Maison Temps-Rêves: ชวนไปดูการเติบโตของร้านหนังสือภาพในไต้หวัน ผู้เปลี่ยนนิยามหนังสือภาพจากหนังสือสอนเด็กไปเป็นงานศิลปะที่อ่านได้จนกว่าตาจะมองไม่เห็น 

ท่ามกลางตรอกเล็กๆ ที่แฝงตัวอย่างสงบในกรุงไทเป Maison Temps-Rêves (ชื่อจีนว่า “หลงหลี่”) ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงร้านหนังสืออิสระทั่วไป แต่คือ “พื้นที่ทางปัญญา” ที่ตั้งใจเปลี่ยนบรรทัดฐานของหนังสือภาพให้กลายเป็นงานศิลปะไม่มีพรมแดนด้านอายุ โดยมี คุณAngelique ซิ่ง ชิว (Lín Xìng Qiū) หรือ Angelique เป็นผู้บุกเบิกและฟูมฟักแนวคิดนี้มาตั้งแต่วันแรก

ย้อนกลับไปก่อนปี 2016 ภาพจำของหนังสือภาพในไต้หวันมักถูกจำกัดอยู่เพียงแค่สื่อการสอนสำหรับเด็กเล็กเท่านั้น ทว่าประสบการณ์การทำงานในร้านหนังสือภาษาฝรั่งเศสในไทเปมานานกว่า 14 ปี ได้เปิดโลกทัศน์ให้คุณ Angelique เห็นว่า ในประเทศฝรั่งเศสนั้น หนังสือภาพถูกออกแบบมาให้เป็นสื่อที่คนทุกวัยตั้งแต่อายุ 0 ถึง 99 ปี สามารถรับรู้ ซึมซับความงดงาม และเข้าถึงเนื้อหาที่ซับซ้อนได้เหมือนกัน หัวใจสำคัญที่คุณ Angelique พยายามนำเสนอ คือการเปิดมุมมองของผู้อ่านและผู้ซื้อให้ก้าวข้ามกรอบการใช้หนังสือเพื่อสั่งสอนศีลธรรมหรือการฝึกระเบียบวินัยแบบดั้งเดิม เธอพยายามหาหนังสือ และพยายามพูดคุยกับผู้ซื้อของเธอเสมอว่า แม้หนังสือภาพส่วนใหญ่จะผลิตมาเพื่อเด็ก แต่ในจำนวนนั้นยังมีผลงานอีกไม่น้อยที่เป็นศิลปะที่ศิลปินทุ่มเทสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต ด้วยความเชื่อที่ว่า “ภาพ” เป็นภาษาที่สื่อสารและทำงานกับความคิดได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งมากกว่าที่ตัวอักษรจะทำได้ Maison Temps-Rêves จึงเติบโตขึ้นไม่ใช่เพียงในฐานะร้านหนังสือเท่านั้น แต่ยังเป็นภัณฑารักษ์แห่งไทเป ที่คัดสรรงานศิลปะบนหน้ากระดาษจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส อิตาลี หรือสเปน มาสร้างแรงบันดาลใจและตั้งคำถามกับผู้อ่านว่า แท้จริงแล้วหนังสือภาพสามารถไปได้ไกลกว่าที่เราเคยจินตนาการไว้เพียงใด

หากคุณเป็นร้านหนังสืออิสระ หรือร้านหนังสือเฉพาะทาง นี่คือตัวอย่างร้านที่ยืนหยัดผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 10 ปี แถมหนังสือส่วนใหญ่ยังมีความเฉพาะทางสูงและนำเข้าจากฝรั่งเศสถึงประมาณ 80% ของจำนวนหนังสือในร้าน และถ้าคุณเป็นคนที่บังเอิญมาเจอเนื้อหานี้ เราอยากให้คุณลองเปิดใจว่าหนังสือภาพไม่ใช่หนังสือสำหรับเด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่ก็อ่านได้เช่นกัน และถ้าคุณเป็นพ่อแม่ หรือคนทำงานกับเด็ก อยากให้คุณรู้ว่า การเลือกหนังสือภาพที่ดีคือการเลือกงานศิลปะให้กับเด็กๆ ของเรา

