มีตัว มีตน เป็นคนสำคัญรู้จักกระบวนการสร้าง Self ที่สำคัญกว่า Self-Esteem

เด็กที่ยืนพูดหน้าห้องได้อย่างมั่นใจ อาจไม่ได้มั่นคงกับตัวเองเลยสักนิด เด็กที่สอบได้ที่หนึ่ง อาจเป็นคนเดียวกับที่นอนร้องไห้ทุกคืนเพราะไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร และเด็กที่กล้าแสดงออก อาจไม่เคยได้รับอนุญาตให้รู้สึกเศร้าหรือสุขอย่างแท้จริง

เพราะ self กับ self-esteem ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

self คือความรู้สึกลึก ๆ ว่า “เรามีอยู่ในโลกนี้โดยไม่ต้องพิสูจน์” มันไม่ใช่ความกล้า ไม่ใช่ความเก่ง และไม่ต้องอธิบายให้ใครเข้าใจ self คือการมีจุดยืนข้างใน ที่ทำให้เรายืนอยู่กับความสับสน ความเจ็บปวด หรือความเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่รู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นลดค่าความเป็นมนุษย์ของเรา

ในขณะที่ self-esteem คือความรู้สึกว่า “เราเก่ง เราดี เรามีคุณค่า” ในแบบที่อาจผูกอยู่กับผลงาน การเปรียบเทียบ หรือคำชมจากคนอื่น self-esteem เปราะบางได้ง่ายเมื่อเราไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง หรือเมื่อเสียงภายนอกเงียบลง

เด็กที่มี self แต่ไม่มี self-esteem อาจยังไม่กล้าพูดหน้าห้อง อาจยังลังเล ไม่โดดเด่น ไม่มีรางวัลใด ๆ แต่เขารู้จักตัวเองดีพอจะไม่หลงทางตามคำคน เขารู้ว่าแม้เขาจะยังไม่เก่งในสายตาใคร เขาก็ยังมีค่าพอจะฟังเสียงในใจของตัวเอง

ในขณะเดียวกัน เด็กที่มี self-esteem แต่ไม่มี self มักจะไม่สามารถทนกับความไม่แน่นอนได้ พวกเขาอาจเก่ง มีชื่อเสียง เป็นตัวอย่าง แต่ข้างในกลับเต็มไปด้วยความกลัวว่าจะ “ไม่ดีพอ” ถ้าวันหนึ่งเขาล้มเหลว เขาอาจไม่เหลืออะไรให้ยึด

สิ่งที่ทำให้เด็กสองคนเติบโตมาไม่เหมือนกัน ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม หรือความสามารถ แต่เกิดจากวิธีที่เขาถูก มองเห็น และ ได้รับการรับฟัง ในวัยที่เขายังไม่แน่ใจตัวเองเลยด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร

Self กับ Self Esteem ต่างกันยังไง มาดูชีวิตเด็กสองคนที่ชื่อ ‘เอ’ และ ‘บี’

‘เอ’ เป็นเด็กที่ผู้ใหญ่หลายคนเรียกว่า “เด็กเก่ง” เขาเรียนดี วาดรูปเก่ง ท่องกลอนได้แม่น แข่งขันอะไรก็ได้รางวัล พ่อแม่ของเอเห็นแววลูกตั้งแต่ยังเล็ก พวกเขาพาเอไปเรียนพิเศษทุกอย่างที่คิดว่าเสริมความสามารถ พาไปแข่งทุกเวที และดีใจกับทุกเหรียญที่ลูกได้รับ

แต่เมื่อเออยากเล่นดนตรีที่เขาชอบ เขากลับถูกขอให้ฝึกเฉพาะเพลงสอบ เพลงประกวด และเมื่อเขาเศร้าหรือท้อแท้ พ่อแม่มักจะปลอบว่า “อย่าไปเสียใจเลยลูก เก่งเข้าไว้ดีกว่า อนาคตจะได้มีงานดี ๆ เลี้ยงพ่อแม่ได้”

