Raising Citizens Before Raising Voters ชิ้นที่ 3 : โรงเรียน

จากระเบียบแถวหน้าเสาธงสู่รัฐสภา: ระบบการศึกษากำลังสร้างผู้นำประชาธิปไตย หรือผลิตผู้ตามคุณภาพสูง

ก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะรู้จักคำว่า “รัฐ”
ก่อนจะเข้าใจความหมายของคำว่า “สิทธิ” “หน้าที่” หรือ “ประชาธิปไตย”
เด็กต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่งทุกวัน

พื้นที่นั้นมีธง มีเพลงชาติ มีระเบียบ มีเครื่องแบบ มีผู้มีอำนาจ มีระบบลงโทษ มีการให้รางวัล และมีการประเมินคุณค่าของมนุษย์อย่างเป็นทางการ พื้นที่นั้นชื่อว่า “โรงเรียน”

ทุกเช้าเด็กยืนเข้าแถวเป็นระเบียบ ตัดผมทรงเดียวกัน ใส่ชุดเหมือนกัน ยืนตรงตามสัญญาณ ยกมือขออนุญาต นั่งตามลำดับ และพูดเมื่อถูกเรียกให้พูด ทุกการเคลื่อนไหวดูเป็นกิจวัตรธรรมดาของการศึกษา แต่ในความเป็นจริง เด็กกำลังเรียนรู้ “พลวัตอำนาจ” อย่างเข้มข้น โดยไม่รู้ตัวว่าเขากำลังเข้าใจโลกแบบไหน และถูกออกแบบให้เป็นมนุษย์แบบไหนในสังคม

เรามักเชื่อว่าโรงเรียนเป็นพื้นที่กลาง เป็นสถานที่แห่งความรู้ และเป็นพื้นที่ปลอดการเมือง แต่ความจริงคือไม่มีพื้นที่ใดในชีวิตเด็กที่ “การเมืองหนาแน่น” เท่าห้องเรียนอีกแล้ว เพราะที่นั่นคือพื้นที่ที่เด็กเรียนรู้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจครั้งแรกอย่างเป็นระบบ ใครสั่ง ใครทำ ใครพูด ใครฟัง ใครตัดสิน และใครถูกประเมิน ทุกวันเด็กกำลังซึมซับคำตอบต่อคำถามสำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์โดยไม่เคยตั้งคำถามกับมันเลยว่า เสียงของฉันมีค่ามากแค่ไหน ความคิดของฉันปลอดภัยหรือไม่ ความผิดพลาดของฉันจะถูกมองอย่างไร และอำนาจควรทำงานกับมนุษย์แบบใด

ถ้าในบทก่อนหน้า บ้านคือรัฐขนาดเล็กแห่งแรกที่เด็กเรียนรู้เรื่องอำนาจผ่านความรัก และสนามเด็กเล่นคือรัฐขนาดเล็กแห่งที่สองที่เด็กฝึกการอยู่ร่วมกันผ่านความสัมพันธ์ โรงเรียนก็คือรัฐขนาดเล็กแห่งที่สามที่ทรงอำนาจที่สุด เพราะเป็นรัฐที่มีโครงสร้าง มีระบบ มีตำแหน่ง และมีอำนาจเชิงสถาบันค้ำจุนอยู่เบื้องหลังอย่างเต็มรูปแบบ เด็กไม่ได้แค่เรียนวิชาในโรงเรียน แต่กำลังเรียนรู้ “แบบจำลองของสังคม” ที่เขาจะนำไปใช้ทั้งชีวิตโดยไม่รู้ตัวว่าแบบจำลองนั้นกำลังพาเขาไปสู่การเป็นผู้นำแบบไหน หรือผู้ตามแบบใดในวันข้างหน้า

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าโรงเรียนสอนเด็กเก่งพอหรือไม่ แต่คือโรงเรียนกำลังสอนเด็กให้ “เข้าใจอำนาจ” แบบใด กำลังฝึกเขาให้ “อยู่กับระบบ” อย่างไร และกำลังออกแบบเขาให้เป็นพลเมืองประเภทไหนในสังคมประชาธิปไตยที่เราบอกว่าอยากเห็น หากวันหนึ่งเด็กเหล่านี้จะเดินจากระเบียบแถวไปสู่เวทีสาธารณะ จากห้องเรียนไปสู่ห้องประชุม และจากสนามโรงเรียนไปสู่รัฐสภา สิ่งที่เขาพกติดตัวไปมากที่สุดอาจไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์หรือไวยากรณ์ภาษา แต่คือทัศนคติต่ออำนาจ ความกล้าต่อเสียงของตัวเอง และความเข้าใจต่อการอยู่ร่วมกันในโลกที่ไม่มีใครได้อำนาจถาวร

และบางที ก่อนที่เราจะถามว่าประเทศนี้ควรมีผู้นำแบบไหน เราอาจต้องย้อนกลับมาถามอย่างซื่อตรงกว่านั้นว่า ทุกเช้าในโรงเรียนทั่วประเทศ เรากำลังฝึกเด็กให้เป็น “ผู้นำประชาธิปไตย” หรือกำลังผลิต “ผู้ตามคุณภาพสูง” อย่างเป็นระบบกันแน่

โรงเรียนไม่เป็นกลาง: การเมืองที่ซ่อนอยู่ในระเบียบและกิจวัตรประจำวันแทบทุกวันของเด็ก ๆ

เรามักพูดกันว่าโรงเรียนคือพื้นที่ปลอดการเมือง เป็นสถานที่แห่งความรู้ และเป็นพื้นที่กลางที่ทำหน้าที่สอนเด็กให้ “เป็นคนดีและเก่ง” อย่างเป็นกลาง แต่ถ้าลองมองให้ลึกลงไปอีกนิด เราอาจเริ่มเห็นว่าห้องเรียนคือหนึ่งในพื้นที่ที่ “การเมืองหนาแน่นที่สุด” ในชีวิตมนุษย์ เพียงแต่เป็นการเมืองที่ไม่เคยถูกเรียกชื่อเช่นนั้น และไม่เคยถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง

