหญ่ที่พร้อมช่วยเฉพาะเมื่อได้รับเสียงชื่นชม ผู้ใหญ่ที่ลงพื้นที่เฉพาะเมื่อมีกล้องพร้อม ผู้ใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับคนบางกลุ่มและทำเป็นไม่เห็นอีกหลายกลุ่ม นี่คือสิ่งที่ทำให้เด็กค่อย ๆ สรุปในใจว่า ความรับผิดชอบในโลกผู้ใหญ่นั้นมี “เงื่อนไข” มากกว่าที่ครูเคยสอนในห้องเรียน 

เพราะเมื่อการช่วยเหลือกลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ภาวะผู้นำก็จะถูกลดเหลือเพียงเครื่องมือทางการเมืองและภาพลักษณ์ เมื่อการดูแลกลายเป็นการเลือกพื้นที่และเลือกคนที่เหมาะสม ภาวะผู้นำก็ถูกกลืนไปกับการบริหารความนิยม 

แต่สิ่งที่เด็กควรได้เห็น และสังคมควรได้ยึดเป็นหลัก ไม่ใช่ความช่วยเหลือที่เลือกบุคคล แต่คือภาวะผู้นำที่เลือกมนุษย์ ไม่ว่าจะมีใครเห็นหรือไม่ ไม่ว่าจะมีใครตอบแทนหรือไม่ ไม่ว่าจะมีประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ เพราะภาวะผู้นำที่แท้ไม่เกิดขึ้นบนเวที ไม่เกิดขึ้นเวลามีคนส่องกล้องให้แสงสมบูรณ์แบบ มันเกิดขึ้นในวันที่ไม่มีใครอยู่ในเหตุการณ์เลยด้วยซ้ำ วันที่คนข้างบ้านล้มป่วย วันที่ชุมชนหนึ่งเงียบหายไปจากหน้าข่าว และวันที่ผู้นำต้องเลือกว่าจะเดินเข้าไปในความจริงที่ไม่มีใครอยากเห็น หรือจะหันหลังกลับไปหาความสบายของตัวเอง

ถ้าเราอยากให้เด็กเติบโตเป็นผู้นำที่แท้จริง เราต้องให้เขาเห็นว่าการช่วยคนที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายเรา แต่คือความรับผิดชอบที่กว้างกว่าตัวเองหรือพวกพ้องของตัวเอง และคือสิ่งเดียวที่ทำให้คำว่า “ผู้นำ” มีความหมายมากกว่าการมีอำนาจ

ภาวะผู้นำไม่ใช่คอนเทนต์ : ผู้นำแท้คือคนที่ยังยืนอยู่เมื่อกล้องหันไปทางอื่น

ในยุคที่ทุกอย่างสามารถถูกบันทึกและเผยแพร่ได้ในไม่กี่วินาที ภาวะผู้นำถูกทำให้สับสนอย่างน่าใจหาย ระหว่าง “การลงมือทำ” กับ “การปรากฏตัว” ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มตีความว่าภาวะผู้นำ คือการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพต่อหน้าฝูงชน และคือการทำให้การกระทำใด ๆ ถูกมองเห็นในแบบที่เหมาะสมที่สุด แต่ในความเป็นจริง ภาวะผู้นำที่แท้เกิดขึ้นในพื้นที่จริง ที่ไม่สามารถตัดต่อให้ดูดีขึ้นได้ แม้แต่นิดเดียว

เด็กเติบโตมาในโลกที่คอนเทนต์มีพลังมหาศาล เขาเห็นผู้ใหญ่ยืนถ่ายรูปขณะมอบของบริจาคก่อนจะกลับขึ้นรถในอีกห้านาที เขาเห็นการลงพื้นที่ที่เกิดขึ้นตามกำหนดของทีมสื่อ ไม่ใช่ตามจังหวะของความเดือดร้อน เขาเห็นคำพูดใหญ่โตที่ถูกประกอบร่างให้ดูน่าเชื่อถือบนเวที แต่กลับไม่สามารถแปรเป็นการลงมือทำในโลกจริง สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเรียนรู้โดยไม่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ซับซ้อนเลยว่า การทำดีมีสองแบบ แบบที่ทำเพราะมันจำเป็น และแบบที่ทำเพราะมันถูกถ่าย

