ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราถกเถียงกันเรื่องวิธีที่พ่อแม่เลี้ยงลูก แต่แทบไม่เคยถามว่าระบบสังคมที่บีบให้พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกแบบนั้นควรได้รับการแก้ไขอย่างไร
ถ้าอ่านมาถึงตอนนี้แล้ว คงพอเห็นภาพแล้วว่า ซีรีส์ของบทความนี้ไม่ได้พยายามจะบอกว่าพ่อแม่คนไหนถูกหรือผิด ไม่ได้พยายามจะบอกว่าวิธีเลี้ยงลูกแบบไหนดีที่สุด และไม่ได้พยายามจะเพิ่มความรู้สึกผิดให้กับคนที่แบกรับความรู้สึกนั้นอยู่มากเพียงพอแล้ว
สิ่งที่ บทความซีรีส์นี้พยายามจะทำมาตลอดคือชวนให้ถามคำถามที่แตกต่างออกไป
คำถามอย่างเช่น “ทำไมพ่อแม่ถึงเลี้ยงลูกแบบนี้”
ควรถูกแทนที่ด้วยคำถามที่ว่า “ระบบสังคมแบบไหนที่ทำให้พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกแบบนี้”
คำถามอย่างเช่น “ทำไมเด็กไทยถึงเครียดขนาดนี้”
ควรถูกแทนที่ด้วยคำถามที่ว่า “ระบบการศึกษาแบบไหนที่ผลิตความเครียดนั้นออกมา”
คำถามอย่างเช่น “ทำไมพ่อแม่ถึงไม่ปล่อยวาง”
ควรถูกแทนที่ด้วยคำถามที่ว่า “ในประเทศที่ไม่มีอะไรรองรับความธรรมดา การปล่อยวางนั้นหมายถึงอะไรกันแน่”
คำถามชุดแรกนำไปสู่การตัดสินปัจเจก
คำถามชุดที่สองนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และตราบใดที่บทสนทนาสาธารณะของเรายังวนอยู่กับคำถามชุดแรก เราก็จะยังคงได้ยินข่าวเดิม เห็นกระแสเดิม และมีความโกรธชุดเดิมวนซ้ำอยู่ทุกปี โดยที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจริงๆ เลย
สำหรับ EP สุดท้ายนี้จึงไม่ใช่บทสรุป มันคือจุดเริ่มต้นของบทสนทนาที่เราควรจะมีมานานแล้ว บทสนทนาที่ไม่ได้ถามว่าพ่อแม่ควรเปลี่ยนอะไร แต่ถามว่าระบบสังคมที่พ่อแม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ควรเปลี่ยนอะไรบ้าง
เราถกเถียงกันเรื่องวิธีเลี้ยงลูก แต่แทบไม่เคยถามว่าระบบที่บีบให้พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกแบบนั้นควรได้รับการแก้ไขอย่างไร
ลองนึกถึงทุกครั้งที่มีข่าวเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกที่ “ผิดปกติ” ขึ้นมาบนโลกออนไลน์
ไม่ว่าจะเป็นข่าวพ่อแม่ที่ส่งลูกติวหนักเกินไป ข่าวเด็กที่เครียดจากการสอบ ข่าวครอบครัวที่ลงทุนกับการศึกษาของลูกจนแทบไม่มีเงินเหลือ หรือข่าวพ่อแม่ที่ลงโทษลูกในแบบที่สังคมมองว่าเกินพอดี สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นแทบจะเป็นแบบเดิมทุกครั้ง มีการถกเถียงว่าพ่อแม่คนนั้นทำถูกหรือผิด มีการแนะนำว่าควรเลี้ยงลูกอย่างไร มีการเปรียบเทียบกับต่างประเทศว่าที่อื่นเขาทำกันอย่างไร และหลังจากนั้นสักสี่ห้าวัน ทุกอย่างก็เงียบลงและรอวงจรถัดไป
สิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในวงจรนั้นคือการถามว่า ระบบอะไรที่สร้างสภาพแวดล้อมให้พ่อแม่คนนั้นต้องตัดสินใจแบบนั้น