ระเบียบแถวในตอนเช้าไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสร้างวินัย แต่คือพิธีกรรมของการจัดวางร่างกายมนุษย์ให้อยู่ในโครงสร้างอำนาจอย่างเป็นระบบ การยืนตรงตามสัญญาณไม่ได้เป็นเพียงการฝึกความพร้อมเพรียง แต่คือการฝึกการตอบสนองต่ออำนาจโดยอัตโนมัติ การตัดผมทรงเดียวกันและใส่ชุดเหมือนกันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความเรียบร้อย แต่คือการลดทอนความแตกต่างของตัวตนเพื่อให้ระบบจัดการมนุษย์ได้ง่ายขึ้น

ในกิจวัตรธรรมดาเหล่านี้ เด็กกำลังเรียนรู้บทเรียนทางการเมือง ใครมีสิทธิ์สั่ง ใครมีหน้าที่ทำ ใครมีอำนาจตัดสิน และใครเป็นผู้ถูกประเมิน เด็กเรียนรู้ว่าเสียงใดควรดัง เสียงใดควรเบา และเสียงใดควรเงียบเสียตั้งแต่ต้น ระบบกำลังสอนเขาอย่างแนบเนียนว่า การเป็น “เด็กดี” คือการไม่สร้างปัญหา การไม่ตั้งคำถาม และการทำตามได้อย่างเรียบร้อยมากกว่าการคิดเป็นและเป็นตัวของตัวเอง

น่าแปลกใจที่ กิจวัตรเหล่านี้แทบไม่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมืองเลย เรามองมันเป็นเรื่องวินัย ความเหมาะสม และการจัดการที่ดี ทั้งที่ในความเป็นจริง มันคือการออกแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างมนุษย์กับสถาบันบางอย่างอย่างเข้มข้นที่สุดในช่วงชีวิตหนึ่ง ซึ่งเด็กบางคนอาจใช้เวลาอยู่ในระบบการศึกษากว่า 10 ปี เด็กไม่ได้แค่ถูกสอนให้เคารพครู แต่กำลังถูกฝึกให้เคารพ “โครงสร้าง” โดยไม่ต้องเข้าใจว่าทำไมโครงสร้างนั้นจึงมีอำนาจเช่นนั้นตั้งแต่แรก

ในห้องเรียน อำนาจไม่ได้อยู่เพียงในคำสั่งหรือการลงโทษ แต่อยู่ในสายตาผู้ใหญ่รอบตัวที่จับจ้องเพื่อประเมินความเรียบร้อยของเด็ก อยู่ในสมุดพก อยู่ในคะแนนสอบ อยู่ในคำชมและคำตำหนิที่ค่อย ๆ กำหนดคุณค่าของมนุษย์อย่างเป็นทางการ เด็กเรียนรู้ว่าใครคือคนเก่ง ใครคือคนธรรมดา และใครคือคนที่ “ไม่ค่อยมีค่าในระบบ” โดยที่ไม่มีใครตั้งใจจะกดทับใครเป็นพิเศษ แต่โครงสร้างกำลังทำงานของมันอย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง

ที่สำคัญกว่านั้น โรงเรียนกำลังฝึกเด็กให้เข้าใจอำนาจในรูปแบบเฉพาะอย่างหนึ่ง นั่นคืออำนาจแบบแนวดิ่ง อำนาจที่ไหลจากบนลงล่าง อำนาจที่มาพร้อมตำแหน่ง เครื่องแบบ และสิทธิ์ในการตัดสิน เด็กคุ้นชินกับการรอคำสั่งมากกว่าการร่วมออกแบบ คุ้นชินกับการทำตามมากกว่าการถกเถียง และคุ้นชินกับการถูกประเมินมากกว่าการย้อนกลับไปประเมินระบบ

เมื่อกิจวัตรเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลาหลายปี มันไม่ได้เพียงสร้าง “เด็กที่มีระเบียบ” แต่กำลังสร้าง “มนุษย์ที่มีทัศนคติต่ออำนาจแบบเฉพาะ” เด็กบางคนเรียนรู้ว่าอำนาจคือสิ่งที่ควรเชื่อฟัง เด็กบางคนเรียนรู้ว่าอำนาจคือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง และเด็กบางคนเรียนรู้ว่าอำนาจคือสิ่งที่ควรครอบครองเพื่อจะได้ไม่ถูกกดทับเสียเอง

และเมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตออกจากรั้วโรงเรียน เขาไม่ได้ทิ้งบทเรียนเหล่านี้ไว้ข้างหลัง เขาพกมันติดตัวเข้าไปในที่ทำงาน ในครอบครัว ในชุมชน และในพื้นที่สาธารณะ วิธีที่เขามองหัวหน้า วิธีที่เขามองกฎหมาย วิธีที่เขามองผู้นำ และวิธีที่เขามองเสียงของตัวเองในสังคม ล้วนมีรากมาจากห้องเรียนในวัยเยาว์อย่างลึกซึ้งกว่าที่เรามักยอมรับ

บางทีสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ว่าโรงเรียนมีอำนาจมากเกินไป แต่คือเรามักไม่เคยมองเห็นว่าโรงเรียนกำลังใช้อำนาจอยู่ตลอดเวลา และไม่เคยตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า อำนาจแบบที่เราฝึกให้เด็กคุ้นชินทุกวันนั้น กำลังพาเขาไปสู่การเป็นพลเมืองแบบใดในสังคมประชาธิปไตยที่เราบอกว่าอยากเห็น

หลักสูตรแฝง: สิ่งที่เด็กเรียนรู้มากกว่าวิชาในตารางเรียน

ถ้าเราถามเด็กว่าในโรงเรียนเรียนอะไร เด็กมักตอบว่าเรียนคณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ สังคม หรือศิลปะ แต่ถ้าเราถามว่า เด็กกำลัง “เรียนรู้การเป็นมนุษย์แบบไหน” คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในตารางเรียนหรือแผนการสอนเล่มใดเลย