พร้อมเปิดประตูเดินทางเข้าร้านหนังสือแห่งนี้กับเราแล้วหรือยัง 

ไปบรรทัดต่อไปได้เลย 

หนังสือภาพไม่ใช่สื่อการสอนหรือสิ่งพิมพ์ปรับพฤติกรรมสำหรับเด็ก

ในอดีต ภาพจำของหนังสือภาพในไต้หวันเช่นเดียวกับในประเทศไทยในปัจจุบัน หนังสือภาพยังถูกจำกัดอยู่เพียงการเป็นเครื่องมือสำหรับสั่งสอน เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่อยากบอกเด็ก อยากปรับพฤติกรรมหรือสื่อการเรียนรู้พื้นฐานสำหรับเด็กเท่านั้น  ทว่าสิ่งที่คุณ Angelique พยายามนำเสนอ คือมิติของหนังสือภาพในฐานะ “ศิลปะภาพประกอบ” ที่มีความประณีตและเปี่ยมด้วยสุนทรียภาพ โดยเธอได้แรงบันดาลใจจากหนังสือในฝรั่งเศสที่มองว่าภาพวาดเหล่านี้คืองานศิลปะที่ศิลปินทุ่มเทสร้างสรรค์ขึ้นมา งานเหล่านี้มีคุณค่าในเชิงทัศนศิลป์ที่ผู้ใหญ่สามารถเสพความงามและจินตนาการตามได้ไม่ต่างจากการเดินดูงานศิลปะในมิวเซียม

คุณAngeliqueเล่าถึงความแตกต่างของมุมมองในอดีตกับสิ่งที่เธอพยายามผลักดันไว้ว่า “ก่อนหน้าที่จะมีร้านหนังสืออันนี้ คือเวลาเราพูดถึง Picture Book ก็เหมือนเท่ากับ Children Book สมัยก่อนคนไต้หวันสำหรับ Picture Book อย่างเดียว วัตถุประสงค์เดียวก็คือสอนเด็ก อาจจะเป็น การปรับทัศนคติเด็ก หรือเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง” แต่สำหรับเธอนั้น หนังสือภาพมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าการเป็นแค่สื่อการสอน “หนังสือจากสำนักพิมพ์จากฝรั่งเศส ก็คล้ายกันจะมี 70-80% ที่ออกแบบมาให้เด็ก แต่ก็มี 15 หรือ 20% ที่อาจจะชวนศิลปินที่มาตั้งใจทำเป็นศิลปะ หนังสือภาพในร้านนี้ก็คัดเลือกแบบนั้น เพราะอยากทำความเข้าใจกับคนที่จะมาซื้อหนังสือในร้านเรื่องสุนทรียภาพในหนังสือภาพ และเปิดโอกาสให้คนเห็นและเข้าใจว่า Illustration Art คืออะไร”

การให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญของร้านหนังสือแห่งนี้ และร้าน Maison Temps-Rêves ยังทำหน้าที่สำคัญที่ช่วยเปลี่ยนนิยามหนังสือภาพให้กลายเป็น “งานศิลปะบนหน้ากระดาษ” ที่ใครก็สามารถเข้าถึงและชื่นชมได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตลาดผู้ซื้อหนังสือในไทเป

ร้านหนังสือภาพสำหรับคนอายุ “0 ถึง 99 ปี” 

หัวใจสำคัญอีกประการที่ทำให้ Maison Temps-Rêves แตกต่างอย่างสิ้นเชิง คือการปฏิเสธการแบ่งหมวดหมู่หนังสือตามช่วงอายุเด็กแบบสูตรสำเร็จ คุณAngeliqueได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมการอ่านในฝรั่งเศสที่มองว่าหนังสือภาพคือสื่อกลางที่ไร้พรมแดนเรื่องวัย ความลึกซึ้งของภาพและการเล่าเรื่องในแบบที่เธอคัดสรรมานั้นมีพลังพอที่จะดึงดูดใจผู้ใหญ่ให้หันมาเสพงานศิลปะบนหน้ากระดาษเคียงข้างไปกับเด็กๆ ได้อย่างกลมกลืน

