สายสัมพันธ์ คือภาษาที่เด็กเข้าใจก่อนจะมีคำพูด และคือการยืนยันว่าตัวตนของเขามีที่ยืน ก่อนที่พัฒนาการทั้งหมดจะเริ่มต้นขึ้น
เด็กไม่ได้ต้องการของเล่นหรอก เด็กต้องการคุณ
ไม่ใช่คุณที่วิ่งวุ่นหาของดีที่สุดมาให้เขา แต่คุณที่ยังอยู่ตรงนั้น ในวันที่เขาร้องอยากให้อุ้ม ในวันที่เขาอยากให้คุณดูเขาเตะบอล ในวันที่เขากลับมาบ้านแล้วเล่าว่าโดนเพื่อนแกล้ง และยังไม่แน่ใจว่าโดนรังแกจริงไหม ในวันที่เขาทำบางอย่างสำเร็จ และเชื่อไหมว่า เขาไม่ได้ต้องการคำแนะนำว่า “คราวหน้าต้องสู้กลับ” เขาแค่ต้องการให้คุณฟังเขาให้จบ โดยไม่รีบสอนอะไรเลย และในวันที่เขาไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกยังไง เขาไม่ได้ต้องการให้คุณเข้าใจทันที เขาแค่ต้องการรู้ว่าคุณยังฟังอยู่ แม้คุณจะไม่เข้าใจทั้งหมดก็ตาม
และในวันที่คุณเองก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน
บางทีเขาไม่ได้รอคำตอบ
เขาแค่รอ “คุณ” ต่างหาก
ก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะเริ่มหมุดหมายพัฒนาการ ก่อนเด็กจะคิดเองเป็น รู้จักควบคุมอารมณ์ หรือจัดการชีวิตได้ด้วยตัวเอง ก่อนทุกอย่างเหล่านั้นจะเกิดขึ้น เขาต้องรู้เสียก่อนว่าเขามีตัวตนอยู่ในโลกนี้ และตัวตน (Self) นั้น “มีค่า” ในสายตาของใครสักคนจริง ๆ ไม่ใช่มีค่าเพราะทำดี ไม่ใช่มีค่าเพราะสอบได้ที่หนึ่ง แต่มีค่าแม้ในวันที่ร้องไห้เสียงดัง ไม่เก็บของเล่น พูดจาไม่เพราะ หรือทำให้คุณผิดหวัง เขาก็ยังมี “ตัวตน” อยู่
เพราะมนุษย์เราไม่มีใครสามารถสร้างตัวตนขึ้นมาเพียงลำพัง การจะมีตัวตนได้ต้องมีสายตาของคนหนึ่งคน “มองเห็น” ตัวตนของเขาเสมอ
“Self” หรือตัวตน ไม่ได้แปลว่าความมั่นใจ แต่คือการรับรู้ว่าเราคือใคร บนโลกใบนี้ และไม่ได้เกิดขึ้นจากการพัฒนา แต่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่สม่ำเสมอ อ่อนโยน และซื่อตรงต่อกัน เมื่อมีใครสักคนยอมรับเราอย่างที่เราเป็นได้ เราจึงค่อย ๆ กล้ายอมรับตัวเอง ความมั่นคงภายในจิตใจจึงก่อตัวขึ้นจากภายนอก ไม่ใช่ด้วยคำสอน แต่ด้วยความรู้สึกว่าเราไม่ได้ถูกทิ้ง
เพราะฉะนั้น การจะทำให้เด็กคนหนึ่งเรียนรู้ได้ดี มีวินัย รู้จักควบคุมตัวเอง หรือพัฒนา EF ไม่ได้เริ่มที่การฝึกอย่างมีระบบ แต่มันเริ่มจากการที่เขาเคยมีใครบางคน อยู่กับเขาในวันที่ยังไม่มีอะไรเลย แม้แต่คำพูดที่เป็นคำ
เด็กที่เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง ไม่ใช่เด็กที่ได้รับทุกอย่างพร้อมตั้งแต่ต้น แต่คือเด็กที่รู้ว่า ต่อให้เขาจะไม่มีอะไรเลย ก็ยังมีคนที่ “อยู่” ตรงนั้นกับเขาเสมอ
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “สายสัมพันธ์”
ก่อนจะพัฒนาเด็ก เราต้องให้เขาได้มีตัวตน (Self) ก่อน