นักวิชาการเรียกสิ่งนี้ว่า “หลักสูตรแฝง” สิ่งที่โรงเรียนไม่ได้เขียนไว้ในเอกสาร แต่สอนอย่างเข้มข้นผ่านบรรยากาศ ระเบียบ ความสัมพันธ์ และวิธีจัดการชีวิตประจำวันของเด็ก หลักสูตรแฝงไม่ได้สอนด้วยกระดานดำ แต่สอนด้วยการจัดวางอำนาจ และไม่ได้วัดผลด้วยข้อสอบ แต่ฝังรากลึกลงไปในทัศนคติของมนุษย์ต่อโลก

เด็กเรียนรู้ตั้งแต่วันแรกว่า คำถามแบบไหน “ปลอดภัย” และคำถามแบบไหน “ไม่ควรถาม” เด็กเรียนรู้ว่าความผิดพลาดแบบใดให้อภัยได้ และความผิดพลาดแบบใดจะถูกจดจำไปนาน เด็กเรียนรู้ว่าเสียงแบบใดได้รับการรับฟัง และเสียงแบบใดควรถูกเก็บไว้กับตัวเองเพื่อความอยู่รอดในระบบ เด็กเรียนรู้ว่าใครคือคนเก่ง ใครคือคนธรรมดา และใครคือคนที่ควรยอมรับสถานะของตนอย่างเงียบ ๆ

ในห้องเรียนจำนวนไม่น้อย เด็กไม่ได้ถูกสอนให้ตั้งคำถาม แต่ถูกสอนให้ “หาคำตอบที่ถูกใจผู้มีอำนาจ” มากกว่าการหาคำตอบที่ซื่อสัตย์กับความคิดของตัวเอง เด็กเรียนรู้ว่าการคิดเป็นของตัวเองมีความเสี่ยง การเห็นต่างอาจทำให้เสียคะแนน และการตั้งคำถามอาจทำให้กลายเป็นเด็กมีปัญหา หลักสูตรแฝงกำลังสอนเขาอย่างแผ่วเบาแต่สม่ำเสมอว่า ความปลอดภัยในระบบสำคัญกว่าความจริง และการอยู่รอดสำคัญกว่าการคิดอย่างอิสระ

ในระบบที่เน้นความถูกต้องเพียงคำตอบเดียว เด็กค่อย ๆ เรียนรู้ว่าโลกมีความจริงเพียงแบบเดียว และความจริงนั้นมักอยู่ในมือของผู้มีอำนาจ เด็กฝึกการเดาใจมากกว่าการคิด ฝึกการจำมากกว่าการเข้าใจ และฝึกการเชื่อมากกว่าการตรวจสอบ โดยไม่รู้ตัวว่านี่คือทักษะตรงข้ามกับหัวใจของประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นระบบที่ต้องอาศัยมนุษย์ที่ตั้งคำถามเป็น รับมือกับความไม่แน่นอนได้ และอยู่กับความจริงหลายชุดในเวลาเดียวกันอย่างไม่แตกสลาย

หลักสูตรแฝงยังสอนเด็กเรื่อง “คุณค่าของมนุษย์” ผ่านระบบการให้รางวัลและการลงโทษอย่างเป็นทางการ คะแนน เกรด ใบประกาศ และอันดับ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือวัดผลการเรียน แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่บอกเด็กอย่างชัดเจนว่า ใครมีคุณค่าแบบใดในสายตาของระบบ เด็กบางคนค่อย ๆ เชื่อว่าตัวเองเก่งและมีที่ยืน เด็กบางคนค่อย ๆ เชื่อว่าตัวเองธรรมดาและควรพยายามให้มากขึ้น และเด็กบางคนค่อย ๆ เชื่อว่าตัวเอง “ไม่ค่อยสำคัญนัก” ในโลกใบนี้

ที่อันตรายยิ่งกว่านั้นคือ หลักสูตรแฝงไม่ได้สอนเด็กเพียงเรื่องความรู้หรือความสามารถ แต่สอนเขาเรื่อง “ตำแหน่งของตัวเองในโครงสร้างสังคม” อย่างละเอียด เด็กเรียนรู้ว่าใครควรนำ ใครควรตาม ใครควรพูด และใครควรฟัง ใครควรแข่งขัน และใครควรยอมรับผลของการแข่งขันอย่างสงบเสงี่ยม เด็กเรียนรู้ว่าโลกนี้ไม่ได้เท่าเทียม และบางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ทำได้คือการ “หาที่ทางของตัวเองในระบบ” มากกว่าการตั้งคำถามกับระบบนั้น

เมื่อบทเรียนเหล่านี้สะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี เด็กไม่ได้เพียงเติบโตเป็นผู้เรียน แต่กำลังเติบโตเป็น “พลเมืองแบบเฉพาะ” โดยไม่รู้ตัว พลเมืองที่คุ้นชินกับการรอคำสั่งมากกว่าการร่วมตัดสินใจ คุ้นชินกับการแข่งขันมากกว่าความร่วมมือ และคุ้นชินกับการถูกประเมินมากกว่าการตรวจสอบอำนาจ

บางทีคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าเด็กเรียนเก่งแค่ไหน แต่คือเด็กกำลังเรียนรู้จะ “อยู่กับอำนาจ” อย่างไร และกำลังถูกฝึกให้เข้าใจบทบาทของตัวเองในสังคมประชาธิปไตยแบบใด เพราะในวันที่เขาออกจากโรงเรียนไปถือบัตรเลือกตั้ง ออกไปทำงาน และออกไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะ สิ่งที่เขานำติดตัวไปอาจไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์หรือทฤษฎีวิทยาศาสตร์ แต่คือแบบจำลองความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่โรงเรียนฝังไว้ในหัวใจของเขามานานหลายปีแล้วอย่างแนบเนียน