“เมื่อ 15 ปีก่อน ที่ฝรั่งเศสเริ่มมีไอเดียว่าถ้าหนังสือภาพ ไม่จำกัดผู้อ่านที่ช่วงอายุ 0-3 ขวบ, 3-6 หรือ 6-9 ขวบ ได้ไหม แล้วเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าเรามีหนังสือภาพที่คนอายุ 0 ถึง 99 ปี ก็สามารถอ่านได้ล่ะ ” คุณ Angelique เล่าให้ฟังอย่างน่าสนใจ และเธอยังนำแนวคิดนี้มาใช้ในร้าน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่หนังสือภาพกลายเป็น “จุดเชื่อมโยง” ของคนในครอบครัว แม้ในวันที่ลูกก้าวเข้าสู่วัยรุ่นแล้วก็ตาม 

“ถ้าเป็นหนังสือเด็กทั่วไป ถ้าเด็กอายุเกิน 10 ขวบ พ่อแม่มาอ่านหนังสือพวกนี้เขาก็ไม่ได้รู้สึกร่วมแล้ว การเลือกหนังสือ (Selection) ของเรา เลยอยากทำให้พ่อแม่อ่านแล้วสนุกไปกับลูกด้วย แม้ว่าลูกจะอายุ 12 ขวบ, 16 หรือ 18 ปี พวกเขาก็อาจจะยังสามารถหาจุดร่วมเดียวกันมาอ่านร่วมกันได้”

ด้วยเหตุนี้ ร้านของเธอจึงเลือกที่จะเดินสวนทางกับขนบร้านหนังสือเด็กทั่วไป โดยการไม่เน้นจัดกิจกรรมสำหรับเด็กเล็ก แต่เน้นดึงดูดกลุ่มผู้ใหญ่วัยทำงานไปจนถึงพ่อแม่ที่ต้องการมองหาความหมายใหม่ๆ จากการอ่าน

“ร้านเราไม่ใช่ Children Book Store และเราไม่มีกิจกรรมสำหรับเด็กหรือครอบครัวเลย แต่เราจะพยายามดึงคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ พ่อแม่รุ่นใหม่เข้ามา ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นอายุ 20 ถึง 40 ปีค่ะ มีตั้งแต่คนที่ไม่มีครอบครัว คนที่พึ่งแต่งงาน แล้วก็คนที่ยังเป็นพ่อแม่อยู่ในปัจจุบันนี้ก็มีด้วยเหมือนกัน” 

หนังสือภาพในฐานะ “แรงบันดาลใจสำหรับคนทำงานสร้างสรรค์”

นอกจากนั้น หนังสือภาพที่ร้านแห่งนี้ยังกลายเป็น  “วัตถุดิบทางปัญญา” และ “ศูนย์รวมแรงบันดาลใจ” ของเหล่ามืออาชีพในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในไทเป  ร้าน Maison Temps-Rêves ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลองทางความคิดที่เปิดกว้าง โดยคุณ Angelique จงใจคัดสรรงานที่ “แปลกใหม่” และ “ท้าทายกรอบเดิม” เพื่อกระตุ้นให้ศิลปินเห็นว่าขอบเขตของหนังสือภาพนั้นไปได้ไกลกว่าที่เคยจินตนาการไว้

“ที่นี่มีทั้งคนทำงานในวงการความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพ, นักเต้น, ผู้กำกับหนัง หรือแอนิเมเตอร์ พวกเขาชอบมาซื้อหนังสือที่นี่ แล้วหลังจากซื้อไป เขาก็จะบอกให้เพื่อนๆ ฟังว่าที่นี่มีร้านแบบนี้ ขายหนังสือแบบนี้ จากนั้นที่นี่ก็เลยกลายเป็นศูนย์รวมของผู้อ่านกลุ่มนี้”

เป้าหมายสำคัญของการนำเข้าหนังสือ “เฉพาะทาง” จากทั่วโลก จึงไม่ใช่เพียงเพื่อการค้าขายเท่านั้น แต่เพื่อเป็นการ “จุดพลุ” ทางความคิดให้กับศิลปินในไทเป “ที่ร้านนำเข้าผลงานเหล่านี้เพื่อให้ศิลปินชาวไต้หวันเห็นว่า ‘มันทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ’ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เขาหลุดออกจากกรอบเดิมๆ ของสำนักพิมพ์ใหญ่ที่มักเลือกหนังสือเพื่อให้ขายได้ ที่ร้านนี้เราเป็นร้านเล็ก ๆ ที่พยายามทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่า สิ่งที่ทำมาจากกระดาษมันเป็นสิ่งที่สนุกได้ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน”