เมื่อเด็กเห็น “ความดีที่ถูกจัดแสง” บ่อยเข้า เขาย่อมเริ่มเข้าใจผิดว่าความดีต้องมาพร้อมภาพลักษณ์ ต้องถูกบันทึกเพื่อพิสูจน์ และต้องมีผู้ชมเพื่อทำให้มันมีค่า นี่คือจุดเริ่มต้นของความเบี่ยงเบนในภาวะผู้นำ เพราะเด็กไม่ได้เรียนรู้ว่าการช่วยเหลือกันเป็นหน้าที่ของมนุษย์ แต่เรียนรู้ว่าการช่วยเหลือต้องจับคู่กับการมองเห็น

ทว่าในโลกความเป็นจริง ผู้นำที่แท้จริงไม่ใช่คนที่มายืนให้ถ่ายภาพ แต่คือคนที่ยังอยู่ตรงนั้นแม้ไม่มีใครหันกล้องไปทางเขา คนที่ยืนอยู่ในน้ำเวลาที่ไม่มีเกลียวคลื่นของกระแสโซเชียล คนที่ตัดสินใจบางอย่างอย่างเงียบ ๆ แต่ทำให้ชุมชนหนึ่งปลอดภัยขึ้น คนที่ตื่นขึ้นมาตอนตีสามเพราะมีใครโทรมาขอความช่วยเหลือ และคนที่ยอมให้ตัวเองเหนื่อยมากกว่าใครเพราะรู้ว่ามีบางชีวิตพึ่งพาการตัดสินใจของเขาอยู่ ภาพเหล่านี้ไม่มีฟิลเตอร์ ไม่มีแสง ไม่มี caption ที่เขียนสวย ๆ ให้คนแชร์ แต่เป็นภาพที่เด็กควรได้เห็นมากที่สุด เพราะมันคือภาวะผู้นำที่แท้จริง ไม่ใช่ภาวะผู้นำที่ถูกผลิตให้ดูดี 

หากเราต้องการให้เด็กโตขึ้นมาเป็นผู้นำที่น่าเชื่อถือ เราต้องให้เขาเห็นว่า การทำความดีไม่จำเป็นต้องมีคนรับรู้ การรับผิดชอบต่อผู้อื่นไม่จำเป็นต้องถูกเชิดชู และการตัดสินใจบางอย่างสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ โดยไม่มีผู้ชมหรือเสียงปรบมือใด ๆ ต่อท้าย ภาพเหล่านี้คือรากฐานของภาวะผู้นำที่สังคมควรส่งต่อให้เด็ก เพื่อให้เขาเห็นว่าผู้นำไม่ใช่คนที่ยืนในแสง แต่เป็นคนที่ไม่ทิ้งใครไว้ในความมืด

ภาวะผู้นำในเด็กไม่ได้เกิดจากคำสอน แต่เกิดจากพื้นที่ที่เขาได้ “ลองเป็นมนุษย์”

เรามักคิดว่าการสอนภาวะผู้นำให้เด็กคือการสร้างโอกาสให้เขาได้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ได้รับมอบหมายงาน หรือได้ทำโครงการอะไรสักอย่าง แต่ความจริง ภาวะผู้นำไม่ได้เติบโตในพื้นที่ที่เขาได้ “ชี้นิ้ว” แต่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เขาได้ “รู้สึกถึงผลของการกระทำของตัวเอง” อย่างแท้จริง

เด็กเรียนรู้ภาวะผู้นำจากสถานการณ์เล็ก ๆ ตอนที่เขาต้องตัดสินใจแบ่งขนมให้เพื่อนที่ไม่ได้มีอะไรตอบแทนให้ ตอนที่เขารู้ว่าตัวเองทำของใครบางคนเสียและต้องเลือกว่าจะยอมรับผิดหรือหนีไป ตอนที่เขาเห็นว่าเพื่อนถูกลืมไว้ข้างหลังและเลือกว่าจะเดินกลับไปหา หรือปล่อยให้ครูเป็นคนสังเกตเอง พื้นที่เล็ก ๆ แบบนี้ต่างหากคือที่ที่ภาวะผู้นำงอกขึ้นเหมือนรากเล็ก ๆ ใต้ดินก่อนจะผลิดอกในภายหลัง