ห้องเรียนกับอำนาจ: ใครมีเสียง ใครไม่มี และเสียงทำงานอย่างไร

ในห้องเรียนหนึ่งห้อง มีเสียงมากมายเกิดขึ้นทุกวัน แต่มีเพียงไม่กี่เสียงเท่านั้นที่ “ถูกนับว่าเป็นเสียง” อย่างแท้จริง เสียงของครู เสียงของหลักสูตร เสียงของแบบเรียน และเสียงของระบบประเมินผล ล้วนเป็นเสียงที่มีอำนาจโดยตำแหน่ง ส่วนเสียงของเด็ก แม้จะมีอยู่ตลอดเวลา กลับต้องผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวดว่า เสียงแบบใดพูดได้ เสียงแบบใดควรเก็บไว้ และเสียงแบบใดควรถูกทำให้เงียบไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย

ในระบบการศึกษาส่วนใหญ่ ครูคือศูนย์กลางของอำนาจเชิงปฏิบัติ ครูเป็นผู้ตั้งคำถาม เป็นผู้ให้คำตอบ เป็นผู้ให้คะแนน และเป็นผู้ตัดสินว่าความคิดแบบใด “ถูก” หรือ “ผิด” ในความสัมพันธ์เช่นนี้ เด็กไม่ได้เพียงเรียนรู้เนื้อหา แต่กำลังเรียนรู้ความหมายของคำว่า “อำนาจ” ผ่านประสบการณ์ตรงว่า ใครเป็นเจ้าของห้อง ใครเป็นผู้กำหนดกติกา และใครเป็นผู้มีสิทธิ์ตัดสินคุณค่าของมนุษย์ในพื้นที่นี้อย่างเป็นทางการ

เด็กไม่ได้เรียนรู้เรื่องอำนาจผ่านคำอธิบายเชิงทฤษฎี แต่เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ซ้ำ ๆ ที่ฝังลึกลงไปในร่างกายและอารมณ์ เด็กเรียนรู้จากสายตาของครูเวลาตอบผิด จากน้ำเสียงเวลาถูกเรียกชื่อ และจากความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากตั้งคำถามบางอย่างแล้วไม่มีใครอยากตอบ เด็กค่อย ๆ ซึมซับบทเรียนว่า เสียงแบบใดได้รับการยอมรับ และเสียงแบบใดทำให้เขากลายเป็น “ตัวปัญหา” ในสายตาของระบบ

ในห้องเรียนส่วนใหญ่ การตั้งคำถามไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการคิด แต่ถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการไม่เชื่อฟัง การเห็นต่างไม่ได้ถูกมองว่าเป็นทักษะประชาธิปไตย แต่ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว และความเงียบไม่ได้ถูกมองว่าเป็นปัญหา หากกลับถูกยกย่องว่าเป็นคุณสมบัติของ “เด็กดี” ที่ระบบรักและชื่นชม เด็กจึงค่อย ๆ เรียนรู้ว่า วิธีเอาตัวรอดที่ปลอดภัยที่สุดไม่ใช่การคิดให้ลึกหรือพูดให้ตรง แต่คือการเงียบให้เป็น และเดาใจผู้มีอำนาจให้เก่งพอจะไม่สร้างปัญหาให้ตัวเอง

อำนาจในห้องเรียนยังทำงานผ่านระบบการประเมินผลอย่างละเอียด คะแนนและเกรดไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือวัดความรู้ แต่กลายเป็นภาษาที่กำหนดลำดับชั้นของมนุษย์ ใครพูดเก่งมักได้คะแนนดี ใครคิดต่างมักได้คำเตือน ใครตั้งคำถามมากเกินไปอาจได้ภาพลักษณ์ว่าเป็นเด็กมีปัญหา และใครเงียบ เชื่อฟัง และทำตามได้ดีมักได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเรียนตัวอย่าง ระบบกำลังสอนเด็กว่า เสียงที่มีคุณค่าในสังคมคือเสียงที่ “สอดคล้องกับอำนาจ” มากกว่าสอดคล้องกับความจริงของตัวเอง

ที่ลึกไปกว่านั้น ห้องเรียนกำลังสอนเด็กเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับความเสี่ยง” อย่างเข้มข้น เด็กเรียนรู้ว่าการพูดมีต้นทุน การตั้งคำถามมีความเสี่ยง และการเห็นต่างอาจแลกมาด้วยคะแนน ภาพลักษณ์ หรือโอกาสในอนาคต เด็กบางคนจึงเลือกจะเงียบอย่างชาญฉลาด เด็กบางคนเลือกจะพูดเฉพาะสิ่งที่ปลอดภัย และเด็กบางคนเลือกจะไม่คิดดัง ๆ อีกต่อไปเพราะประสบการณ์สอนเขามาแล้วว่าความคิดบางแบบไม่เหมาะกับพื้นที่แห่งนี้

ด็กไม่ได้เพียงเรียนรู้วิธีอยู่ในห้องเรียน แต่กำลังเรียนรู้วิธีอยู่ในสังคม เขาเรียนรู้ว่าจะพูดเมื่อไร จะเงียบเมื่อไร จะเชื่อใคร และจะกล้าตั้งคำถามกับใครได้บ้าง บทเรียนเหล่านี้ไม่ได้หายไปเมื่อเขาออกจากโรงเรียน แต่ติดตัวไปในที่ทำงาน ในองค์กร ในครอบครัว และในพื้นที่สาธารณะ

บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในสังคมจำนวนมาก จึงเห็นผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยไม่กล้าถกเถียงกับผู้มีอำนาจ ไม่สบายใจกับความเห็นต่าง และเลือกความเงียบเป็นกลยุทธ์การอยู่รอดมากกว่าการปกป้องความจริง เพราะทักษะเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ หากถูกฝึกมาตั้งแต่วันที่เขายังนั่งอยู่หลังโต๊ะเรียนตัวเล็ก ๆ และเรียนรู้ทีละนิดว่า ในโลกใบนี้ ไม่ใช่ทุกเสียงจะปลอดภัย และไม่ใช่ทุกความคิดจะมีที่ยืนอย่างแท้จริง