เราชอบถามกันว่า จะทำอย่างไรให้เด็กมี EF ดี
จะสอนวินัยได้อย่างไรโดยไม่ต้องตี
จะทำให้เขารู้จักตัวเองได้ไว ๆ ได้อย่างไร
แต่เรามักลืมคำถามง่ายที่สุด คำถามที่ไม่ต้องมีเทคนิค ไม่ต้องมีเครื่องมือ ไม่ต้องอ่านหนังสือจิตวิทยาเล่มไหนคำถามนั้นคือ
เรามองเห็นเขาจริง ๆ แล้วหรือยัง
ในโลกที่ทุกอย่างวัดได้ เราอาจลืมไปว่า เด็กไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ต้องถูกอัปเกรด แต่คือมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังมองหาเหตุผลในการ “มีอยู่” ของตัวเอง เด็กคนหนึ่งจะเชื่อมั่นในตัวเองได้ ก็ต่อเมื่อเขาเชื่อก่อนว่า เขามีอยู่ในสายตาของใครสักคน และตัวตนนั้น “เป็นที่ต้องการ” โดยไม่ต้องพิสูจน์อะไร
เรามักตั้งเป้าหมายให้เขาเก่งขึ้น ควบคุมตัวเองได้มากขึ้น มีวินัย รู้เป้าหมายชีวิต มีทักษะทางอารมณ์ ฯลฯ แต่เราลืมถามสิ่งพื้นฐานที่สุดว่า เด็กคนนี้รู้หรือเปล่าว่าเขาถูกรับฟัง รู้สึกไหมว่าเขาถูกเข้าใจ หรือแค่ “ถูกแก้ไข” ไปเรื่อย ๆ ด้วยความหวังดี
พ่อแม่หลายคนตั้งใจดี เหนื่อยจนไม่ได้นอนก็ยังอยากให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุด แต่บางครั้ง สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่สิ่งที่เราหามาให้ แต่อาจเป็นการที่เราหยุดเพื่อ “มอง” เขาจริง ๆ สักครั้ง มองโดยไม่มีความคาดหวัง ไม่มีแผนพัฒนา ไม่เอามาตรฐานของใครมาเทียบ มองแค่ว่า เขาเป็นใคร เขารู้สึกยังไง และตอนนี้เขาต้องการอะไรจากเรา
เพราะในทุกความพยายามจะ “พัฒนา” ลูก เราอาจกำลังหลงลืมบางอย่างที่สำคัญที่สุดไป นั่นคือ เราไม่ได้เริ่มจากการยอมให้เขาเป็นเขาก่อน หรือเรายังไม่ได้ปล่อยให้เขามีโอกาสได้สร้าง ‘Self’ หรือตัวตนของตัวเอง ด้วยตัวเองเลย
เด็กที่ไม่มี Self ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังเดินอยู่ในโลกที่ไม่มีน้ำหนักของตัวเอง ทุกย่างก้าวที่เขาเดิน ไม่ใช่การ “เลือก” แต่เป็นการ “ตอบสนอง” กับสิ่งรอบตัว เขาอาจเรียนรู้ได้ เขาอาจจำได้ เขาอาจทำตามได้ดีมากในสายตาผู้ใหญ่ แต่ทั้งหมดนั้นคือการเรียนรู้จากความกลัว ไม่ใช่จากแรงขับเคลื่อนภายในตัวเขา
เพราะ Self ไม่ได้หมายถึงความมั่นใจ หรือความกล้าพูดในห้องเรียน แต่คือรากภายในที่เด็กจะใช้ยืนบนโลกนี้ได้อย่างไม่สั่นคลอน เด็กที่มี Self จะสามารถบอกได้ว่า “ฉันคิดยังไง” ไม่ใช่แค่ “คนอื่นอยากให้ฉันคิดยังไง” เขาจะสามารถกล้าสงสัย และกล้ายอมรับว่าไม่รู้ โดยไม่รู้สึกว่าคุณค่าของเขาหายไป เด็กแบบนี้จะเรียนรู้เพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เรียนเพื่อเอาตัวรอด