เอจึงค่อย ๆ ซึมซับว่า ความรู้สึกของเขาไม่สำคัญเท่าความเก่ง เขาเรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อความคาดหวัง แทนที่จะเรียนรู้ตัวเอง เอมี self-esteem แต่มี self หรือไม่เป็นเรื่องที่ยังต้องตั้งคำถาม 

‘บี’ ยังไม่โดดเด่นเรื่องใดเป็นพิเศษ เธอร้องเพลงไม่เพราะ วาดรูปไม่เป็นทรง ไม่เคยได้รางวัลจากเวทีไหน แต่เธอชอบเก็บหิน เก็บเศษใบไม้ เอากระดาษมาตัดแปะเป็นกล่องแปลก ๆ และพ่อแม่ของบีก็เล่นด้วย บีให้พ่อแม่เล่นเป็นอะไร ถ้าพวกเขามีเวลาว่าง ก็จะเล่นตามนั้น 

เวลาบีร้องเพลงผิดคีย์ พ่อแม่ไม่ได้หัวเราะเยาะ แต่ร้องตาม เวลาบีบอกว่าอยากเล่นเฉย ๆ ไม่อยากไปแข่ง พ่อแม่ก็ยังอยู่กับเธอในเวลานั้น โดยไม่พยายามเร่งให้เธอ “มีของ”

และนี่คือบทต่อไปของเด็ก 2 คน

วัยอนุบาล: จุดเริ่มต้นของ self 

เอเริ่มต้นชีวิตในห้องเรียนอนุบาลท่ามกลางคำชม เขารู้ทันทีว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ครูพอใจ วาดรูปเป็น? ได้คะแนนดี? ยืนตัวตรง? ยิ่งทำ ยิ่งได้รางวัล เอจึงเรียนรู้เร็วมากว่า “ความเก่ง” คือสิ่งที่ผู้ใหญ่ให้คุณค่า และเขาได้รับคำชม และโดยไม่รู้ตัวเขาเข้าใจว่านั่นคือหนทางสู่การได้รับความรัก ในขณะที่ความรู้สึกผิดทุกครั้งที่ไม่สามารถทำได้ดีพอ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

บียังไม่มีอะไรที่โดดเด่น เธอยังวาดภาพแบบไม่มีหัว ไม่มีหาง และวาดตามใจ ร้องเพลงเพี้ยน แต่ก็ร้อง และชอบอยู่เงียบ ๆ อยู่กับหินที่เธอคิดว่ามันมีหน้า พ่อแม่ของบีไม่ได้มองว่าเธอแปลก พวกเขาฟังเธอเล่าเรื่องหินเหมือนกำลังอ่านนวนิยายของเธอเล่มหนึ่ง และนั่งลงเล่นด้วยโดยไม่มีการสอน ไม่มีการแนะวิธีทำให้ดีขึ้น

ในวัยที่หากย้อนกลับไปก็ยังไม่มีใครจำได้ว่าเคยทำอะไรบ้าง 

เด็กคนหนึ่งถูกฝึกให้เป็นคนที่ทุกคนต้องชื่นชม 

และอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความพิเศษอะไรในสายตาผู้ใหญ่ แต่กำลังให้ชีวิตนำพาการรู้จักตัวเองทีละเล็กละน้อย ด้วยความไว้วางใจและความปลอดภัยทางใจที่คนรอบตัวเธอมอบให้

ประถมต้น: ระหว่างความภาคภูมิใจกับความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง

เอกลายเป็นเด็กที่ใคร ๆ ก็ชื่นชม เขาสามารถทำทุกอย่างให้ดีได้ ไม่ใช่เพราะเขาชอบทุกอย่างนั้น แต่เพราะเขารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ ครูชม เขายิ่งทำ พ่อแม่พอใจ เขายิ่งพยายาม ความสามารถของเขาเติบโตเร็วพอ ๆ กับเงื่อนไขที่คนรอบข้างผูกความรักไว้กับความสำเร็จ เขารู้วิธีจะให้คนรัก แต่เขาไม่แน่ใจว่าจะรักตัวเองยังไงถ้าสักวันหนึ่งเขาทำพลาด