การสอบ การจัดอันดับ และการเมืองของการแข่งขัน

ในโรงเรียน แทบไม่มีภาษาใดทรงพลังเท่าตัวเลข คะแนน เกรด ลำดับที่ และเปอร์เซ็นไทล์ ภาษานี้ไม่ต้องใช้ถ้อยคำอธิบายยืดยาว แต่สามารถบอกเด็กได้อย่างชัดเจนในเวลาไม่กี่วินาทีว่า ใครเก่ง ใครธรรมดา และใครกำลัง “ร่วงหล่นจากระบบ” อย่างเงียบ ๆ โดยที่ไม่ต้องมีใครตั้งคำถามว่าความหมายของคำว่าเก่งนั้นถูกนิยามโดยใคร และเพื่อใคร

เรามักอธิบายการสอบว่าเป็นเครื่องมือวัดความรู้ การจัดอันดับว่าเป็นแรงจูงใจ และการแข่งขันว่าเป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมสู่โลกความจริง แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกชั้น ระบบเหล่านี้กำลังทำหน้าที่ฝึกเด็กให้คุ้นชินกับการเมืองแบบเฉพาะอย่างหนึ่ง การเมืองที่ยอมรับลำดับชั้น การเมืองที่เชื่อว่าความสำเร็จคือเกมศูนย์รวมผลประโยชน์ และการเมืองที่ทำให้มนุษย์เรียนรู้จะมองกันและกันในฐานะ “คู่แข่ง” มากกว่า “ผู้ร่วมสร้างสังคม”

ในห้องเรียนที่ทุกอย่างถูกจัดเรียงด้วยคะแนน เด็กค่อย ๆ เรียนรู้ว่า คุณค่าของตัวเองผูกติดกับตัวเลขอย่างแนบแน่น ความภาคภูมิใจไม่ได้เกิดจากการเข้าใจโลกได้ลึกขึ้น แต่เกิดจากการชนะคนอื่นได้ เด็กเรียนรู้ว่าความผิดพลาดไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ แต่คือหลักฐานของความล้มเหลวที่ควรถูกซ่อนไว้ เด็กเรียนรู้ว่าการช่วยเพื่อนอาจทำให้ตัวเองเสียเปรียบ และการร่วมมืออาจเป็นอุปสรรคต่อการไต่ลำดับขึ้นไปบนตารางอันดับที่แคบและสูงชันขึ้นทุกปี

สิ่งที่น่าสนใจคือ ระบบการแข่งขันแบบนี้ไม่ได้เพียงจัดลำดับเด็ก แต่กำลังฝึก “แบบจำลองสังคม” สังคมที่ดีคือสังคมที่มีผู้ชนะไม่กี่คนและผู้แพ้จำนวนมาก สังคมที่ยอมรับความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องธรรมชาติ และสังคมที่เชื่อว่าคุณค่าของมนุษย์สามารถวัดได้ด้วยตัวเลขเพียงไม่กี่ช่องในสมุดพก เด็กไม่ได้ถูกสอนให้ตั้งคำถามกับโครงสร้างการแข่งขัน แต่ถูกสอนให้ “หาที่ทางของตัวเองในเกม” 

เมื่อโรงเรียนย้ำซ้ำ ๆ ว่าการจัดอันดับคือความยุติธรรม เด็กค่อย ๆ ซึมซับความเชื่อว่า โลกที่มีลำดับชั้นสูงต่ำเป็นเรื่องปกติ และความเหลื่อมล้ำคือผลลัพธ์ของความพยายามส่วนบุคคลมากกว่าผลของโครงสร้างที่ไม่เท่าเทียม เด็กบางคนจึงเติบโตมากับความมั่นใจว่าเขาสมควรอยู่ข้างบน และเด็กบางคนเติบโตมากับความเชื่อว่าเขาคงไม่เหมาะกับพื้นที่ดี ๆ ในสังคมตั้งแต่แรก โดยที่ไม่มีใครเคยชวนเขาตั้งคำถามกับระบบที่ตัดสินชีวิตเขาด้วยการสอบเพียงไม่กี่ครั้ง

ที่สำคัญกว่านั้น การแข่งขันแบบเข้มข้นกำลังฝึกการเมืองอีกแบบหนึ่งให้เด็ก การเมืองที่มองความสำเร็จเป็นทรัพยากรหายาก การเมืองที่เชื่อว่าคนอื่นคืออุปสรรค และการเมืองที่คุ้นชินกับการไต่ลำดับมากกว่าการสร้างฉันทามติ ในโลกเช่นนี้ การฟังกลายเป็นทักษะรอง การร่วมมือกลายเป็นกลยุทธ์เฉพาะกิจ และการไว้ใจกันกลายเป็นความเสี่ยงมากกว่าทุนทางสังคม

นี่คือความย้อนแย้งที่สำคัญอย่างยิ่ง ประชาธิปไตยต้องการพลเมืองที่ร่วมมือเป็น ฟังเป็น และจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ แต่โรงเรียนจำนวนมากกลับฝึกเด็กให้แข่งขันเป็น ชนะเป็น และอยู่รอดในระบบลำดับชั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาธิปไตยต้องการสังคมที่เชื่อในความเท่าเทียม แต่โรงเรียนกลับค่อย ๆ ทำให้เด็กคุ้นชินกับความไม่เท่าเทียมตั้งแต่ยังไม่รู้จักคำว่าการเมืองเสียด้วยซ้ำ

เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นเข้าสู่โลกการทำงานและเวทีสาธารณะ เขาไม่ได้ทิ้งบทเรียนจากห้องสอบไว้ข้างหลัง เขานำมันติดตัวไปสู่โต๊ะประชุม สู่การแข่งขันทางอาชีพ และสู่สนามการเมืองโดยไม่รู้ตัว วิธีที่เขามองเพื่อนร่วมงาน วิธีที่เขามองคู่แข่ง และวิธีที่เขามองผู้แพ้ ล้วนมีรากมาจากวันที่เขานั่งจ้องกระดาษคำตอบและเรียนรู้ว่า ในโลกใบนี้ ไม่ใช่ทุกคนจะชนะได้ และไม่ใช่ทุกคนควรถูกพาไปถึงเส้นชัยพร้อมกัน