ด้วยเหตุนี้ หนังสือภาพในมุมมองของคุณ Angelique จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เล่านิทานก่อนนอน แต่คือเครื่องมือสื่อสารสากลที่นักสร้างสรรค์สามารถเรียนรู้เรื่ององค์ประกอบศิลป์ หรือผู้กำกับภาพยนตร์สามารถมาดูวิธีการเล่าเรื่องผ่านภาพ (Visual Storytelling) เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในงานสร้างสรรค์ระดับมืออาชีพได้จริงๆ

ศาสตร์แห่งการคัดสรร: กลยุทธ์ยืนหยัดในวันที่ออนไลน์ครองเมือง

ในยุคที่สงครามราคาบนโลกออนไลน์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนร้านหนังสือดั้งเดิมหลายแห่งต้องถอยทัพ แต่ Maison Temps-Rêves กลับยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งมานานกว่าหนึ่งทศวรรษ คุณ Angelique เจ้าของร้านผู้มีสายตาแหลมคมแบบภัณฑารักษ์ เลือกที่จะไม่ลงไปแข่งในสนามราคา แต่สร้าง “อาณาจักรที่หาใครทดแทนไม่ได้” ขึ้นมาแทน

“หนังสือในร้านเกือบทั้งหมด คุณจะหาได้จากที่นี่ที่เดียว เพราะฉันเลือกเฉพาะสิ่งที่ฉันรักและศึกษามาตลอด 25 ปี” คุณ Angelique กล่าวอย่างมั่นใจถึงเอกลักษณ์ของร้านที่คัดสรรหนังสือภาพ เฉพาะทางมาโดยเฉพาะ โดยเฉพาะงานศิลปะจากฝรั่งเศสที่มีสัดส่วนสูงถึง 80% รวมถึงงานจากสเปน อิตาลี และเช็ก ความโดดเด่นนี้เองที่ทำให้ร้านกลายเป็นจุดหมายปลายทาง ของกลุ่มลูกค้าอายุ 20-40 ปี ทั้งคนโสดและครอบครัวที่มองหางานศิลปะที่มีคุณค่ามากกว่าแค่หนังสือนิทานอ่านเล่นทั่วไป

แม้หนังสือส่วนใหญ่จะเป็นภาษาต่างประเทศที่อาจดูเข้าถึงยาก แต่คุณ Angelique ไม่ได้ปล่อยให้กำแพงภาษาเป็นอุปสรรค เธอเพิ่มมูลค่าด้วยการทำบทสรุปเนื้อหา แทรกไว้ในทุกเล่ม เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจมิติเชิงลึกที่แฝงอยู่ “เราไม่ได้อยากให้เขาแค่ซื้อหนังสือไปประดับบ้าน แต่อยากให้เขาเห็น ‘ความลับ’ ที่ศิลปินซ่อนไว้ในภาพ” คุณ Angelique อธิบายถึงความตั้งใจที่อยากให้ผู้อ่านได้สัมผัสถึงหัวใจของศิลปินอย่างแท้จริง

กลยุทธ์การคัดสรรนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความชอบส่วนตัว แต่เป็นการเติบโตไปพร้อมกับนักอ่าน คุณAngeliqueเล่าถึงพัฒนาการในการเลือกหนังสือว่า “ในช่วงแรกชอบสไตล์แบบเทพนิยาย ที่มีรายละเอียดเยอะๆ สวยๆ แต่พอเปิดร้านหนังสือ เราจะชอบแค่แบบเดียวไม่ได้ ก็เริ่มเรียนรู้จากผู้อ่านและเพื่อนๆ ทำให้ดูงานที่สไตล์หลากหลายขึ้น” การเปิดรับและเรียนรู้ร่วมกับชุมชนนักอ่านนี้เองที่ทำให้ Maison Temps-Rêves ไม่ใช่แค่ร้านค้า แต่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ

