ภาพครอบครัวที่เราเคยเชื่อว่ามีแบบเดียว พ่อ แม่ ลูก และผู้สูงวัยที่เป็นศูนย์กลาง กำลังเปลี่ยนไปภายในบ้านหลังเดิมที่เคยเต็มไปด้วยกติกาและความคาดหวัง เริ่มถูกแต้มด้วยสีใหม่ ๆ จากรุ่นลูกและรุ่นหลาน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานข้ามวัฒนธรรม การมีคู่รักเพศเดียวกัน หรือการเลือกใช้ชีวิตที่ไม่เดินตามแบบแผนที่สังคมเคยกำหนด
สำหรับผู้สูงวัย หลายอย่างในโลกใหม่นี้อาจดูสั่นคลอน: สิ่งที่เคยเชื่อว่า “ถูกต้อง” ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียง สิ่งที่เคยแน่นอนว่าคือ “อนาคตที่ดี” กลับถูกเด็ก ๆ ปฏิเสธ และในหลายครอบครัว เสียงของคนรุ่นเก่าอาจแปรเปลี่ยนเป็นเพียงความทรงจำที่ลูกหลานฟังด้วยมารยาทมากกว่าความศรัทธา
แต่หากมองอีกแง่หนึ่ง ครอบครัวหลากหลายเหล่านี้อาจไม่ใช่การรื้อทำลาย แต่คือการเปิดพื้นที่ใหม่ พื้นที่ที่ผู้สูงวัยไม่ต้องเป็นเพียงสัญลักษณ์ของอดีต แต่สามารถเป็น “เพื่อนร่วมทาง” ที่เรียนรู้ไปกับลูกหลานในความจริงที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน บ้านที่หลากหลายจึงกลายเป็นสนามทดลองว่า ความรักจะยืดหยุ่นพอหรือไม่ที่จะโอบรับทั้งสิ่งที่คุ้นเคยและสิ่งที่ไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมของเรา
และคำถามสำคัญที่ซ่อนอยู่ในทุกบ้านคือ: เมื่อเจเนอเรชันต้องชนกับเพศสภาพและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป บ้านยังจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกันได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นสนามรบเล็ก ๆ ที่ทำให้คนในครอบครัวกลัวที่จะเป็นตัวเอง?
รอยต่อของเจเนอเรชัน : เมื่อ “ความกตัญญู” ไม่ได้มีสูตรเดียว
ในบ้านที่มีผู้สูงวัยอยู่ด้วย คำว่า “กตัญญู” มักลอยอยู่เหมือนกฎที่ไม่มีใครตั้งคำถาม มันคือคุณค่าที่หล่อเลี้ยงสังคมไทยมาหลายชั่วอายุคน แต่ในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ความหมายของมันไม่ได้ถูกส่งต่อมาแบบเดิมอีกแล้ว
สำหรับผู้สูงวัย “กตัญญู” อาจหมายถึงการเชื่อฟัง การทำตามคำแนะนำ การอยู่ใกล้ชิดและดูแลยามแก่ชรา ขณะที่สำหรับลูกหลานยุคใหม่ ที่เติบโตมากับโลกที่ยกย่องเสรีภาพในการเลือกชีวิต กตัญญูถูกตีความใหม่ว่า คือการซื่อสัตย์กับตัวเอง แต่ยังไม่ทอดทิ้งครอบครัว มันไม่ใช่การเชื่อฟังโดยไม่ตั้งคำถาม แต่คือการหาวิธีดูแลที่ไม่ทำลายตัวตน
งานวิจัยจาก Pew Research Center (2022) ชี้ว่าในหลายประเทศเอเชีย ลูกหลานรุ่นใหม่เริ่มปฏิเสธแบบแผนของ “filial piety” ที่มุ่งเน้นการเชื่อฟัง แต่กลับสร้างความสัมพันธ์กับพ่อแม่และปู่ย่าในรูปแบบที่เท่าเทียมและเปิดกว้างมากขึ้น เช่น การเลือกจะอยู่ห่างไกลแต่ส่งการสนับสนุนทางการเงิน การสร้างเวลาเจอกันที่เต็มไปด้วยคุณภาพมากกว่าความถี่ หรือแม้กระทั่งการปกป้องขอบเขตส่วนตัวของตัวเองเพื่อให้ความสัมพันธ์ยั่งยืน