และนั่นคือช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดในบทสนทนาเรื่องการเลี้ยงลูกในประเทศนี้ ไม่ใช่การขาดข้อมูลว่าควรเลี้ยงลูกอย่างไร เพราะข้อมูลนั้นมีมากเกินพอแล้ว แต่คือการขาดบทสนทนาที่เชื่อมโยงพฤติกรรมของพ่อแม่เข้ากับโครงสร้างที่สร้างพฤติกรรมนั้นขึ้นมา
ในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการแข็งแกร่ง ที่ระบบการศึกษาไม่ได้คัดเลือกเด็กตั้งแต่ยังเด็ก และที่ตลาดแรงงานมีตาข่ายรองรับคนที่ผิดพลาดหรือล้มเหลวในบางขณะของชีวิต บทสนทนาเรื่องการเลี้ยงลูกมีพื้นที่ให้พูดถึงเรื่องคุณภาพความสัมพันธ์ในครอบครัว การพัฒนาตัวตนของเด็ก และเรื่องความสุขในกระบวนการเติบโต เพราะปัญหาเรื่อง “การเอาตัวรอดของครอบครัว” นั้นได้รับการจัดการไปแล้วในระดับโครงสร้าง
แต่ในประเทศที่ปัญหาเรื่องการเอาตัวรอดยังไม่ได้รับการจัดการ บทสนทนาเรื่องการเลี้ยงลูกจะวนอยู่กับเรื่องเดิมซ้ำๆ ตราบใดที่รากของมันยังไม่ถูกแตะต้อง และรากนั้นไม่ได้อยู่ที่ทัศนคติของพ่อแม่ แต่อยู่ที่ระบบที่พ่อแม่ต้องอาศัยอยู่ในนั้นทุกวัน
ถ้าอยากให้บทสนทนาเรื่องการเลี้ยงลูกในประเทศนี้ไปถึงในที่ที่ควรจะไป ต้องเริ่มจากการยอมรับว่าปัญหาที่แท้จริงนั้นใหญ่กว่าพ่อแม่คนใดคนหนึ่ง และการแก้ไขมันต้องการมากกว่าการเปลี่ยนทัศนคติของพ่อแม่ในฐานะปัจเจก
รัฐสวัสดิการที่ไม่แข็งแกร่งพอ : เมื่อต้นทุนของการมีชีวิตที่ดีตกอยู่ที่พ่อแม่
ถ้าต้องอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดว่าทำไมพ่อแม่ในประเทศนี้ถึงเลี้ยงลูกด้วยความกลัว คำอธิบายนั้นสั้นมาก
เพราะไม่มีอะไรรองรับการร่วงหล่นเลยถ้าหากตัวเอง หรือลูกพลาด
ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แม้ว่าเรื่องเงินจะเป็นส่วนสำคัญ แต่ลึกไปกว่านั้น คือความรู้สึกพื้นฐานที่ว่าในประเทศนี้ความผิดพลาดมีต้นทุนที่สูงมาก และไม่มีระบบใดที่จะมาช่วยรับมือกับต้นทุนนั้นด้วยกัน ทุกอย่างตกอยู่ที่ครอบครัว และถ้าครอบครัวไม่แข็งแกร่งพอ ก็ต้องยอมรับชะตากรรมกันไป
รัฐสวัสดิการในความหมายที่กว้างที่สุดไม่ได้หมายถึงแค่เงินช่วยเหลือจากรัฐ มันหมายถึงระบบรวมของการที่รัฐรับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิตพื้นฐานของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ ระบบสาธารณสุขที่ไม่ทำให้การเจ็บป่วยครั้งเดียวล้างทรัพย์สินทั้งชีวิต ระบบบำนาญที่ทำให้การแก่ตัวลงไม่ใช่ภาระของลูก และระบบรองรับการว่างงานที่ทำให้การตกงานไม่ได้หมายถึงหายนะ
ในประเทศที่ระบบเหล่านั้นแข็งแกร่ง พ่อแม่สามารถวางแผนชีวิตบนพื้นฐานของความหวังได้ เพราะมีพื้นที่รองรับความผิดพลาดอยู่ ในประเทศที่ระบบเหล่านั้นอ่อนแอ พ่อแม่ต้องวางแผนชีวิตบนพื้นฐานของความกลัว เพราะไม่มีพื้นที่รองรับความผิดพลาดเลย และความต่างระหว่างสองสภาวะนั้นแสดงออกมาในทุกการตัดสินใจเกี่ยวกับลูก ตั้งแต่จะส่งลูกไปโรงเรียนไหน จะให้ลูกเรียนอะไรเพิ่ม ไปจนถึงจะยอมให้ลูกฝันถึงอาชีพที่ไม่มั่นคงได้ไหม