ในทางตรงกันข้าม เด็กที่ไม่มี Self จะใช้พลังมหาศาลไปกับการทำให้ตัวเอง “กลืนไปกับความคาดหวัง” เขาอาจเป็นเด็กเรียบร้อย เด็กเรียนดี เด็กที่ “ไม่เคยมีปัญหา” แต่ลึกลงไป เขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยากรู้อะไร เขาอาจเรียนรู้เร็ว แต่ไม่มีแรงขับภายในจริง ๆ เขาอาจเก่งมาก แต่กลัวผิดจนไม่กล้าคิดต่างเลยแม้แต่นิดเดียว
และเด็กบางคน…อาจเลือกหายไปเลย
เงียบลง ถอนตัว ไม่เอาอะไรทั้งนั้น เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเอา “ตัวตนอะไร” ไปเรียนรู้ในโลกนี้
เพราะสุดท้ายแล้ว เราจะเรียนรู้อะไรได้อย่างแท้จริงได้อย่างไร
ถ้าเราไม่เคยรู้สึกเลยว่า “เราเองมีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้จริง ๆ”
แล้วเด็กจะสร้างตัวตนได้อย่างไร
คำตอบคือ เด็กต้องมี “สายสัมพันธ์” ที่มั่นคง
คำว่า Self หรือ “ตัวตน” ฟังดูเหมือนเป็นสิ่งที่เด็กสร้างขึ้นเอง แต่ในความเป็นจริง มนุษย์ไม่สามารถสร้างตัวตนโดยลำพัง เด็กจะรู้ว่า “เขาเป็นใคร” ได้ ก็ต่อเมื่อเคยมีใครบางคนบอกเขาว่า “ฉันเห็นเธอนะ” ไม่ได้บอกด้วยคำพูด แต่ทำให้เด็กรู้สึกจริงๆ ว่าเขาได้รับการมองเห็น และแม้ในวันที่เขาไม่เก่ง เห็นแม้ในวันที่เขาทำให้เราผิดหวัง ยังมีคนที่พร้อม “อยู่” ตรงนั้นกับเขา
งานวิจัยในสายจิตวิทยาพัฒนาการโดย Erik Erikson เคยกล่าวไว้ว่า “Identity grows through relationships.” ประโยคนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่หากเราคิดให้ลึก มันกำลังบอกเราว่าตัวตนของมนุษย์ไม่เคยเป็นสิ่งที่สร้างเสร็จจากภายในตัวเองเพียงลำพัง ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดขึ้นมาได้ในหัวหรือประกาศว่า “เราคือใคร” ได้จากการอยู่คนเดียว แต่มันคือสิ่งที่ก่อรูปขึ้นช้า ๆ จากการที่เราเคยมีใครบางคนมองเห็น ยอมรับ และไม่ถอยห่างในระหว่างที่เรายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเรากำลังจะเป็นใคร
เด็กจะเริ่มเข้าใจตัวเองก็ต่อเมื่อเขาเห็นภาพสะท้อนตัวเองในสายตาของใครบางคนที่ปลอดภัยพอจะมองเขาตามจริง เห็นทั้งวันที่เขาทำได้ดี และวันที่เขายังสับสน เด็กที่เคยถูกเห็นและยอมรับแม้ในวันที่ไม่น่ารัก จะเติบโตมาโดยไม่ต้องปั้นตัวตนขึ้นมาเพื่อเอาตัวรอดในความสัมพันธ์ แต่จะค่อย ๆ เติบโตในแบบที่กล้าถามตัวเองว่าเขาอยากเป็นใครจริง ๆ โดยไม่กลัวว่าจะถูกทิ้งถ้าคำตอบนั้นไม่ตรงกับสิ่งที่ใครคาดไว้
เพราะตัวตนของมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่สกัดมาจากความคิดอย่างเดียวดิบ ๆ แต่มันเติบโตผ่านการตอบสนองของคนรอบข้าง ผ่านความสัมพันธ์ที่ไม่หายไปแม้ในวันที่เราเปราะบางที่สุด และในช่วงวัยเด็กความสัมพันธ์นั้นสำคัญถึงขั้นเป็นตัวกำหนดว่า เด็กจะใช้ชีวิตในโลกนี้ด้วยท่าทีแบบไหน เขาจะออกไปสำรวจด้วยความมั่นใจ หรืออยู่กับความรู้สึกว่าเขาไม่มีที่ยืน เขาจะกล้าลองผิดลองถูก หรือจะพยายามเป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นต้องการเพื่อจะไม่ถูกปฏิเสธอีก