นี่คือจุดที่ความตึงเครียดมักเกิดขึ้น เพราะสิ่งที่ผู้สูงวัยเห็นว่าเป็น “การห่างเหิน” ลูกหลานอาจมองว่าเป็น “การดูแลแบบใหม่” การตีความที่ต่างกันนี้ไม่ได้แปลว่าความรักหายไป แต่มันสะท้อนความจริงว่า ความรักกำลังหาทางปรับตัวให้อยู่ได้ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม
และบางที สิ่งที่ผู้สูงวัยอาจต้องการไม่ใช่การเชื่อฟังทุกอย่างเหมือนเมื่อก่อน แต่คือการได้มั่นใจว่า ต่อให้ลูกหลานเลือกทางที่ต่างไป เขาก็ยังถูกผูกโยงอยู่ในความรักที่ไม่ทอดทิ้งกัน
เพศสภาพที่ขยาย และความรักที่ข้ามพรมแดนวัฒนธรรม
ในบ้านที่มีผู้สูงวัย การประกาศตัวตนของลูกหลานว่าเป็นเกย์ เลสเบียน ไบเซ็กชวล หรือไม่ระบุเพศ ไม่ใช่เรื่องง่าย มันเหมือนการเปิดหน้าต่างบานใหม่ในบ้านที่เคยปิดแน่นมาหลายสิบปี แสงใหม่ที่ส่องเข้ามาอาจทำให้บางคนรู้สึกอบอุ่น แต่ก็ทำให้บางคนแสบตา
ผู้สูงวัยหลายคนเติบโตมาในสังคมที่เพศมีแค่สองช่องให้ติ๊ก และความรักมีเส้นทางเดียวคือชายกับหญิงที่แต่งงานแล้วสร้างครอบครัว การเจอหลานที่ควงแฟนเพศเดียวกันมางานเลี้ยงครอบครัว หรือการที่ลูกตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับคนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา สำหรับบางบ้าน มันไม่ใช่เพียง “เรื่องแปลก” แต่เหมือนการท้าทายคุณค่าที่เคยถือมั่นมาตลอดชีวิต
งานวิจัยจาก American Psychological Association (2021) พบว่า ครอบครัวที่มีสมาชิก LGBTQ+ ต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งภายในและภายนอก แต่ครอบครัวที่สามารถเปลี่ยน “การเปิดเผยตัวตน” ให้เป็น “พื้นที่เรียนรู้” มักจะมีความสัมพันธ์เชิงลึกและความผูกพันทางอารมณ์มากกว่าครอบครัวที่ปฏิเสธหรือตัดขาด
ในแง่นี้ บ้านที่เปิดรับความรักข้ามวัฒนธรรมก็เผชิญโจทย์ใกล้เคียงกัน มันคือการปะทะกันระหว่างโลกที่คุ้นเคยกับโลกที่ไม่เคยรู้จัก การแต่งงานกับคนต่างชาติอาจหมายถึงการกินข้าวคนละรสชาติ การนับถือศาสนาคนละแบบ หรือการสืบทอดประเพณีที่ไม่เหมือนเดิม แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เปิดโอกาสให้บ้านได้มีภาษาใหม่ เพลงใหม่ เรื่องเล่าใหม่ และวิธีมองโลกที่ไม่เคยมีมาก่อน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความรักที่ข้ามพรมแดน ไม่ได้ทำลายรากเหง้าเสมอไป ตรงกันข้าม มันอาจทำให้ครอบครัวได้ทบทวนจริง ๆ ว่า แก่นแท้ของการอยู่ร่วมกันคืออะไรคือพิธีกรรมที่ต้องทำให้ครบ หรือคือการอยู่ตรงหน้าใครสักคนโดยไม่กลัวว่าจะถูกตัดสิน
และในความเปราะบางของผู้สูงวัย บางครั้งสิ่งที่เขาต้องการก็ไม่ต่างจากลูกหลานเลย นั่นคือการได้รับการมองเห็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น โดยไม่ถูกปฏิเสธเพียงเพราะไม่เข้ากับสูตรสำเร็จของใคร