แต่สังคมผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยกลับพรากพื้นที่เหล่านี้ไปจากเด็กอย่างไม่ตั้งใจ เรารีบตัดสินแทน รีบแก้ให้ก่อน รีบจัดการให้เรียบร้อยเพื่อให้ชีวิตของเขา “ราบรื่น” จนเด็กไม่เคยได้ลองดูว่าการตัดสินใจหนึ่งครั้งสามารถกระทบต่อใครบ้าง และเมื่อเขาไม่ได้เห็นผลของการกระทำตัวเองตั้งแต่เล็ก ๆ ความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นก็ไม่เคยเติบโตไปด้วย

ถ้าเด็กไม่เคยเห็นต้นไม้เฉาเพราะลืมรดน้ำ เขาจะไม่รู้ว่าความรับผิดชอบหมายถึงอะไร ถ้าเขาไม่เคยทำของเพื่อนหายแล้วต้องกล้าเดินไปบอก และยอมรับว่าเพื่อนอาจจะโกรธ เขาจะไม่เข้าใจว่าความสัตย์จริงคือพื้นฐานของภาวะผู้นำ ถ้าเขาไม่เคยเห็นเพื่อนร้องไห้และต้องเป็นคนตัดสินใจว่าจะนั่งลงข้าง ๆ หรือเดินผ่านไป เขาจะไม่รู้ว่าการ “อยู่กับใครสักคนในวันที่เขายากลำบาก” คือแก่นของความเป็นผู้นำมากกว่าการยืนบนเวทีใด ๆ

ภาวะผู้นำในเด็กไม่ได้เกิดจากการให้เขารับบทใหญ่โต แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่เล็ก ๆ ที่เขาได้เจอความจริงของชีวิต ทั้งความผิดหวัง ความรับผิดชอบ ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่เขาเห็นผลทันที ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ถูกรายงานเป็นตัวเลข

เราอาจต้องยอมรับเงียบ ๆ ว่า ในประเทศที่ผู้นำหลายคนเติบโตมาโดยไม่เคยรับผิดอะไรด้วยตัวเอง ภาวะผู้นำที่หายไปไม่ได้เกิดจากการเมืองเท่านั้น แต่มาจากวัยเด็กที่ไม่เคยได้รับโอกาสให้เรียนรู้ผ่าน “ความจริงของผลลัพธ์” เราสามารถสอนได้ แต่เด็กจะไม่ซึมซับ จนกว่าเขาจะได้เจอผลลัพธ์ของการเลือกในชีวิตจริง แม้จะเป็นเรื่องเล็กแค่ดูแลเต่าตัวหนึ่ง หรือแบ่งพื้นที่เล่นให้เพื่อนอีกคน

ภาวะผู้นำไม่ได้เริ่มต้นจากการสอนให้เด็กพูดเก่ง แต่เริ่มต้นจากการให้เด็กเห็นว่า การกระทำของเขามีน้ำหนักจริง และเมื่อเขารับน้ำหนักนั้นไว้โดยไม่หนี นั่นคือจุดเริ่มที่แท้จริงของผู้นำคนหนึ่ง

ความอ่อนโยนคือทักษะผู้นำที่ถูกมองข้ามที่สุด

สังคมไทยมีภาพจำร่วมบางอย่างเกี่ยวกับผู้นำที่เราไม่ค่อยตั้งคำถาม ทั้งที่มันกำหนดวิธีที่เรามองคนเก่ง คนมีตำแหน่ง และแม้กระทั่งวิธีที่เราอบรมเด็ก ภาพจำเหล่านี้มักวาดผู้นำให้เป็นคนที่ “แข็ง” ไม่หวั่นไหว ไม่แสดงอารมณ์ ไม่สั่นคลอนต่อความกดดัน และต้อง “นิ่ง” เสมอราวกับความเป็นมนุษย์จะทำให้เขาดูอ่อนแอลง การเป็นผู้นำจึงถูกเชื่อมโยงกับความแข็งแรงทางภาพลักษณ์ มากกว่าความแข็งแรงทางจริยธรรม และนั่นทำให้ทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ความอ่อนโยน ถูกผลักออกจากเวทีผู้นำอย่างเงียบ ๆ