จากข้อมูลของ OECD ปี 2023 ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านการคุ้มครองทางสังคมอยู่ที่ 2.1% ของ GDP ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ 8% และงบสวัสดิการสังคมโดยตรงอยู่ที่เพียง 0.8% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลางระดับบนถึงกว่าสองเท่า
และในขณะที่งบประมาณนั้นยังไม่เพียงพอ ต้นทุนที่ขาดหายไปก็ไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกโอนมาอยู่ที่ครอบครัวแทน
และเมื่อครอบครัวคือระบบสวัสดิการสุดท้ายที่เหลืออยู่ พ่อแม่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลงทุนในลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะลูกที่ประสบความสำเร็จคือแผนสำรองเดียวที่มี ในประเทศที่ไม่มีแผนอื่น
นั่นไม่ใช่ความโลภ นั่นคือการตอบสนองที่สมเหตุสมผลที่สุดต่อระบบที่เป็นอยู่ และถ้าอยากให้พ่อแม่หยุดตอบสนองแบบนั้น สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่ทัศนคติของพ่อแม่ แต่คือระบบที่ทำให้การตอบสนองนั้นสมเหตุสมผล
ระบบการศึกษาแบบแพ้คัดออก : เมื่อเด็กทุกคนถูกบังคับให้วิ่งในสนามที่มีที่ยืนไม่พอสำหรับทุกคน
ทำไมเด็กอายุหกขวบถึงต้องสอบเข้าโรงเรียน
ไม่ใช่แค่ว่าการสอบนั้นยุติธรรมหรือไม่ ไม่ใช่แค่ว่าข้อสอบวัดอะไรได้จริงหรือเปล่า แต่คือคำถามพื้นฐานกว่านั้นว่า ทำไมระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้ถึงต้องเริ่มด้วยการคัดกรองตั้งแต่ก่อนที่เด็กจะรู้จักตัวเองด้วยซ้ำ
คำตอบอยู่ที่โครงสร้างของระบบการศึกษาที่ถูกออกแบบมาบนสมมติฐานว่าไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียม แต่แค่ต้องคัดคนที่ดีที่สุดออกมาให้ได้ในแต่ละระดับ โรงเรียนดีมีจำนวนจำกัด ที่นั่งในมหาวิทยาลัยรัฐที่มีคุณภาพมีจำนวนจำกัด และตำแหน่งงานที่ดีในตลาดแรงงานก็มีจำนวนจำกัด ระบบทั้งหมดจึงถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรอง ไม่ใช่เพื่อพัฒนา
เด็กทุกคนในระบบแบบนั้นไม่ได้แข่งกันเพื่อเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเอง แต่แข่งกันเพื่อเอาชนะคนอื่น และในสนามที่ออกแบบมาให้มีผู้แพ้เสมอ ความกลัวที่จะแพ้จึงไม่ใช่เรื่องของจิตใจที่อ่อนแอ มันคือการตอบสนองที่สมเหตุสมผลต่อกติกาสังคมที่เป็นอยู่
ระบบแบบนี้ไม่ได้แค่สร้างความเครียดให้เด็ก มันสร้างความเครียดให้พ่อแม่ด้วย เพราะในสนามที่มีที่ยืนไม่พอสำหรับทุกคน พ่อแม่ทุกคนรู้ดีว่าถ้าไม่เตรียมลูกให้พร้อม ก็มีคนอื่นที่เตรียมลูกของเขาพร้อมกว่า และในเกมที่เป็นแบบนั้น การไม่ลงสนามไม่ใช่ทางเลือก มันคือการแพ้โดยปริยาย
ประเทศที่ระบบการศึกษาพัฒนาขึ้นได้จริงๆ มักเริ่มจากการเปลี่ยนสมมติฐานพื้นฐานของระบบ จากการคัดกรองมาเป็นการพัฒนา จากการถามว่าใครดีที่สุดมาเป็นการถามว่าจะทำให้ทุกคนดีขึ้นได้อย่างไร และจากการมีโรงเรียนที่ดีเพียงไม่กี่แห่งที่ทุกคนต้องแย่งกัน มาเป็นการทำให้โรงเรียนทุกแห่งดีพอที่พ่อแม่ไม่ต้องแย่งกัน