คำถามที่ควรถูกถามอย่างจริงจังอาจไม่ใช่แค่ว่า ระบบสอบของเราวัดความรู้ได้ดีแค่ไหน แต่คือระบบสอบของเรากำลังฝึก “การเมืองแบบไหน” ให้กับเด็กหลายล้านคนในประเทศนี้ เพราะในวันที่เขาก้าวออกไปเลือกผู้นำ บริหารองค์กร หรือกำหนดทิศทางสังคม สิ่งที่เขาใช้ตัดสินใจอาจไม่ใช่แค่ความรู้เชิงวิชา แต่คือกรอบความคิดเรื่องการแข่งขัน ความเหลื่อมล้ำ และคุณค่าของมนุษย์ที่โรงเรียนปลูกฝังไว้ในใจเขามาอย่างยาวนานแล้ว

โรงเรียนกำลังสร้างพลเมืองแบบไหน

เมื่อเราร้อยเรียงภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ระเบียบแถว หลักสูตรแฝง อำนาจในห้องเรียน ไปจนถึงการสอบและการจัดอันดับ เราอาจเริ่มเห็นเค้าโครงบางอย่างที่ชัดขึ้น นั่นคือโรงเรียนไม่ได้เพียงสอนความรู้ แต่กำลัง “ผลิตแบบจำลองมนุษย์” ออกมาสู่สังคมอย่างเป็นระบบ และแบบจำลองนั้นมีรูปแบบของการเป็นพลเมืองอยู่ในตัวมันด้วย

พลงเมืองแบบแรกที่ระบบผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ “ผู้นำเชิงอำนาจ” ผู้นำประเภทนี้เติบโตมาในห้องเรียนที่ระเบียบเข้ม ครูศูนย์กลาง และเสียงถูกจัดลำดับอย่างชัดเจน เขาเรียนรู้ตั้งแต่เด็กว่า การควบคุมคือเครื่องมือสำคัญที่สุดของการบริหาร การสั่งคือวิธีที่เร็วที่สุดในการจัดการ และการลงโทษคือกลไกที่ได้ผลที่สุดในการรักษาความสงบ เมื่อเขาเติบโตขึ้นเป็นหัวหน้า ผู้จัดการ หรือผู้นำองค์กร เขามักคุ้นชินกับการใช้อำนาจมากกว่าการเจรจา เชื่อในคำสั่งมากกว่าคำถาม และมองความเงียบเป็นสัญญาณของความสำเร็จในการปกครอง ทั้งที่ในความเป็นจริง ความเงียบนั้นอาจเป็นเพียงความกลัวที่ซ่อนอยู่ใต้ระเบียบเรียบร้อยเท่านั้นเอง

พลเมืองแบบถัดมาที่โรงเรียนผลิตได้อย่างมากมายคือ “ผู้ตามคุณภาพสูง” มนุษย์ประเภทนี้มักเป็นเด็กเรียนดี เชื่อฟังเก่ง ทำตามระบบได้อย่างไร้ที่ติ และไม่สร้างปัญหาให้ใคร เขาเติบโตมาในระบบที่ให้รางวัลกับความเรียบร้อยมากกว่าความคิด ให้รางวัลกับการทำตามมากกว่าการตั้งคำถาม และให้ความมั่นคงกับผู้ที่ไม่สั่นคลอนโครงสร้าง เมื่อเขาเข้าสู่โลกการทำงาน เขามักกลายเป็นพนักงานดีเด่น ข้าราชการตัวอย่าง และฟันเฟืองที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระบบอำนาจทุกแบบ แต่ในเวลาเดียวกัน เขาอาจเป็นพลเมืองที่ไม่สบายใจกับการถกเถียง หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และรู้สึกไม่มั่นคงเมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ผู้ตามคุณภาพสูงคือทรัพยากรที่องค์กรรักที่สุด แต่คือพลเมืองที่ประชาธิปไตยหวาดกลัวที่สุด เพราะประชาธิปไตยไม่อาจยืนอยู่ได้ด้วยมนุษย์ที่เก่งทำตามเพียงอย่างเดียว

พลเมืองแบบที่สามซึ่งประชาธิปไตยต้องการมากที่สุดกลับเป็นแบบที่ระบบผลิตได้น้อยที่สุด นั่นคือ “ผู้นำประชาธิปไตย” มนุษย์ประเภทนี้ต้องเติบโตมาในห้องเรียนที่ตั้งคำถามได้อย่างปลอดภัย ในระบบที่ยอมรับความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และในวัฒนธรรมที่เปิดพื้นที่ให้ความต่างอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องมีผู้ชนะเสมอไป เขาต้องได้ฝึกทักษะฟังอย่างแท้จริง ฝึกตัดสินใจร่วม ฝึกรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ และฝึกอยู่กับความไม่แน่นอนโดยไม่ตื่นตระหนก ผู้นำแบบนี้ไม่ได้เกิดจากการสั่งสอนเรื่องประชาธิปไตยในวิชาสังคม แต่เกิดจากประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้เขา “เชื่อในมนุษย์” มากพอจะไม่ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือปกครอง

คำถามที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ระบบการศึกษาปัจจุบันกำลังเอื้อให้ผู้นำแบบใดเติบโตขึ้นมากที่สุด หากเรามองจากโครงสร้างระเบียบ หลักสูตรแฝง อำนาจในห้องเรียน และระบบการแข่งขันอย่างตรงไปตรงมา คำตอบอาจไม่ได้สวยงามนัก ระบบดูจะเอื้อให้ผู้นำเชิงอำนาจและผู้ตามคุณภาพสูงเติบโตได้ง่ายกว่าผู้นำประชาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด เพราะผู้นำประชาธิปไตยต้องการพื้นที่ทดลอง ต้องการความผิดพลาด ต้องการการถกเถียง และต้องการความยืดหยุ่น ขณะที่ระบบการศึกษากลับให้รางวัลกับความนิ่ง ความเรียบร้อย และความแน่นอนมากกว่าสิ่งใด