เขายิ้มได้ทุกครั้งที่มีคนบอกว่า “เก่งที่สุดเลยลูก” แต่ในวันธรรมดาที่ไม่มีใครชม เขากลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่มีผลงานใดให้เขายืนยันว่าตัวเองยังน่ารักอยู่หรือเปล่า

บีในวัยเดียวกันยังไม่ค้นพบสิ่งที่เรียกว่า “พรสวรรค์” เธอมีวันที่งุนงง และวันที่สับสน และวันที่อยากอยู่เฉย ๆ โดยไม่มีเหตุผล พ่อแม่ของบีไม่เคยบอกว่า ‘ควร’ หรือ ‘ต้อง’ ทำอะไรเพื่อให้เก่งขึ้น พวกเขาเพียงแต่ถามความรู้สึก และบอกว่า “ถ้าลูกยังไม่รู้ก็ไม่เป็นไร ลองอยู่กับมันไปก่อนก็ได้”

วันหนึ่งบีเอาใบไม้แห้งมาทำเป็นหน้าคน และเขียนชื่อให้มันว่า “คุณตาหายใจเบา ๆ ” พ่อแม่ของบีไม่ได้ถามว่าเอาไปทำอะไร หรือจะใช้ประโยชน์ยังไง พวกเขาแค่นั่งลงฟังเธอเล่าเรื่องต่อจากตรงนั้น เหมือนมันสำคัญเท่ากับการบ้านจากโรงเรียนของเธอ

เอได้เรียนรู้การเป็นที่หนึ่งให้ห้องเรียน

แต่บีได้เรียนรู้การเป็นที่หนึ่งของตัวเองทีละเล็ก ละน้อย 

มัธยมต้น: วันที่เริ่มได้ยินเสียงของตัวเอง (หรือหลงทางจากมัน)

เอยังคงเป็นเด็กที่ดูดีในสายตาทุกคน เขายังเรียนเก่ง ยังแข่งขันได้อันดับต้น ๆ ยังมีคนเอาเป็นแบบอย่าง แต่บางอย่างในใจเขาเริ่มเปลี่ยนไป เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับการรักษามาตรฐาน รู้สึกไม่อยากทำอะไรที่เคยชอบทำ เพราะกลัวทำพลาด กลัวผิดหวัง กลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับเหมือนเดิม เขาเริ่มพูดน้อยลงกับพ่อแม่ เพราะรู้ว่าเวลาพูดถึงความรู้สึกจะได้รับคำตอบว่า “อย่าคิดมากเลย ตั้งใจทำให้ดีที่สุดก็พอ”

เอกำลังกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ 

แต่เขาออกห่างไปจากตัวเองทุกวัน

ความมั่นใจ หรือ self-esteem ของเอ เติบโตเร็วมาก ในด้านที่คนอื่นๆ รอบตัวให้ความสำคัญ โตพร้อม ๆ กับความรู้สึกหวาดกลัวว่าจะถูกลืม เขาเรียนรู้ว่าต้องเก่ง ต้องโดดเด่น ต้องทำให้คนจำได้  เพราะวันไหนที่ไม่มีเสียงชม เขารู้สึกเหมือนตัวเองเลือนหาย เขายังคงมีชื่อเสียงและรางวัลเป็นเกราะป้องกัน แต่ข้างในเริ่มอ่อนล้าโดยไม่มีใครสังเกต