ความสำเร็จในการยืนหยัดผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 10 ปี รวมถึงช่วงวิกฤตโควิด เป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่า ศาสตร์แห่งการคัดสรรที่ลงลึกถึงรายละเอียดและการสร้างความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับนักอ่าน คือหัวใจสำคัญของการทำร้านหนังสือเฉพาะทางในยุคปัจจุบัน “เราอยู่มา 10 ปีแล้ว และผ่านโควิดมาได้… สิ่งที่ทำให้เราอยู่รอดคือ หนังสือ 99% ในร้านนี้ คุณจะหาได้จากที่นี่ที่เดียวเท่านั้น” สาระสำคัญนี้เองที่สร้างความเชื่อมั่นว่า แม้โลกจะเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลเพียงใด แต่งานศิลปะที่ถูกคัดสรรมาด้วยใจจะยังคงมีพื้นที่และผู้ที่มองเห็นคุณค่าเสมอ

“ลมใต้ปีก” จากรัฐ: พลังขับเคลื่อนระบบนิเวศหนังสือภาพ

ความสำเร็จของ Maison Temps-Rêves ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแรงจากการสนับสนุนอย่างจริงจังของรัฐบาลไต้หวัน ซึ่งมองเห็นว่าหนังสือภาพคือซอฟต์พาวเวอร์สำคัญที่ต้องลงทุนสร้างอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นี่คือบางส่วนของการสนับสนุนอุตสาหกรรมหนังสือภาพของรัฐบาลไต้หวันที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องในทุกปี 

บ่มเพาะ Emerging Artists: คืนเวลาและการจดจ่อให้คนทำหนังสือภาพ

หัวใจสำคัญของการสร้างงานศิลปะคุณภาพคือ “เวลา” และ “การจดจ่อ” รัฐบาลไต้หวันจึงมีนโยบายมอบทุนสนับสนุนเพื่อสร้างนักทำหนังสือภาพรุ่นใหม่ (Picture Book Maker) โดยเฉพาะ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่ม Young Talent หรือศิลปินหน้าใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานต้นฉบับ (Original Works) ของไต้หวันเอง โดยมีการมอบทุนสนับสนุนจำนวน 30 รายต่อปี ซึ่งศิลปินที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับเงินทุนสนับสนุนสูงถึงคนละ 600,000 บาทต่อปี เพื่อให้พวกเขาสามารถทุ่มเทเวลาและมีสมาธิกับการสร้างงานชิ้นนั้นได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการออกไปทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหาเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่มักจะบั่นทอนพลังในการสร้างสรรค์งานคุณภาพระดับสากล

Picture Book School: ห้องเรียนที่สอนโดย “ตัวจริง” ในอุตสาหกรรมการผลิตหนังสือภาพ

นอกเหนือจากการอุดหนุนด้านการเงิน รัฐยังสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรเฉพาะทางที่พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเมือง โดยความน่าสนใจอยู่ที่การเชิญ “คนทำงานตัวจริง” ในวงการมาเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ เช่น คอร์สของ ห้องสมุดเกาสง (Kaohsiung City Library) ที่เริ่มในปี 2019 ซึ่งสอนเรื่องการเล่าเร่อง Picture Books แบบครบวงจร ตั้งแต่ทักษะการวาดรูป การเขียนเรื่อง ไปจนถึงเรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญา (IP), ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับงานสร้างสรรค์ และกระบวนการจัดพิมพ์ โดยเน้นให้เหล่า “รุ่นพี่” ที่มีประสบการณ์สูงในวงการมาเป็นคนสอนมากกว่าอาจารย์จากมหาวิทยาลัย เพื่อให้คำแนะนำที่นำไปปรับใช้ได้จริง

นอกจากนี้ การใช้หนังสือภาพเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งยังเป็นอีกหนึ่งมิติที่รัฐให้ความสำคัญ ดังเช่นคอร์สของ พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่เริ่มในปี 2018 ซึ่งพานักเขียนลงพื้นที่จริงเพื่อสัมภาษณ์ครอบครัวผู้สูญเสีย และเข้าชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้ศิลปินทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ แล้วนำมาถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือภาพที่ทรงพลัง