ความเปราะบางของผู้สูงวัย :ระหว่างการเป็นรากฐานและการถูกท้าทาย
ในสายตาลูกหลาน ผู้สูงวัยคือรากฐานของบ้าน คนที่แบกความทรงจำ เรื่องเล่า และแบบแผนทั้งหมดไว้บนไหล่ แต่ในความจริง ผู้สูงวัยเองก็กำลังเปราะบางอย่างยิ่ง เมื่อโลกที่พวกเขาคุ้นชินถูกท้าทายแทบทุกวัน
งานวิจัยขององค์การอนามัยโลก (WHO, 2020) ชี้ว่า ผู้สูงวัยจำนวนมากรู้สึก “สูญเสียอำนาจทางสังคม” เมื่อระบบคุณค่าที่เคยเชื่อมั่นไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตรุ่นใหม่ ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายนอก แต่กระทบต่อความหมายของการมีตัวตน เช่น เมื่อหลานเลือกไม่แต่งงาน และเลือกใช้ชีวิตโสด เมื่อคำว่า “ครอบครัว” ไม่ได้หมายถึงการมีลูก แต่หมายถึงการอยู่ร่วมกันของสองคนที่อาจไม่ใช่ชายกับหญิงตามความเข้าใจของเขา สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้สูงวัยต้องเผชิญการสั่นคลอนในความหมายของชีวิตที่ตนยึดถือมาหลายสิบปี
แต่ในอีกด้านหนึ่ง งานวิจัยจาก University of Michigan พบว่าผู้สูงวัยที่สามารถเปิดใจเรียนรู้ความหลากหลาย ไม่เพียงมีสุขภาวะทางจิตใจดีกว่า แต่ยังมีความสัมพันธ์กับลูกหลานที่แน่นแฟ้นกว่า พวกเขาไม่ถูกลดทอนบทบาทให้เหลือเพียง “คนที่ต้องอดทน” แต่กลายเป็นผู้ร่วมทางที่มีพลังในการสร้างความหมายใหม่ ๆ ให้กับครอบครัว
ความเปราะบางจึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของความอ่อนแอ แต่มันคือรอยแตกที่ทำให้ความรักของครอบครัวซึมเข้าไปได้มากขึ้น บางครั้งการที่ผู้สูงวัยยอมรับว่า “ฉันไม่เข้าใจ แต่ฉันยังรัก” มีค่าน้ำหนักไม่แพ้การให้คำสอนใด ๆ ที่ถูกต้องตามตำรา
และบางที ลูกหลานก็ไม่ได้อยากให้ผู้สูงวัยเลิกเป็นรากฐานของบ้าน เพียงแต่อยากให้รากฐานนั้นยืดหยุ่นพอที่จะโอบรับการเติบโตในทิศทางที่ไม่เหมือนเดิม
บ้านที่เป็นเวทีต่อรอง และพื้นที่ปลอดภัย
บ้านคือเวทีที่การปะทะระหว่างเจเนอเรชันเกิดขึ้นถี่ที่สุด เพราะทุกวันเราต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับความเชื่อที่ต่างออกไป ทั้งในโต๊ะอาหาร ห้องนั่งเล่น หรือแม้แต่ในการเงียบใส่กัน แต่ถ้าบ้านเป็นเพียงเวทีต่อรอง บ้านก็อาจกลายเป็นสมรภูมิเล็ก ๆ ที่ทำให้ใครสักคนต้องแพ้ เพื่อที่อีกฝ่ายจะชนะ
สิ่งที่ทำให้ครอบครัวอยู่รอดในความหลากหลาย ไม่ใช่การหาคำตอบเดียวกัน แต่คือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้แต่ละคนได้เป็นตัวเองโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสิน งานวิจัยของ Froma Walsh (2016) ว่าด้วย Family Resilience ระบุว่า ครอบครัวที่เปิดพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างยืดหยุ่น และลดความตึงเครียดข้ามรุ่นได้มากกว่า