ในความหมายลึกที่สุด “ตัวตน” ไม่ได้เติบโตจากการที่เด็กเข้าใจตัวเอง แต่จากการที่เขาเคยมีใครสักคนยืนยันว่าเขามีอยู่จริง แม้ในวันที่เขายังไม่เข้าใจตัวเองเลยด้วยซ้ำ
ในทำนองเดียวกัน John Bowlby ผู้บุกเบิกทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory) ระบุชัดว่า
สายสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ดูแลหลัก (caregiver) คือฐานแรกสุดของพฤติกรรม การเรียนรู้ และการมีตัวตนทางอารมณ์
ถ้าสายสัมพันธ์นั้นมั่นคง เด็กจะกล้าออกไปสำรวจโลก แต่ถ้าสายสัมพันธ์นั้นไม่แน่นแฟ้น เด็กจะกลับเข้ามาอยู่ภายในตัวเอง และพยายาม “ทำทุกอย่าง” เพื่อให้ตัวเองมีค่าในสายตาคนอื่น
ความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่เรื่อง “ความรัก” แต่คือโครงสร้างทางจิตใจ
สายสัมพันธ์ที่มั่นคงเป็นเหมือน “กล้ามเนื้อภายใน” ที่ทำให้เด็กยืนอยู่ในโลกนี้ได้โดยไม่ล้มง่าย ๆ ความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่เรื่อง “ความรัก” ในแบบที่เราคุ้นชิน ไม่ใช่แค่การกอดหรือการพูดจาอ่อนโยนเท่านั้น แต่คือโครงสร้างภายในที่มองไม่เห็น เป็นเหมือนเสาโครงของจิตใจที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งยืนอยู่ได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เด็กที่เติบโตมากับสายสัมพันธ์ที่มั่นคง ไม่ได้แค่ได้รับความอบอุ่นทางอารมณ์ แต่กำลังได้รับแบบฝึกหัดสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต คือการได้เรียนรู้ว่าอารมณ์ทั้งหมดของเขานั้น “มีที่ไป” และไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกซ่อนหรือลงโทษทันทีที่มันเกิดขึ้น
Daniel Siegel ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและความสัมพันธ์อธิบายว่า สมองของเด็กจะสามารถพัฒนากลไกควบคุมตนเอง (self-regulation) ได้ ก็ต่อเมื่อเขาได้ผ่านประสบการณ์ของการถูก “co-regulate” หรือพูดง่าย ๆ คือ ได้รับการช่วยจัดการอารมณ์ร่วมกับผู้ใหญ่ที่มีความมั่นคงทางอารมณ์เพียงพอจะรับมือกับความวุ่นวายของเขาได้ เมื่อเด็กโกรธ แล้วมีผู้ใหญ่ที่ไม่รีบสั่งให้หยุดร้อง แต่รับรู้ความโกรธนั้นอย่างสงบ เมื่อเด็กสับสน แล้วมีใครสักคนไม่เร่งให้เขารีบเข้าใจ แต่ยอมอยู่ข้าง ๆ กับความไม่รู้เหล่านั้น นั่นคือการที่เด็กกำลังซึมซับบทเรียนที่ลึกที่สุดเกี่ยวกับอารมณ์ของมนุษย์ ไม่ใช่บทเรียนในรูปของคำพูด แต่ในรูปของการอยู่ข้างๆ