ประกันที่ยืนในตลาด: การสนับสนุนจากปลายปากกาสู่รูปเล่ม

กระบวนการสนับสนุนของรัฐบาลไต้หวันยังครอบคลุมไปถึงขั้นตอนการผลิตจริง เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานคุณภาพจะได้รับการตีพิมพ์เป็นรูปเล่มสู่มือผู้อ่าน โดยรัฐบาลมีการสนับสนุนงบประมาณการพิมพ์เพิ่มเติมให้แก่ผู้ชนะโครงการประมาณรายละ 200,000 บาท และเมื่อหนังสือถูกพิมพ์ออกมาแล้ว ห้องสมุดเมืองจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ประกันยอดซื้อด้วยงบประมาณอีกประมาณ 100,000 ถึง 150,000 บาท เพื่อซื้อหนังสือเหล่านั้นกลับไปกระจายต่อตามสาขาต่างๆ ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนและความมั่นคงให้แก่ศิลปินและสำนักพิมพ์อิสระได้อย่างเป็นรูปธรรม

หนุนหลังร้านหนังสืออิสระ: หน่วยย่อยที่ทำหน้าที่แบ่งปันวัฒนธรรมที่ทำให้ระบบนิเวศสมบูรณ์

รัฐบาลไต้หวันตระหนักดีว่าร้านหนังสืออิสระคือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศนี้หมุนไปได้ จึงมีการสนับสนุนงบประมาณรายปีประมาณ 200,000 ถึง 400,000 บาทต่อร้าน เพื่อให้ร้านเหล่านี้มีทรัพยากรในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ หรือ Reading Club

คุณ Angelique เน้นย้ำถึงความสำคัญของกลไกนี้ว่า “รัฐบาลสนับสนุนร้านหนังสืออิสระปีละประมาณ 2 แสน ถึง 4 แสนบาทต่อร้าน เพื่อให้คุณจัดกิจกรรมการอ่าน จัด Reading Club หรือจัดนิทรรศการ เพราะเขารู้ว่าถ้าไม่มีร้านหนังสือเล็กๆ แบบนี้ อุตสาหกรรมหนังสือคงจะจืดชืดไปเลย ร้านหนังสือเหล่านี้ทำหน้าที่สร้างชุมชนนักอ่าน และสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้แข็งแรง ซึ่งมันสำคัญมากต่อ Ecosystem ทั้งหมด”

ความหวังและแสงสว่างในตรอกเล็กๆ ของ Maison Temps-Rêves

แม้ในวันนี้ Maison Temps-Rêves จะยืนหยัดผ่านความท้าทายมานับทศวรรษ แต่มุมมองของคุณ Angelique ที่มีต่อบทบาทของตัวเองกลับเต็มไปด้วยความถ่อมตัว เธอไม่ได้คาดหวังว่าร้านหนังสือเล็กๆ แห่งนี้จะสามารถพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมหนังสือทั้งหมดได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่เธอเชื่อในพลังของการเป็น “จุดเริ่มต้น” ที่จะค่อยๆ เปลี่ยนผ่านทัศนคติของสังคมที่มีต่อศิลปะบนหน้ากระดาษ “เป้าหมายของเราไม่ใช่การเปลี่ยนตลาดทั้งหมด เพราะพลังเราน้อยมาก แต่เราอยากเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนเห็นว่า หนังสือภาพทำอะไรได้มากกว่าที่คิด และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ต่อๆ ไป”

ในระบบนิเวศที่รัฐช่วยประคองและมีร้านหนังสืออิสระช่วยสร้างชีวิตชีวาให้กับนักอ่านเช่นนี้ หนังสือภาพจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสื่อสำหรับเด็กอีกต่อไป แต่มันคือ “โครงสร้างพื้นฐานทางจินตนาการ” ที่พร้อมจะเติบโตไปกับผู้อ่านทุกช่วงวัย ความสำเร็จของร้านจึงไม่ได้วัดกันที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากแววตาของผู้คนที่ค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ๆ และความเข้าใจที่ว่า การเลือกหนังสือภาพที่ดีให้กับเด็กๆ ในวันนี้ คือการบรรจงบ่มเพาะรสนิยมทางศิลปะที่จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต

Maison Temps-Rêves จึงเป็นบทพิสูจน์ที่สวยงามว่า หากเรามีความเชื่อมั่นและลงมือทำในสิ่งที่รักอย่างต่อเนื่อง ร้านหนังสืออิสระก็สามารถทำหน้าที่เป็นผู้สร้างชุมชนและวัฒนธรรมการอ่านที่แข็งแรงให้คงอยู่ได้ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร


Writer

Avatar photo

มิรา เวฬุภาค

Illustrator

Avatar photo

Arunnoon

มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด

Related Posts