สำหรับผู้สูงวัย พื้นที่ปลอดภัยอาจหมายถึงการที่เสียงของเขายังมีน้ำหนัก ไม่ถูกทำให้กลายเป็น “เสียงโบราณ” ที่ไม่มีใครอยากฟัง สำหรับลูกหลาน มันคือการที่เขาสามารถพูดความจริงของชีวิตตนเอง จะเป็นการเลือกคู่ชีวิต การประกาศตัวตน หรือแม้แต่การบอกว่า “ผมอยากอยู่ห่างจากบ้านสักพัก” โดยไม่ต้องถูกตีความว่าเป็นการทรยศ
บ้านที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยจึงไม่ใช่บ้านที่ปราศจากความขัดแย้ง แต่คือบ้านที่เรารู้ว่า ต่อให้ทะเลาะกัน ต่อให้มองไม่ตรงกัน ในที่สุดเรายังสามารถกลับมานั่งข้างกันโดยไม่ถูกผลักไสออกไป
และบางที ความรักในครอบครัวไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ มันอาจอยู่ตรงการรับรองเล็ก ๆ ว่า “เราไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกันได้”
คำถามที่บ้านต้องกล้าถาม
ในหลายครอบครัว คำว่า “รัก” และ “ห่วงใย” ถูกใช้แทนความเงียบที่ไม่กล้าถามความจริง แต่ความรักที่ปิดบังคำถาม อาจกลายเป็นกรงที่ทำให้ใครบางคนหายใจไม่ออก
ถ้าเรายังไม่สามารถเป็นตัวเองในบ้าน บ้านนั้นยังเป็นบ้านจริงหรือไม่?
ถ้าเราต้องซ่อนความรัก ความฝัน หรือแม้แต่ความเจ็บปวด เพื่อไม่ให้ผู้ใหญ่ผิดหวัง ความสงบนั้นเป็นสันติจริง หรือเป็นเพียงความเงียบที่กดทับ?
และถ้าเราพูดกันด้วยความกลัวว่าจะเสียความสัมพันธ์ เราจะเหลือความสัมพันธ์ที่แท้จริงหรือเปล่า?
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่การทำลายครอบครัว แต่เป็นการเปิดทางให้ความสัมพันธ์ซื่อสัตย์มากขึ้น เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่การไม่มีปัญหา แต่คือการมีพื้นที่ปลอดภัยพอที่จะเผชิญคำถามที่ยากที่สุดร่วมกัน
ผู้สูงวัยอาจกลัวคำถามเหล่านี้เพราะมันเหมือนการยอมรับว่า โลกที่ตนรู้จักไม่ใช่ความจริงหนึ่งเดียวอีกต่อไป แต่บางทีการกล้าถามและกล้าฟัง คือบทเรียนล้ำค่าที่พวกเขาสามารถมอบให้ลูกหลานว่าความรักไม่ใช่การครอบครอง แต่คือการปล่อยให้ทุกคนได้เติบโตในแบบของตัวเอง
บ้านในฐานะโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน
บ้านไม่ใช่ที่ที่คนรุ่นก่อนสอนคนรุ่นหลังเพียงฝ่ายเดียว หากแต่คือโรงเรียนที่ทุกคนสลับบทบาทเป็นทั้งครูและนักเรียนได้ตลอดเวลา
ผู้สูงวัยอาจเป็นครูที่สอนให้ลูกหลานเข้าใจคุณค่าของความอดทน การยืนหยัดเมื่อโลกไม่เป็นใจ และความทรงจำทางวัฒนธรรมที่ทำให้เราไม่หลงลืมรากเหง้า แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็อาจเป็นนักเรียนที่ได้เรียนรู้จากลูกหลานเรื่องการกล้าที่จะซื่อตรงกับความรู้สึก การเคารพความหลากหลาย และการสร้างความสัมพันธ์บนความเท่าเทียม
งานวิจัยระยะยาวจาก Harvard Study of Adult Development แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นระหว่างเจเนอเรชัน มีผลต่อสุขภาวะทั้งกายและใจของคนในครอบครัว ทุกครั้งที่ผู้สูงวัยยอมฟังโดยไม่ด่วนตัดสิน และลูกหลานยอมรับฟังโดยไม่ลดทอนประสบการณ์ของคนรุ่นเก่า บ้านก็กำลังสร้าง “การเรียนรู้แบบสองทาง” ที่เป็นรากฐานของความผูกพันอันยั่งยืน