ส่วน self ของบีงอกขึ้นอย่างช้า ๆ จากวันที่มีใครบางคนนั่งอยู่ข้างเธอในตอนที่เธอยังไม่รู้ว่าจะพูดอะไร หรือจะเป็นอะไรดี แม้สังคมภายนอกให้ค่ากับความเก่งบางอย่างที่เป็นมาตรฐาน แต่เธอมั่นใจว่าเธอกำลังค้นหาอะไรบางอย่างที่อยู่นอกเส้นมาตรฐานนั้น การที่พ่อแม่ของบีไม่เคยกดดันให้เธอเก่งกว่าคนอื่น เธอมีเวลามากพอในวัยนี้ที่จะค้นหาว่าคุณค่าของเธออยู่ที่ไหน วันหนึ่งในช่วงมัธยมต้น บีเดินทางไปทำกิจกรรมจิตอาสาในชุมชน เธอค้นพบว่าเธอชอบวาดรูปให้กับพี่ๆ เพื่อนๆ ชอบตัดกระดาษและเอามาเรียงต่อกันเป็นภาพเล็ก ๆ เธอใช้เวลานั่งทำสิ่งเหล่านี้อย่างเพลิดเพลิน และเธอเริ่มนำมันมาเล่าเป็นเรื่องราว แล้วส่งกลับไปให้ผู้คนที่เธอพบเจอ คนเหล่านั้นดีใจ และบีก็รู้สึกดีใจ

มัธยมปลาย: การเลือกที่ไม่ใช่แค่สายการเรียน แต่คือชีวิตที่อยากมี

เอยืนอยู่หน้าบอร์ดแนะแนว มองชื่อคณะต่าง ๆ เหมือนเป็นเส้นทางชีวิตที่เขาต้องเลือกโดยไม่มีแผนที่ของใจตัวเอง เขารู้ว่าเขาควรเลือกสายวิทย์ เพราะเขาเรียนเก่งและคะแนนเขาถึง เขาเดาใจได้ว่าพ่อแม่คงอยากให้เป็นหมอ และเขาเอง… ก็ไม่รู้จะอยากอะไรไปมากกว่านั้นอีกแล้ว เพราะนั่นดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

เขาไม่ได้เกลียดชีววิทยา ไม่ได้กลัวฟิสิกส์ แต่ลึก ๆ ในใจเขาอยากทำบางอย่าง ซึ่งจริงๆ ก็ยังไม่รู้ว่าอยากทำอะไร มีบางอย่างที่ดึงดูดความสนใจของเขา เช่น นิเทศ ศิลปกรรม หรือวรรณกรรมตะวันออก เขาอยากเขียน อยากวาด อยากตั้งคำถามกับโลก แต่เขาก็ปัดความอยากเหล่านั้นออกไปทุกครั้งที่คิดถึงคำว่า “พ่อแม่หวังว่า…ลูกจะ…”

ในวันหนึ่งที่กล้าบอกว่าอยากเรียนศิลปะ เขาได้รับคำตอบจากพ่อแม่ว่า “จะไปทำมาหากินอะไรลูก” “เรียนเก่งขนาดนี้ก็ต้องไปทางนี้แล้วแหล่ะ” พร้อมรอยยิ้มปนเหนื่อยจากพ่อ และความเงียบจากแม่

เขารู้สึกผิด ไม่รู้เพราะอะไรถึงรู้สึกผิดทั้งๆ ที่ชีวิตก็เป็นของเขา แต่เพราะมีแค่ความรู้สึกผิดเท่านั้นที่เขาพอจะมีได้

ขณะที่บี กำลังเลือกว่าจะสมัครเข้าคณะอักษรศาสตร์ หรือศิลปกรรมศาสตร์ ดี เธอชอบเล่าเรื่อง และเธอก็ชอบวาดภาพ ทั้งที่ไม่มีใครในบ้านเคยเรียนทางนี้ และไม่มีใครรู้ว่าเรียนแล้วจะได้ทำงานอะไรแน่ชัด แต่เธอรู้ว่าเธอรักภาษา รักการเขียน รักการวาดภาพ รักการได้เข้าใจความคิดคนอื่นผ่านเรื่องเล่า พ่อแม่ของบีเพียงชวนมองอาชีพต่างๆ ในอนาคต ว่าสิ่งที่เธอทำมันอาจจะก่อรูปก่อร่างเป็นอะไรได้บ้าง เธอไม่ได้ชอบทั้งหมดที่พ่อแม่เล่าให้ฟัง 