ตราบใดที่ระบบการศึกษายังถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรองมากกว่าพัฒนา พ่อแม่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับการถูกคัดกรองนั้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าลูกควรได้เล่น ควรได้ค้นพบตัวเอง และควรได้เติบโตในแบบของตัวเอง แต่เพราะในสนามที่เป็นอยู่จริง ความรู้นั้นใช้งานไม่ได้
ตลาดแรงงานที่ไม่มีตาข่ายรองรับ : เมื่อความเป็น “คนธรรมดา” ไม่ใช่จุดที่ปลอดภัยอีกต่อไป
“ค่าแรงขั้นต่ำไม่พอใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ”
คือประโยคที่คนรุ่นใหม่ใช้กันบ่อยขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ประโยคนั้นไม่ใช่การบ่น มันคือความจริงที่ตัวเลขยืนยัน และมันบอกอะไรบางอย่างที่สำคัญมากเกี่ยวกับตลาดแรงงานในประเทศนี้ว่าการทำงานอย่างเต็มที่ในงานที่มีอยู่นั้นยังไม่รับประกันว่าจะมีชีวิตที่พอเลี้ยงตัวเองได้
และถ้าแค่เลี้ยงตัวเองยังยาก การเลี้ยงลูกด้วยนั้นหมายถึงอะไร
ตลาดแรงงานในประเทศนี้มีลักษณะที่สร้างความไม่มั่นคงในหลายระดับพร้อมกัน ในระดับบนคือการที่งานที่มั่นคงและมีรายได้ดีมีจำนวนจำกัด และการแข่งขันเพื่อได้งานเหล่านั้นสูงขึ้นทุกปี ในระดับกลางคือการที่งานจำนวนมากกำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ และในระดับล่างคือการที่แรงงานที่ไม่มีทักษะพิเศษมีตัวเลือกที่น้อยลงและรายได้ที่ไม่ได้เติบโตตามค่าครองชีพ
และในตลาดแรงงานที่เป็นแบบนั้น ปริญญาบัตรใบเดียวไม่พออีกต่อไปแล้ว ทักษะชุดเดียวไม่พออีกต่อไปแล้ว และการเป็นคนธรรมดาที่ทำงานหนักก็ไม่รับประกันความมั่นคงอีกต่อไปแล้ว
สิ่งที่ขาดหายไปในระบบนี้คือตาข่ายรองรับที่ทำให้การพลาดไม่ได้หมายถึงหายนะ ในหลายประเทศระบบแบบนั้นมาในรูปแบบของการประกันการว่างงานที่ครอบคลุมเพียงพอให้มีเวลาหาทางออก การฝึกทักษะใหม่ที่รัฐสนับสนุน และค่าแรงขั้นต่ำที่คำนวณมาจากค่าครองชีพจริงๆ ไม่ใช่ตัวเลขที่ไม่มีความหมายในชีวิตประจำวัน
เมื่อตาข่ายเหล่านั้นไม่มีหรือมีแต่ไม่แข็งแกร่งพอ ความเสี่ยงทั้งหมดในชีวิตก็ตกอยู่ที่ปัจเจก และเมื่อความเสี่ยงตกอยู่ที่ปัจเจก การตัดสินใจทุกอย่างในชีวิตก็ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงนั้นเป็นอันดับแรก รวมถึงการตัดสินใจว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไร จะให้ลูกเรียนอะไร และจะยอมให้ลูกเสี่ยงกับความฝันที่ไม่มีเงินเดือนรับประกันได้มากแค่ไหน
พ่อแม่ที่บอกว่าอยากให้ลูกเรียนหมอ วิศวกร หรือสายงานที่มั่นคง ไม่ได้ขาดจินตนาการหรือไม่เข้าใจลูก พวกเขากำลังอ่านตลาดแรงงานอย่างตรงไปตรงมา และในตลาดแรงงานที่อ่านแล้วให้คำตอบแบบนั้น การเลือกความมั่นคงก่อนความฝันก็ไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินได้ง่ายๆ
ตราบใดที่ตลาดแรงงานยังไม่มีตาข่ายรองรับที่แข็งแกร่งพอ การบอกให้พ่อแม่ปล่อยให้ลูกตามความฝันอย่างอิสระจึงเป็นคำแนะนำที่ดีในทางทฤษฎี แต่เป็นการพนันที่ไม่ใช่ทุกครอบครัวมีฐานะพอจะรับความเสี่ยงนั้นได้เท่ากัน