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในหลายสังคม เราจึงเห็นผู้นำที่สั่งเก่งแต่ฟังไม่เป็น ผู้บริหารที่ควบคุมเก่งแต่สร้างความไว้วางใจไม่เป็น และนักการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งได้ดีแต่บริหารความแตกต่างไม่เป็น เพราะรากของภาวะผู้นำแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เขาเข้าสู่สนามการเมือง หากถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วันที่เขายังยืนอยู่ในระเบียบแถวตอนเช้า และเรียนรู้ทีละนิดว่า การเป็นคนเก่งในระบบหมายถึงการ “ไม่ทำให้ระบบสั่นคลอน” มากกว่าการทำให้ระบบดีขึ้น

บางทีปัญหาที่ลึกที่สุดอาจไม่ใช่ว่าเราขาดผู้นำเก่ง ๆ แต่คือเราขาดระบบการศึกษาที่กล้าสร้างผู้นำซึ่งตั้งคำถามกับอำนาจเป็น รับมือกับความไม่แน่นอนได้ และดูแลความแตกต่างของมนุษย์ได้อย่างอ่อนโยน เพราะตราบใดที่โรงเรียนยังกลัวความวุ่นวายมากกว่าความยุติธรรม กลัวความผิดพลาดมากกว่าการเรียนรู้ และกลัวคำถามมากกว่าคำสั่ง เราอาจยังได้ผู้นำมากมาย แต่ยากจะได้ผู้นำประชาธิปไตยที่สังคมต้องการอย่างแท้จริง

โรงเรียนแบบไหน สร้าง “ผู้นำประชาธิปไตย” ได้จริง

ถ้าเรายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า โรงเรียนไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ถ่ายทอดความรู้ แต่คือสถานที่ที่ช่วยออกแบบความเป็นมนุษย์ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโรงเรียนควรสอนอะไร แต่คือโรงเรียนควร “ออกแบบประสบการณ์อำนาจแบบไหน” ให้กับเด็กในช่วงชีวิตที่เปราะบางและสำคัญที่สุด

โรงเรียนที่สร้างผู้นำประชาธิปไตยได้จริง ไม่ได้เริ่มต้นจากการเพิ่มวิชาหน้าที่พลเมือง หรือสอดแทรกคำว่าประชาธิปไตยในตำราเรียน หากเริ่มต้นจากการเปลี่ยน “โครงสร้างความสัมพันธ์” ในห้องเรียน โรงเรียนเช่นนั้นต้องกล้าขยับบทบาทครูจากผู้ควบคุมระเบียบมาเป็น “ผู้ออกแบบพื้นที่การเรียนรู้” ครูไม่ใช่เจ้าของคำตอบ แต่เป็นผู้ดูแลกระบวนการ ไม่ใช่ผู้ตัดสินความคิด แต่เป็นผู้คุ้มครองพื้นที่ให้ความคิดหลากหลายได้เกิดขึ้นโดยไม่ถูกทำร้าย

ห้องเรียนแบบประชาธิปไตยต้องเป็นพื้นที่ที่ “ตั้งคำถามได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์” ไม่ใช่พื้นที่ที่มีเพียงคำตอบเดียว เด็กต้องมีโอกาสลองสงสัย ลองโต้แย้ง และลองเปลี่ยนใจโดยไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กดื้อหรือเด็กมีปัญหา เพราะทักษะการตั้งคำถามคือรากฐานของการตรวจสอบอำนาจ และเป็นหัวใจของสังคมที่ไม่ปล่อยให้ใครครอบครองความจริงเพียงฝ่ายเดียว

โรงเรียนเช่นนั้นต้องยอมรับว่า “ความผิดพลาดคือทรัพยากรการเรียนรู้” ไม่ใช่หลักฐานของความล้มเหลว เด็กต้องได้ทดลอง ตัดสินใจพลาด แก้ไข และเรียนรู้ผลของการตัดสินใจด้วยตัวเองในพื้นที่ที่ยังปลอดภัยพอ เพราะผู้นำประชาธิปไตยไม่ได้เกิดจากคนที่ไม่เคยผิด แต่เกิดจากคนที่รับผิดชอบความผิดพลาด และกล้าซ่อมแซมความเสียหายที่ตัวเองมีส่วนก่อขึ้นอย่างไม่หลบเลี่ยง

ระบบการประเมินผลในโรงเรียนแบบนี้ต้องค่อย ๆ เคลื่อนจากการจัดอันดับไปสู่การ “มองเห็นพัฒนาการของมนุษย์” มากกว่าการจัดลำดับของมนุษย์ คะแนนยังจำเป็น แต่ไม่ควรเป็นภาษาเดียวที่บอกคุณค่าของเด็ก การประเมินที่ดีควรเปิดพื้นที่ให้เด็กเห็นจุดแข็ง เห็นจุดอ่อน และเห็นเส้นทางการเติบโตของตัวเอง มากกว่าการบอกว่าเขาอยู่เหนือหรือใต้ใครในระบบการแข่งขันที่ไม่เคยยุติธรรมเท่ากันตั้งแต่ต้น

โรงเรียนที่สร้างผู้นำประชาธิปไตยต้องเปิด “พื้นที่การตัดสินใจร่วม” ให้เด็กได้ฝึกอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่เรื่องเล็กอย่างกติกาในห้อง การจัดกิจกรรม การออกแบบงานกลุ่ม ไปจนถึงเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างสภานักเรียนหรือการจัดการความขัดแย้งในโรงเรียน เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่ทฤษฎีที่เรียนจากกระดาษ แต่คือทักษะที่ต้องฝึกผ่านชีวิตจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพื้นที่ที่ความผิดพลาดยังไม่ทำลายใครจนเกินเยียวยา