การเรียนรู้เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบยิ่งใหญ่ มันอาจเกิดขึ้นจากบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร ที่หลานสอนคุณตาใช้สมาร์ตโฟน แลกกับคุณตาที่เล่าเรื่องการเอาตัวรอดในยุคที่ยังไม่มีไฟฟ้า หรืออาจเกิดขึ้นในห้องนั่งเล่นที่ลูกหลานอธิบายความหมายของคำว่า non-binary ให้ผู้สูงวัยฟัง ขณะผู้สูงวัยเล่าเรื่องความหมายของการรักษาคำพูดและเกียรติที่เคยเป็นเสาหลักของชุมชน
บ้านจึงไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่เก็บเรื่องเล่าเก่า ๆ อย่างเดียว และไม่ใช่ห้องทดลองที่มีแต่การทดลองสิ่งใหม่ ๆ โดยตัดขาดจากอดีต แต่เป็นโรงเรียนที่ทุกคนพร้อมจะเรียนไปด้วยกัน แม้บางครั้งการเรียนรู้นั้นจะมาพร้อมกับความสับสนและน้ำตา
ครอบครัวหลากหลาย = แบบจำลองของอนาคตสังคม
ครอบครัวไม่ได้เป็นเพียงชีวิตส่วนตัวของใครบางคน แต่คือสถาบันแรกที่เราฝึกหัดการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเจรจาต่อรอง การยอมรับความแตกต่าง และการรักษาความสัมพันธ์ท่ามกลางความไม่เห็นพ้อง ครอบครัวจึงเป็นเหมือนแบบจำลองเล็ก ๆ ของสังคมในอนาคต
หากในบ้าน เราสามารถอยู่กับความแตกต่างด้านเพศ วัฒนธรรม และเจเนอเรชัน โดยไม่ตัดสินหรือทำร้ายกันได้ นั่นหมายความว่า เรากำลังซ้อมทักษะที่โลกภายนอกต้องการอย่างที่สุด งานวิจัยของ UNESCO (2022) ย้ำว่า ความสามารถในการอยู่ร่วมกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ คือกุญแจสำคัญของการเป็น global citizen ประชากรโลกที่ไม่เพียงแค่ปรับตัว แต่ยังสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืน
ในอีกมิติหนึ่ง ครอบครัวหลากหลายยังช่วยทลายภาพฝันแบบ “ครอบครัวในอุดมคติ” ที่สังคมเคยสร้างไว้ ครอบครัวที่ทุกคนคิดเหมือนกัน ทำตามบทบาทเดียวกัน และเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง ความแข็งแรงของครอบครัวอาจไม่ได้อยู่ที่ความเหมือน หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการประคับประคองความแตกต่างให้อยู่ร่วมกันโดยไม่ทำให้ใครต้องหายไป
ผู้สูงวัยจึงไม่ใช่เพียง “อดีต” ของบ้าน แต่เป็นผู้เฝ้ามองและผู้มีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตไปพร้อมกับลูกหลาน ลูกหลานก็ไม่ใช่เพียง “อนาคต” แต่เป็นคนที่ช่วยให้ปัจจุบันของบ้านมีชีวิตชีวา
และเมื่อบ้านหนึ่งบ้านสามารถอยู่ร่วมกับความหลากหลายได้โดยไม่สูญเสียความรัก มันก็คือสัญญาณเล็ก ๆ ว่าสังคมในภาพรวมอาจเดินไปถึงตรงนั้นได้เช่นกัน
บ้านที่ไม่ต้องสมบูรณ์ แต่ต้องปลอดภัยพอที่จะรักกันได้