แต่ก็นั่นแหล่ะ เธอสามารถบอกได้ว่า “เธอไม่ได้รู้สึกชอบ”

และอย่างไรก็ดี บีเป็นคนเลือกเส้นทางของเธอเอง

มหาวิทยาลัย: เมื่อโลกเริ่มไม่เหมือนที่เคยเรียนรู้


ที่คณะวิทยาศาสตร์​ เอไม่ได้เลือกแพทย์อย่างที่พ่อแม่หวังไว้ เขารู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ตลอดเวลา แต่ก็ยังเรียนได้ดี เขาไม่ได้ตกต่ำหรือทำให้ใครผิดหวัง เขายังสอบผ่าน ยังได้รับคำชมจากอาจารย์ แต่เขาเริ่มสงสัยว่าเขาชอบสิ่งนี้จริงไหม คำถามในใจประกอบกับความเหนื่อยล้าสะสมเริ่มกัดกินข้างใน โดยเฉพาะเมื่อการเรียนในมหาวิทยาลัยหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลาเดียวกันพ่อของเอก็เริ่มป่วยหนัก ทำให้เขาต้องเดินทางกลับบ้านบ่อยขึ้น ทั้งเพื่อเฝ้าพ่อและเพื่อเป็นลูกชายที่ “ไม่ทำให้ใครผิดหวัง” แม้ในวันที่หัวใจตัวเองแทบจะไม่เหลือแรง

ขณะเดียวกัน บีเริ่มล้มเหลวครั้งแรกในชีวิต เธอสอบตกวิชาภาษาโบราณที่เธอชอบมาก เธอเสียใจ แต่ไม่รู้สึกว่าโลกถล่ม เธอไปขอคำปรึกษาจากอาจารย์ อ่านซ้ำ ทบทวนใหม่ แล้วลองอีกครั้ง เธอไม่กลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ เพราะเธอรู้ว่าเธอยังอยากอยู่กับสิ่งนี้ และในช่วงที่แม่ของเธอกำลังเข้ารับการผ่าตัด บีก็เริ่มหางานพิเศษทำ เธอใช้ฝีมือวาดรูปขายในตลาดนัดวันหยุด และรับวาดภาพประกอบส่งให้สำนักพิมพ์เล็ก ๆ เพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายที่บ้าน แม้งานจะไม่ได้มีชื่อเสียง แต่เธอกลับรู้สึกว่าเธอได้ช่วยบางอย่างกับทางบ้าน

เอยังเป็น “เด็กดี” ที่ทุกคนภูมิใจ แต่ข้างในกำลังค่อย ๆ เหนื่อยล้าและจมลงในความเศร้าที่ไม่มีใครมองเห็น ส่วนบียังไม่มีใครพูดถึงว่าเธอจะประสบความสำเร็จไหม แต่เธอกำลังค่อย ๆ สร้างเข็มทิศชีวิตขึ้นมาในมือของตัวเอง

วัยทำงาน: ความสำเร็จที่ไม่ใช่คำตอบเดียว และการยืนอยู่กับตัวเองในวันที่ไม่มีใครตัดเกรดให้แล้ว

เอเริ่มทำงานในบริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง ทุกวันคือสนามสอบที่ไม่มีวันหยุด เขาเรียนรู้ไว ทำงานเก่ง และกลายเป็นดาวรุ่งที่ใครก็ฝากความหวังไว้ แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนวิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด ทุกครั้งที่ประสบความสำเร็จ เขาไม่ได้รู้สึกยินดี แต่ถอนหายใจด้วยความโล่งใจที่ “รอดอีกแล้ว” ชีวิตของเขากลายเป็นการหนีจากความผิดพลาด ไม่ใช่การเดินทางไปหาสิ่งที่รัก