ที่สำคัญที่สุด โรงเรียนแบบนี้ต้องเป็น “พื้นที่ที่ความแตกต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี” ทั้งความต่างทางความคิด ความสามารถ ฐานะ ภาษา วัฒนธรรม และตัวตน เด็กต้องได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นว่า ความไม่เหมือนกันไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่คือทรัพยากรของสังคม และการอยู่กับความต่างโดยไม่ทำลายกันคือทักษะผู้นำที่สำคัญกว่าการเอาชนะคนอื่นเสียอีก

บทบาทของผู้บริหารในโรงเรียนลักษณะนี้จึงไม่ใช่ผู้รักษาระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “ผู้ออกแบบวัฒนธรรมอำนาจ” ของทั้งองค์กร ผู้บริหารต้องกล้าฟังเสียงครู กล้ายอมรับความผิดพลาดของระบบ และกล้าปกป้องพื้นที่ถกเถียงอย่างสุจริต แม้จะทำให้โรงเรียนดูไม่เรียบร้อยสมบูรณ์แบบในสายตาภายนอกในบางช่วงเวลา เพราะประชาธิปไตยไม่เคยเติบโตในพื้นที่ที่เรียบร้อยเกินไป หากเติบโตในพื้นที่ที่มนุษย์กล้าเผชิญความไม่สมบูรณ์ของตัวเองอย่างซื่อตรง

บางทีโรงเรียนที่ดีต่อประชาธิปไตยอาจไม่ใช่โรงเรียนที่สงบที่สุด แต่คือโรงเรียนที่มีคำถามมากที่สุด มีการถกเถียงมากพอ และมีการซ่อมแซมความสัมพันธ์เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพราะในพื้นที่เช่นนั้น เด็กไม่ได้เพียงเรียนรู้จะเป็นนักเรียนที่ดี แต่กำลังเรียนรู้จะเป็นมนุษย์ที่อยู่กับอำนาจ ความแตกต่าง และความรับผิดชอบได้อย่างไม่แตกสลายในระยะยาว

จากห้องเรียนสู่รัฐสภา

การเมืองของประเทศไม่ได้เริ่มต้นในวันที่มีการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยไม่ได้เริ่มต้นในวันที่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากเริ่มต้นตั้งแต่วันที่เด็กคนหนึ่งถูกเรียกชื่อครั้งแรกในห้องเรียน และเรียนรู้ว่าการพูดของเขามีความหมายมากแค่ไหนในพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนั้น

ห้องเรียนคือพื้นที่แรกที่เด็กเรียนรู้ความหมายของคำว่า “อำนาจ” ผ่านประสบการณ์ตรงอย่างเป็นระบบ เด็กเรียนรู้ว่าจะฟังใคร จะเชื่อใคร จะตั้งคำถามกับใครได้ และควรเงียบกับใคร เด็กเรียนรู้ว่าความแตกต่างปลอดภัยหรือไม่ ความผิดพลาดให้อภัยได้แค่ไหน และเสียงของตัวเองมีที่ยืนจริงหรือเป็นเพียงเสียงรบกวนในสายตาของระบบ ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้หายไปเมื่อเขาออกจากโรงเรียน แต่กลายเป็นแบบจำลองที่เขานำไปใช้ทั้งชีวิต

เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นเข้าสู่มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน องค์กร และเวทีสาธารณะ เขาไม่ได้เริ่มเรียนรู้การเมืองใหม่จากศูนย์ เขานำบทเรียนจากห้องเรียนไปใช้กับหัวหน้า กับกฎหมาย กับผู้บริหาร กับนักการเมือง และกับอำนาจทุกรูปแบบที่เขาพบเจอ วิธีที่เขาฟัง วิธีที่เขาถก วิธีที่เขายอม วิธีที่เขาต่อต้าน และวิธีที่เขาใช้หรือไม่ใช้อำนาจ ล้วนมีรากมาจากวันที่เขานั่งอยู่หลังโต๊ะเรียนตัวเล็ก ๆ และค่อย ๆ เรียนรู้ทีละนิดว่า ในโลกใบนี้ อำนาจทำงานกับมนุษย์อย่างไร

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในหลายสังคม เราจึงเห็นผู้ใหญ่จำนวนมากไม่สบายใจกับการถกเถียง หลีกเลี่ยงความเห็นต่าง และโหยหาผู้นำที่เด็ดขาดมากกว่าระบบที่ซับซ้อน เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงระบบการเมือง แต่คือ “ทักษะชีวิต” ที่ต้องฝึกตั้งแต่วัยเด็ก และถ้าทักษะนี้ไม่เคยถูกฝึกอย่างจริงจังในห้องเรียน ประชาธิปไตยก็ย่อมกลายเป็นแนวคิดสวยงามที่เปราะบางอย่างยิ่งในโลกความจริง

บางทีเราจึงไม่ควรถามเพียงว่าประเทศนี้ควรมีผู้นำแบบไหน แต่ควรถามลึกลงไปกว่านั้นว่า ทุกเช้าในโรงเรียนทั่วประเทศ เรากำลังฝึกเด็กให้ “เข้าใจอำนาจ” แบบใด กำลังสอนเขาให้ “อยู่กับความแตกต่าง” อย่างไร และกำลังออกแบบเขาให้เป็นพลเมืองประเภทไหนในสังคมที่ซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้นทุกวัน

เพราะรัฐสภาไม่ได้เต็มไปด้วยมนุษย์ที่หล่นลงมาจากท้องฟ้า หากเต็มไปด้วยอดีตเด็กนักเรียนหลายล้านคนที่เคยยืนอยู่ในระเบียบแถว เคยนั่งเงียบอยู่หลังห้อง เคยถูกให้รางวัล เคยถูกลงโทษ และเคยเรียนรู้ทีละนิดว่า อำนาจควรทำงานกับมนุษย์อย่างไรตั้งแต่วันที่ยังไม่รู้จักคำว่าการเมืองเลยด้วยซ้ำ


Writer

Avatar photo

มิรา เวฬุภาค

Illustrator

Avatar photo

Arunnoon

มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด

Related Posts