เมื่อมองย้อนกลับไป ครอบครัวคือจุดที่ “อดีต” และ “อนาคต” เดินเข้ามาพบกันทุกวัน ผู้สูงวัยอาจถือกุญแจของเรื่องเล่าและคุณค่าที่เรามาจากตรงไหน ส่วนลูกหลานคือประตูที่เปิดไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่บ้านไม่เคยรู้จักมาก่อน ความหลากหลายจึงไม่ใช่ภัยคุกคามต่อบ้าน หากแต่คือบททดสอบว่า ความรักของเรายืดหยุ่นพอหรือไม่ที่จะโอบกอดสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม
ความจริงคือ ครอบครัวไม่เคยสมบูรณ์แบบ และไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ทำให้บ้านเป็นบ้าน ไม่ใช่การที่ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่คือการที่แต่ละคนรู้ว่าตัวเองปลอดภัยพอที่จะพูดความจริง และยังคงได้รับการรักแม้ความจริงนั้นจะไม่ตรงกับสิ่งที่คนอื่นคาดหวัง
ผู้สูงวัยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนรุ่นใหม่ทั้งหมด เพียงแต่ต้องยอมรับว่าโลกไม่หยุดนิ่ง ลูกหลานก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งรากทั้งหมด เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าความทรงจำเก่าคือส่วนหนึ่งของเส้นทางชีวิตที่พวกเขายืนอยู่วันนี้
ท้ายที่สุด ครอบครัวหลากหลายอาจไม่ใช่บ้านที่เงียบสงบไร้รอยร้าว แต่มันคือบ้านที่ทุกคนรู้ว่า ต่อให้มีความต่าง ต่อให้ทะเลาะ ต่อให้ร้องไห้ เราก็ยังกลับมาหากันได้ บ้านเช่นนี้ต่างหาก ที่จะสอนเราว่าโลกภายนอกก็สามารถอยู่ร่วมกับความหลากหลายโดยไม่ทำลายกันได้เช่นกัน
และนั่นคือบทบาทใหม่ของผู้สูงวัยในบ้านหลากหลาย ไม่ใช่เพียงการเฝ้ามองอดีตที่ลอยหาย แต่คือการเป็นประจักษ์พยานให้กับอนาคตที่กำลังถือกำเนิดขึ้นในห้องนั่งเล่นของบ้านตัวเอง อนาคตที่ไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ หากต้องการเพียงพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เป็นตัวเอง และยังรักกันได้
อ้างอิง
- Pew Research Center. (2022). Family life and filial piety in modern Asia. Washington, D.C.
- American Psychological Association. (2021). LGBTQ+ families and the dynamics of acceptance and resilience. APA Report.
- World Health Organization. (2020). Decade of Healthy Ageing: Baseline Report. Geneva: WHO.
- University of Michigan. (2019). Intergenerational relationships and psychological well-being in older adults. Institute for Social Research.
- Walsh, F. (2016). Strengthening Family Resilience (3rd ed.). New York: Guilford Press.
- Harvard Study of Adult Development. (2017). Adult development, relationships, and well-being across the life span. Harvard University.
- UNESCO. (2022). Reimagining our futures together: A new social contract for education. Paris: UNESCO Publishing.