นโยบายที่ไม่เคยถามว่าครอบครัวต้องการอะไร : เมื่อผู้กำหนดนโยบายกับผู้ที่ต้องใช้ชีวิตกับนโยบายนั้นไม่เคยอยู่ในห้องเดียวกัน
มีกระบวนการหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในการพัฒนานโยบายการศึกษาและครอบครัวในประเทศนี้
มีการตั้งคณะกรรมการ มีการศึกษาข้อมูล มีการเปรียบเทียบกับต่างประเทศ มีการประชุมหารือ และมีการออกนโยบายใหม่ที่ฟังดูดีในเอกสาร จากนั้นก็มีการประกาศว่านโยบายนั้นจะเปลี่ยนแปลงการศึกษาของประเทศ และหลังจากนั้นสักพัก ก็มีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่นโยบายชุดเดิมสร้างขึ้น
วงจรนั้นวนซ้ำมานานพอที่จะตั้งคำถามได้ว่ามีอะไรผิดปกติในกระบวนการนั้นหรือเปล่า
สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปในกระบวนการนั้นอย่างสม่ำเสมอคือเสียงของคนที่ต้องใช้ชีวิตกับนโยบายนั้นจริงๆ ไม่ใช่ตัวเลขและสถิติที่แทนพวกเขา ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์ปัญหาของพวกเขาจากระยะไกล แต่คือเสียงของพ่อแม่ที่ต้องตื่นตีห้าพาลูกไปโรงเรียน เสียงของครูที่รู้ดีว่าหลักสูตรที่มีอยู่นั้นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเด็กจริงๆ และเสียงของเด็กที่กำลังเติบโตอยู่ในระบบที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อพวกเขา
การไม่มีเสียงเหล่านั้นในห้องที่ตัดสินใจนำไปสู่นโยบายที่แก้ปัญหาที่คิดว่ามีอยู่ แทนที่จะแก้ปัญหาที่มีอยู่จริง และความต่างระหว่างสองสิ่งนั้นใหญ่มากกว่าที่เอกสารนโยบายจะบอกได้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือทุกครั้งที่มีการปฏิรูปการศึกษา สิ่งที่มักถูกพูดถึงคือตัวชี้วัดที่วัดได้ เช่น คะแนน PISA อัตราการเรียนจบ หรือจำนวนชั่วโมงเรียนต่อปี แต่สิ่งที่แทบไม่เคยถูกพูดถึงในกระบวนการนั้นคือความรู้สึกของเด็กในระบบ ความเหนื่อยของพ่อแม่ที่ต้องแบกต้นทุนที่ระบบไม่ได้รับผิดชอบ และความรู้สึกของครูที่ต้องสอนในระบบที่ออกแบบมาให้วัดผลมากกว่าพัฒนาคน
และเมื่อสิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจ นโยบายที่ออกมาก็มักแก้ที่ปลายเหตุ ปรับหลักสูตรนิดหน่อย เพิ่มวิชาใหม่เข้าไปบ้าง ลดชั่วโมงเรียนในบางระดับ แต่โครงสร้างที่สร้างแรงกดดันทั้งหมดนั้นก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม
ถ้าอยากให้นโยบายเปลี่ยนแปลงได้จริง กระบวนการสร้างนโยบายต้องเริ่มจากการถามคนที่ถูกต้องในคำถามที่ถูกต้อง ไม่ใช่ถามว่าจะปรับหลักสูตรอย่างไร แต่ถามว่าระบบที่เป็นอยู่นี้ทำให้ชีวิตของพ่อแม่และเด็กเป็นอย่างไร และต้องการให้มันเปลี่ยนไปในทิศทางไหน
และนั่นเป็นคำถามที่ต้องถามในห้องที่มีพ่อแม่ มีเด็ก และมีครูอยู่ด้วย ไม่ใช่แค่ในห้องที่มีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ
บทสนทนาที่เราต้องการแต่ไม่เคยมี
ลองนึกภาพบทสนทนาสองแบบเกี่ยวกับเรื่องเดียวกัน