เพราะฉะนั้น เวลาที่เราพูดถึงทักษะ EF ซึ่งรวมถึงความจดจ่อ การควบคุมแรงกระตุ้น การคิดไตร่ตรอง การจัดลำดับเป้าหมาย หรือการมองภาพใหญ่ให้ไกลกว่าอารมณ์ชั่ววูบ เรามักเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของสมอง แต่ในความจริง มันเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการที่เริ่มจากความสัมพันธ์ เพราะถ้าไม่มีใครเคยอยู่กับเราในวันที่เราวุ่นวาย เราแทบไม่มีทางรู้วิธีจัดการความวุ่นวายเหล่านั้นด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ
EF จึงไม่ใช่เรื่องของการฝึก “ควบคุม” แต่คือเรื่องของการเคยถูกใครสักคน “รับไว้ได้” มาก่อน เมื่อเด็กได้รับการยอมรับว่าอารมณ์ที่เปราะบางของเขานั้นไม่เป็นภัย และไม่ทำให้ใครจากไป เขาจึงค่อย ๆ ซึมซับความมั่นคงภายในที่จะยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองในวันที่ไม่มีใครแล้วจริง ๆ
เพราะฉะนั้น เมื่อเราถามว่า ทำไมลูกควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทำไมเขาไม่มีวินัย ทำไมเขาไม่รู้จักจัดการตัวเอง คำตอบอาจไม่เริ่มที่แบบฝึกหัด EF หรือสื่อการสอน แต่เริ่มที่คำถามว่า เขาเคยมีใครอยู่กับเขาไหม ในวันที่เขายังจัดการอะไรไม่ได้เลย
นี่คือเหตุผลที่ EF ไม่ได้เริ่มจากสมอง แต่มันเริ่มจาก “สายสัมพันธ์”
Self ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เด็กมั่นใจ แต่มีไว้เพื่อให้เด็ก “ไม่หายไปจากตัวเอง”
Self ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เด็กมั่นใจหรือโดดเด่นกว่าใคร แต่มีไว้เพื่อให้เขาไม่หายไปจากตัวเองในวันที่ทุกอย่างรอบตัวพังทลาย เด็กที่มี Self จะไม่ทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเขาดีหรือเก่ง แต่จะกลายเป็นคนที่รู้ว่าเขาคือใคร รู้ว่าเขารู้สึกอะไร และกล้าที่จะใช้ชีวิตในจังหวะของตัวเองโดยไม่ต้องเร่งให้ทันใคร หรือหลบเพื่อให้ปลอดภัยจากการตัดสินของคนอื่น ความมั่นคงของ Self ไม่ได้แปลว่าเขาต้องมั่นใจเสมอ แต่มันคือการมีพื้นที่ภายในให้ตัวเองพัก ยอมรับ และลุกขึ้นใหม่ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาอนุญาต
นักจิตวิทยา Edward Deci และ Richard Ryan กล่าวไว้ในแนวคิด Self-Determination Theory ว่า มนุษย์จะมีแรงขับเคลื่อนภายในอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อเขารู้สึกว่าตัวตนของเขามีอยู่ ตัวตนนั้นมีค่า และตัวตนนั้นไม่ถูกบังคับ เด็กที่เติบโตมาในสายสัมพันธ์ที่มั่นคงจะได้รับความรู้สึกเหล่านี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เขาไม่ต้องรีบเป็นใคร และไม่ต้องสร้างตัวตนขึ้นมาเพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้อื่น แต่จะค่อย ๆ รู้ว่าเขาอยากเป็นใครในแบบที่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทิ้ง