หลังพ่อเสียไป ทุกอย่างเงียบลงอย่างประหลาด ไม่มีใครมาบอกเขาอีกแล้วว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร หรือว่าเขาทำได้ดีพอหรือยัง ความว่างเปล่าที่เหลืออยู่เริ่มขยายตัวราวกับหลุมดำที่ดูดแรงบันดาลใจไปหมด เขาเข้ากับเพื่อนที่ทำงานไม่ได้ การคุยในวงกินข้าวกลางวันเต็มไปด้วยเรื่องที่เขาไม่อยากมีส่วนร่วม เขาเริ่มแยกตัว ไม่รับสายเพื่อนเก่า และนั่งมองหน้าจอคอมฯ อย่างไร้โฟกัสนานเกินกว่าที่ควร

เขานอนไม่หลับ ฝันร้ายถึงการทำผิดพลาด และตื่นมาด้วยความรู้สึกว่าทั้งโลกกำลังรอดูเขาล้ม วันหนึ่ง เมื่อโปรเจกต์ใหญ่ที่เขารับผิดชอบเกิดความผิดพลาดเพราะระบบล่ม  แม้ไม่มีใครโทษเขาโดยตรง แต่เขากลับรู้สึกเหมือนทั้งโลกพังลงมา ภายในไม่กี่สัปดาห์ เขาขอลาออก ไม่มีแผน ไม่มีฝัน และไม่มีแม้แต่แรงจะถามตัวเองว่าอยากทำอะไรต่อ

ขณะเดียวกัน บีทำงานอยู่ในองค์กรเอกชนขนาดกลางได้ไม่นาน ก็เริ่มรู้ว่างานที่เธอทำไม่ใช่ทางของเธอจริง ๆ มันอาจมีคุณค่าในสายตาคนอื่น แต่มันไม่ได้จุดประกายให้เธออยากตื่นขึ้นมาทำต่อทุกวัน เธอจึงตัดสินใจลาออก ใช้เงินเก็บที่มีออกเดินทางไปยังชุมชนต่าง ๆ เพื่อเก็บเรื่องราวและเขียนหนังสือ เธอไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะพาเธอไปทางไหน อาจต้องใช้เวลาอีก 2–3 ปีถึงจะวางแผนใหม่ แต่เธอรู้แล้วว่าในตอนนี้ เธออยากทำสิ่งนี้มากพอที่จะยอมรับความไม่แน่นอน

สิ่งที่ต่างกันระหว่างเอกับบี ไม่ได้อยู่ที่ระดับสติปัญญาหรือจุดเริ่มต้นของชีวิต แต่อยู่ที่ “โครงสร้างของตัวตน” (self-structure) ที่พวกเขามี งานวิจัยทางจิตวิทยาพัฒนาการระบุว่า self ที่มั่นคง (stable sense of self) ทำหน้าที่เป็น “ฐานปลอดภัยภายใน” (internal secure base) ให้บุคคลสามารถเผชิญความล้มเหลวโดยไม่สูญเสียคุณค่าของตนเอง (Deci & Ryan, 2000; Kernis, 2003)

ความต่างนี้มักมองไม่เห็นในช่วงที่ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แต่จะปรากฏชัดเมื่อเผชิญความเปลี่ยนแปลงหรือแรงกดดันสูง Self ที่มั่นคงไม่ได้สร้างขึ้นจากคำชมเพียงอย่างเดียว แต่ก่อรูปจากการที่คน ๆ หนึ่งได้เรียนรู้ว่าคุณค่าของตนเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์สุดท้ายเสมอไป การเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ลองผิด ล้มพลาด และฟื้นตัว โดยที่ความรักหรือการยอมรับไม่ถูกถอดถอนคืน  เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเราสามารถมองความล้มเหลวเป็นเพียง “เหตุการณ์หนึ่ง” ไม่ใช่ “คำตัดสินตัวตน”