บทสนทนาแบบแรกเริ่มจากข่าวพ่อแม่ที่ส่งลูกติวหนักเกินไป แล้วนำไปสู่การถกเถียงว่าพ่อแม่คนนั้นผิดหรือไม่ผิด ควรเลี้ยงลูกอย่างไร และทำไมพ่อแม่ไทยถึงเป็นแบบนี้ บทสนทนานั้นดังมาก มีคนเข้าร่วมมาก และจบลงในสี่ห้าวันโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
บทสนทนาแบบที่สองเริ่มจากคำถามเดียวกัน แต่ถามต่อว่าระบบอะไรที่ทำให้พ่อแม่คนนั้นต้องตัดสินใจแบบนั้น รัฐสวัสดิการที่มีอยู่รองรับครอบครัวได้จริงแค่ไหน ระบบการศึกษาที่คัดกรองตั้งแต่เด็กนั้นส่งผลกระทบอย่างไรต่อพฤติกรรมของพ่อแม่ และนโยบายอะไรที่จะทำให้สภาพแวดล้อมนั้นเปลี่ยนไปได้จริง บทสนทนานั้นเงียบกว่า มีคนเข้าร่วมน้อยกว่า แต่ถ้ามันเกิดขึ้นได้จริงและต่อเนื่องพอ มันคือบทสนทนาที่มีโอกาสนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้
ปัญหาคือบทสนทนาแบบที่สองนั้นยากกว่ามาก
มันยากเพราะมันไม่ได้ให้ความพึงพอใจทางอารมณ์เหมือนบทสนทนาแบบแรก การตัดสินปัจเจกให้รางวัลทางจิตใจทันที เพราะมันทำให้รู้สึกว่าตัวคนที่กำลังพูดหรือวิจารณ์เรื่องนั้นอยู่ฝั่งที่ถูกต้อง ทำให้รู้สึกว่ากำลังทำอะไรบางอย่างที่มีความหมาย และทำให้รู้สึกว่าปัญหานั้นมีคำตอบที่ชัดเจน แต่การพูดถึงโครงสร้างนั้นไม่มีความพึงพอใจแบบนั้น มันไม่มีผู้ร้ายที่ชัดเจน ไม่มีคำตอบที่ง่าย และไม่มีความรู้สึกว่าแค่กดแชร์แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น
มันยากเพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต้องการเวลา ความต่อเนื่อง และพลังงานมากกว่าที่ความโกรธในช่วงสั้นๆ จะให้ได้ มันต้องการการติดตามนโยบาย การสนับสนุนผู้แทนที่ผลักดันเรื่องเหล่านี้จริงๆ และการรักษาความสนใจในประเด็นที่ไม่ได้มีข่าวใหม่ทุกวัน ซึ่งในโลกที่ฟีดโซเชียลเดินหน้าไม่หยุด มันคือสิ่งที่ยากที่สุดที่จะทำ
และมันยากเพราะการพูดถึงโครงสร้างมักถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของนักการเมืองและนักวิชาการ ไม่ใช่เรื่องของคนธรรมดาที่มีลูกต้องเลี้ยงและมีชีวิตต้องจัดการ แต่ความจริงคือโครงสร้างนั้นไม่ได้ไกลตัวเลย มันคือสิ่งที่กำหนดว่าพ่อแม่ต้องตื่นเช้าขึ้นมาแล้วเผชิญกับอะไร และการที่คนธรรมดาไม่รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงมันได้ คือส่วนหนึ่งของเหตุผลที่มันยังไม่เปลี่ยน
บทสนทนาที่เราต้องการจึงไม่ใช่บทสนทนาที่ดังที่สุด แต่คือบทสนทนาที่ต่อเนื่องที่สุด ไม่ใช่บทสนทนาที่ให้ความพึงพอใจทางอารมณ์มากที่สุด แต่คือบทสนทนาที่นำไปสู่คำถามที่ถูกต้องมากที่สุด และไม่ใช่บทสนทนาที่จบในสี่ห้าวัน แต่คือบทสนทนาที่ยังคงดำเนินต่อไปแม้ว่าจะไม่มีข่าวใหม่มากระตุ้น
ถ้าระบบดีพอ พ่อแม่จะไม่ต้องเลี้ยงลูกด้วยความกลัว เด็กจะเติบโตได้อย่างเป็นตัวเอง และเราจะไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันเรื่องทัศนคติการเลี้ยงลูกอีกต่อไป
มีคำถามที่อยากทิ้งท้ายไว้ในตอนจบของบทความชุดนี้