ในทางกลับกัน เด็กที่เติบโตมาโดยไม่มี Self มักจะทำทุกอย่าง “เพื่อให้ได้รับการยอมรับ” เขาอาจเชื่อว่าเขามีคุณค่า ก็ต่อเมื่อเขาทำตัวได้ดีพอ หรือเป็นประโยชน์พอ หรือไม่มีปัญหามากพอ เด็กแบบนี้จะพยายามจนเก่ง อาจกลายเป็นนักเรียนที่ไม่มีที่ติ เป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานหนักที่สุดในห้อง หรือเป็นคนที่ทุกคนไว้ใจ แต่ลึกลงไป เขาไม่เคยเชื่อเลยว่าเขามีค่าจริง ๆ เพราะคุณค่านั้นไม่เคยถูกมองเห็นตั้งแต่ต้น เขาอาจรักคนอื่นได้ แต่ไม่เคยกล้าขอให้ใครรักเขาอย่างแท้จริง เขาอาจมีความสัมพันธ์มากมาย แต่ไม่เคยรู้สึกว่าเขา “เป็นของตัวเอง” ในที่ใดที่หนึ่งเลยจริง ๆ
ผู้ใหญ่จำนวนมากที่รู้สึกเหนื่อยล้าเรื้อรัง ไม่ได้เหนื่อยเพราะทำงานหนักเกินไป แต่เหนื่อยเพราะกำลังใช้พลังมหาศาลในการประคองชีวิตที่ไม่มีใครเคยมองเห็น ไม่มีใครยืนยันว่าเขามีค่าตั้งแต่แรก เขาใช้ชีวิตเหมือนคนที่ต้อง “มีประโยชน์” ตลอดเวลาเพื่อจะไม่ถูกละเลย และพอหยุดทำอะไรไม่ได้ เขาก็ไม่รู้จะเป็นใครอีกต่อไป และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง อาจไม่ใช่การล้มเหลวในชีวิต แต่อาจคือการไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ชีวิตนี้เป็นของตัวเองหรือเปล่า
กลับมาที่คำถามแรกอีกครั้ง… เด็กต้องการอะไรจากคุณ?
เขาไม่ได้ต้องการโรงเรียนดีที่สุด ไม่ต้องการของเล่นแพงที่สุด ไม่ต้องการทฤษฎีเลี้ยงลูกแบบเข้าใจสมอง ไม่ต้องการห้องเรียนที่สอนล้ำกว่าใคร และไม่ต้องการพ่อแม่ที่รู้ทุกคำตอบในโลกนี้
เขาต้องการแค่ “คุณ”
คุณที่ยังอยู่ตรงนั้น แม้ในวันที่เขาไม่น่ารัก
คุณที่ไม่ได้หายไป แม้คุณจะเหนื่อย
คุณที่ไม่เร่งให้เขาโต ทั้งที่ใจคุณก็อยากให้เขารับมือได้แล้ว
คุณที่ยอมอยู่ข้าง ๆ แม้ไม่รู้จะพูดอะไรเลย
ก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะมี Self
ก่อนที่เขาจะกล้าออกไปค้นหาตัวเอง
ก่อนที่เขาจะมีแรงขับ หรือ EF หรืออะไรที่ต้องวิ่งตามหมุดหมายพัฒนาการ
เขาต้องเคยมีใครสักคนที่ “อยู่กับเขา” อย่างแท้จริง
อยู่แบบไม่สั่นไหว และแม้ไม่ต้องรู้ว่าจะช่วยยังไง
แต่ยังเลือกจะอยู่ เพราะรู้ว่า…เขาไม่ควรถูกทิ้ง
และคนคนนั้น ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องดี ไม่ต้องพร้อม
แค่ “อย่าเพิ่งหายไป”
เพราะการที่คุณอยู่ตรงนั้น…คือการบอกว่าเขายังมีตัวตนอยู่ตรงนี้
เด็กไม่ได้ต้องการของเล่นหรอก
เขาแค่ต้องการรู้ว่า ถึงเขาจะร้องไห้ เสียใจ โวยวาย หรือเงียบไปเลย
คุณก็จะยังอยู่
อยู่ตรงนี้
เหมือนทุกวันที่ผ่านมา
และเหมือนทุกวันที่จะมีหลังจากนี้
และนั่น…อาจเป็นคำตอบเดียว ที่เขารอทั้งชีวิต