ในทางกลับกัน self-esteem ที่ขึ้นอยู่กับความสำเร็จ (contingent self-esteem) มีลักษณะ “เปราะ” (fragile self-esteem) เพราะผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับการยอมรับหรือผลงาน (Crocker & Wolfe, 2001) คนกลุ่มนี้มักทำได้ดีตราบเท่าที่ไม่มีอะไรผิดพลาด แต่เมื่อสะดุดเพียงครั้งเดียว ความรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีค่า” อาจครอบงำจนหมดแรงจะลุกขึ้นใหม่

กล่าวอีกอย่างคือ self ที่มั่นคงจะกระซิบว่า “เรายังเป็นเรา” แม้จะล้มพลาด แต่ self-esteem ที่พึ่งพาการยอมรับจากภายนอกจะตะโกนว่า “เราไม่เหลืออะไรแล้ว” เพียงเพราะความผิดพลาดครั้งเดียว และนี่คือเหตุผลว่าทำไม ในวันที่ไม่มีใครให้คะแนนเราอีกต่อไป เอจึงรู้สึกเหมือนกำลังหลงทางในความว่างเปล่า ขณะที่บียังพอมีแสงนำทางอยู่ข้างใน แม้จะไม่รู้ว่าปลายทางคือที่ใด

SELF คือความมั่นคงภายในที่จะติดตัวเด็กตลอดไป ส่วน SELF-ESTEEM ที่ผูกกับความสำเร็จจากภายนอกนั้นเปราะบางเพียงพอที่จะทำให้ตัวตนหายไปพร้อมกับเสียงปรบมือที่เงียบลง

วันหนึ่ง เอกับบีอาจไม่ได้อยู่ในชีวิตของกันและกันอีกต่อไป แต่เส้นทางของพวกเขาคือภาพสะท้อนที่พ่อแม่ควรใคร่ครวญอย่างเงียบ ๆ

เพราะในโลกที่รางวัล เกรด และคำชื่นชมมักถูกใช้เป็นเครื่องวัดคุณค่าของคน เราอาจเผลอเลี้ยงลูกให้ รู้จักความสำเร็จก่อนจะรู้จักตัวเอง และในที่สุด เขาอาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ทำทุกอย่างเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่คนอื่นพอใจ มากกว่าทำเพื่อสิ่งที่สอดคล้องกับตัวตนของเขาเอง

งานวิจัยด้านจิตวิทยาพัฒนาการชี้ว่า self ที่มั่นคงทำหน้าที่เป็น “ฐานปลอดภัยภายใน” (internal secure base) ให้มนุษย์สามารถเผชิญความล้มเหลวโดยไม่สูญเสียความรู้สึกมีคุณค่า ในขณะที่ self-esteem ที่ผูกกับความสำเร็จ (contingent self-esteem) นั้นเปราะบาง เพราะขึ้นอยู่กับการยอมรับจากภายนอก เมื่อเสียงปรบมือเงียบลง ตัวตนก็มักหายไปด้วย

ดังนั้น หน้าที่ของพ่อแม่จึงไม่ใช่เพียงมอบโอกาสให้ลูกชนะ แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้เขาเชื่อได้ว่า ต่อให้แพ้ เขาก็ยังเป็นคนที่มีค่าเพียงพอที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

อ้างอิง

  • Deci, E. L., & Ryan, R. M. (2000). The “what” and “why” of goal pursuits: Human needs and the self-determination of behavior. Psychological Inquiry, 11(4), 227–268.
  • Kernis, M. H. (2003). Toward a conceptualization of optimal self-esteem. Psychological Inquiry, 14(1), 1–26.
  • Crocker, J., & Wolfe, C. T. (2001). Contingencies of self-worth. Psychological Review, 108(3), 593–623.

Writer

Avatar photo

Admin Mappa Mappa

Illustrator

Avatar photo

Arunnoon

มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด

Related Posts