ถ้าวันหนึ่งประเทศนี้มีระบบสวัสดิการที่แข็งแกร่งพอที่การเจ็บป่วยหนักครั้งหนึ่งไม่ได้หมายถึงหายนะทางการเงิน ถ้ามีระบบการศึกษาที่ไม่ได้คัดเลือกเด็กตั้งแต่หกขวบ ถ้ามีตลาดแรงงานที่มีตาข่ายรองรับคนที่ล้มเหลวหรือผิดพลาดได้จริงๆ และถ้ามีนโยบายที่ออกแบบมาจากเสียงของคนที่ต้องใช้ชีวิตกับมันจริงๆ
เราจะยังเห็นพ่อแม่ส่งลูกติวตั้งแต่อนุบาลไหม เราจะยังเห็นเด็กที่ร้องไห้เพราะสอบได้ที่สองไหม เราจะยังเห็นครอบครัวที่ลงทุนในการศึกษาของลูกจนไม่มีเงินเหลือไหม และเราจะยังมีบทสนทนาบนโลกออนไลน์ที่วนซ้ำเรื่องเดิมทุกปีไหม
คำตอบที่ได้อาจไม่ใช่ศูนย์ เพราะพฤติกรรมมนุษย์ซับซ้อนกว่านั้น และระบบที่ดีก็ไม่ได้แก้ทุกปัญหาได้ทั้งหมด แต่มันจะน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะแรงผลักดันส่วนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านั้นจะหายไปพร้อมกับระบบที่สร้างมันขึ้นมา
และนั่นคือหัวใจของทุกอย่างที่ บทความซีรีส์นี้ และ Mappa พยายามพูดมาตลอด
ปัญหาที่เห็นอยู่บนผิวหน้าของบทสนทนาเรื่องการเลี้ยงลูกในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่กดดันลูกมากเกินไป เด็กที่เครียดจากการสอบ สังคมที่ตัดสินพ่อแม่บนโลกออนไลน์ หรือพ่อแม่ที่หมดแรงแต่บอกใครไม่ได้ ล้วนเป็นอาการของโรคเดียวกัน และโรคนั้นไม่ได้อยู่ในตัวพ่อแม่คนใดคนหนึ่ง ไม่ได้อยู่ในทัศนคติที่ต้องเปลี่ยน และไม่ได้อยู่ในวิธีการเลี้ยงลูกที่ต้องปรับ
มันอยู่ในระบบที่ถูกออกแบบมาให้พ่อแม่ต้องแบกคนเดียวในสิ่งที่ควรแบกร่วมกัน
การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่พ่อแม่แต่ละคนพยายามมากขึ้น อ่านบทความมากขึ้น หรือปรับทัศนคติตัวเองมากขึ้น มันเกิดขึ้นจากการที่สังคมโดยรวมหันมาถามคำถามที่ถูกต้องว่าระบบที่เป็นอยู่นี้ยุติธรรมกับครอบครัวไหม และถ้าไม่ยุติธรรม ใครที่มีอำนาจในการเปลี่ยนมันและกำลังทำอะไรอยู่
พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยความกลัวในวันนี้ไม่ได้ต้องการคำตัดสิน พวกเขาต้องการระบบที่ทำให้ความกลัวนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป เด็กที่เติบโตมาในแรงกดดันวันนี้ไม่ได้ต้องการคำแนะนำว่าควรปล่อยวาง พวกเขาต้องการโลกที่การปล่อยวางนั้นปลอดภัยพอที่จะทำได้จริงๆ และสังคมที่วนซ้ำบทสนทนาเดิมทุกปีนั้นไม่ได้ต้องการกระแสโกรธชุดใหม่ มันต้องการบทสนทนาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนกว่าอายุของโพสต์ไวรัล
และบทสนทนานั้นเริ่มต้นได้ในวันนี้ ไม่ใช่ด้วยการกดแชร์โพสต์ที่ทำให้รู้สึกดีกับตัวเอง แต่ด้วยการหยุดถามว่าพ่อแม่คนนั้นผิดหรือถูก แล้วเริ่มถามแทนพ่อแม่ว่าระบบที่ทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจแบบนั้นควรเปลี่ยนอะไร
เพราะในท้ายที่สุด เด็กทุกคนในประเทศนี้สมควรได้เติบโตในโลกที่ความธรรมดาเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วสำหรับชีวิต และพ่อแม่ทุกคนสมควรได้เลี้ยงลูกในโลกที่ความรักไม่ต้องปะปนกับความกลัว
คำถามสุดท้ายคือ เราพร้อมจะแก้ปัญหาที่ “ถูกที่” แล้วหรือยัง