แต่ถ้าเรามองโลกผ่านงานวิจัยด้านภาวะผู้นำและจิตวิทยาองค์กร เราจะพบข้อเท็จจริงที่เรียบง่ายแต่ขัดกับความเชื่อเก่า ผู้นำที่มีความอ่อนโยนและเห็นอกเห็นใจ สามารถบริหารวิกฤตได้ดีกว่าผู้นำที่ “นิ่ง” อย่างมีระยะห่างเสมอ ความอ่อนโยนไม่ใช่ความนิ่มนวลที่ทำให้ผู้นำเสียอำนาจ หากคือความสามารถในการรับรู้แรงสั่นสะเทือนในใจของผู้อื่น ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สุดในช่วงเวลาที่สังคมหวั่นไหว การรับฟังอย่างลึกซึ้งทำให้ผู้นำรับรู้ความจริงที่ไม่เคยปรากฏในรายงาน และ empathy ทำให้เขาตัดสินใจโดยคำนึงถึงคนที่อ่อนแอที่สุด ไม่ใช่เฉพาะคนที่เสียงดังที่สุด

วิกฤตการณ์จำนวนมากในโลกพิสูจน์แล้วว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ผู้ที่สามารถยืนอยู่เหนืออารมณ์และความวุ่นวาย แต่คือผู้ที่สามารถ “ลงไปอยู่ในความรู้สึกของผู้คน” ได้ และรู้ว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่แค่การจัดการกับทรัพยากร แต่คือการจัดการกับความกลัว ความไม่แน่นอน และความหวังที่ผู้คนแบกอยู่ ความอ่อนโยนจึงไม่ใช่คุณสมบัติที่ทำให้ผู้นำดูอ่อนแอ แต่คือตัวขยายการรับรู้ ทำให้เขาเห็นสิ่งที่ผู้นำที่เย็นเกินไปไม่มีวันเห็น

แล้วเด็กจะเรียนรู้ทักษะแบบนี้จากใคร หากผู้ใหญ่ในชีวิตประจำวัน แม้แต่ผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของประเทศ ไม่เคยแสดงให้เห็นเลยว่า ความอ่อนโยนคือส่วนหนึ่งของการเป็นผู้นำ? ถ้าเด็กเห็นว่าผู้นำที่ดีคือผู้ที่ไม่ร้องไห้ ไม่แสดงความลังเล ไม่รับฟังเสียงเล็ก ๆ และไม่ขยับเข้าไปหาใครที่กำลังเจ็บ เด็กก็จะสรุปแบบง่ายที่สุดว่า “เพื่อจะเป็นผู้นำ ฉันต้องไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของผู้นำที่แข็งแกร่งจนเปราะบาง ขาดความละเอียดอ่อนในการมองมนุษย์ และไม่สามารถแตะความกลัวหรือความเจ็บปวดของสังคมได้เลย

ความอ่อนโยนเป็นทักษะผู้นำ เพราะมันทำให้คนรอบตัวรู้ว่า“ได้รับการมองเห็น” มันทำให้ผู้ที่เดือดร้อนรู้ว่าความเจ็บปวดของเขาไม่ใช่ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ แต่เป็นฐานของการตัดสินใจ มันทำให้การสื่อสารของผู้นำมีความหมาย เพราะเขาไม่ได้พูดจากบนเวที แต่พูดจากระดับสายตาเดียวกับคนทั่วไป.

และนี่คือสิ่งที่เด็กควรได้สัมผัสตั้งแต่เล็ก การเห็นผู้ใหญ่ยอมรับความสั่นไหวของตัวเอง การเห็นผู้ใหญ่ขยับเข้าไปใกล้ความเจ็บปวดของคนอื่นแทนที่จะถอยห่าง และการเห็นว่าความอ่อนโยนไม่ได้ลดทอนอำนาจของใคร แต่ทำให้คน ๆ นั้นมีอำนาจในความหมายที่จริงที่สุด คืออำนาจในการทำให้สังคมรู้สึกปลอดภัยขึ้น

หากเราต้องการสอนภาวะผู้นำให้เด็ก ความอ่อนโยนจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นคุณสมบัติรอง ไม่ควรถูกผลักออกจากตำรา ไม่ควรถูกยัดเข้าไปในหมวดทักษะนุ่มนิ่มที่ไม่สำคัญ เพราะมันคือหนึ่งในคุณสมบัติไม่กี่อย่างที่มีผลต่อการตัดสินใจในวันที่สังคมกำลังแตกเป็นเสี่ยง ๆ เด็กจะเข้าใจความอ่อนโยนได้ก็ต่อเมื่อเขาเห็นความอ่อนโยนถูกปฏิบัติจริง ๆ ในโลกผู้ใหญ่ และนั่นคือสิ่งที่ผู้นำ และผู้ใหญ่ทุกคน ควรเริ่มต้นแสดงให้เห็น ไม่ใช่ในฐานะท่าที แต่ในฐานะความจริงของมนุษย์คนหนึ่ง

สุดท้ายแล้ว…เราไม่ได้สอนเด็ก เรากำลังเปิดโปงตัวเองว่าเราเชื่อในผู้นำแบบไหน

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดทั้งบท เราจะพบว่าภาวะผู้นำที่เราอยากปลูกในเด็ก ไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง ความยิ่งใหญ่ หรือความสามารถพิเศษใด ๆ แต่เป็นเรื่องของคุณสมบัติพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ การมองเห็นผู้อื่น การรับผิดชอบต่อผลของการกระทำ และการกล้าที่จะรู้สึกในวันที่โลกกำลังสั่นคลอน เด็กเรียนรู้ทุกอย่างนี้จากผู้ใหญ่ก่อนที่เขาจะอ่านออกเสียอีก และได้แบบฝึกหัดแรกของภาวะผู้นำจากการสังเกตว่า “ผู้ใหญ่ทำอย่างไรเวลามีใครสักคนกำลังลำบาก”

แต่ความจริงที่เราต้องยอมรับคือ เด็กในวันนี้ไม่ได้เติบโตในสังคมที่อุดมด้วยแบบอย่างของภาวะผู้นำ เขาเห็นผู้ใหญ่บางคนหนีความรับผิดชอบด้วยความเงียบ เห็นผู้ใหญ่เลือกช่วยเฉพาะคนที่ยืนอยู่ในวงของตนเอง เห็นการลงมือที่มีมากกว่าเหตุผลหนึ่ง และเห็นความอ่อนโยนที่ถูกตีตราว่าเป็นความอ่อนแอ จึงไม่แปลกเลยที่เด็กจะสับสนว่า ภาวะผู้นำที่แท้จริงควรมีหน้าตาแบบไหนกันแน่ แบบที่เขาอ่านจากหนังสือ หรือแบบที่เขาเห็นในโลกจริง?

สุดท้ายแล้ว การสอนเด็กเรื่องภาวะผู้นำอาจไม่ใช่การปั้นเด็กให้โตขึ้นมาแก้ปัญหาของประเทศ แต่เป็นการถามผู้ใหญ่กลับไปว่า เราต้องการให้เด็กเชื่อในแบบไหน แบบที่สวยงามในคำสอน หรือแบบที่เกิดขึ้นจริงในสังคม? เราต้องการให้เขาเป็นผู้นำที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” หรือผู้นำที่เดินไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ทิ้งทุกคนไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว?

ความหวังของฉันต่อบทความนี้ไม่ใช่ให้คนอ่านเห็นว่าควรสอนเด็กอย่างไรเท่านั้น แต่ให้เราทุกคนกลับไปมองตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า วันนี้เราใช้ชีวิตอย่างไรต่อหน้าเด็กที่กำลังมองเราเป็นแบบเรียนเดินได้ เพราะภาวะผู้นำที่แท้จริงไม่ได้เติบโตขึ้นในอนาคต มันเติบโตอยู่เงียบ ๆ ในปัจจุบันนี้เองทุกครั้งที่เด็กเห็นเราตัดสินใจระหว่างความจริงกับความปลอดภัย ระหว่างความรับผิดชอบกับความสะดวก และระหว่างการมองเห็นกับการหันหน้าไปทางอื่น

หากเราต้องการให้เด็กโตขึ้นมาเป็นผู้นำที่ดี อาจไม่ใช่เพราะเราสอนเขาดีเพียงพอ แต่เพราะเราสามารถเป็นผู้ใหญ่ที่ดีพอสำหรับเขาให้เห็นในวันนี้.


Related Posts