เราอาจคิดว่าวิกฤติศรัทธาต่อระบบประชาธิปไตยเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เป็นเรื่องของนักการเมือง พรรคการเมือง หรือองค์กรที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส แต่สำหรับเด็กแล้ว สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ เด็กไม่ได้ติดตามรายละเอียดของขั้นตอนการรับรองผลคะแนนหรือข้อร้องเรียนทางกฎหมายเท่าผู้ใหญ่ แต่เด็กซึมซับน้ำเสียง ความประชด ความโกรธ และความสิ้นหวังของผู้ใหญ่รอบตัวอย่างแม่นยำ
เด็กได้ยินคำว่า “เชื่อไม่ได้” บ่อยกว่าคำว่า “เราตรวจสอบได้”
ได้ยินคำว่า “ระบบพัง” บ่อยกว่าคำว่า “ระบบควรต้องปรับปรุงและพัฒนา”
ในทางจิตวิทยาพัฒนาการ ความไว้วางใจเป็นรากฐานขั้นต้นของมนุษย์ เด็กเริ่มชีวิตด้วยโจทย์พื้นฐานว่าโลกนี้ปลอดภัยพอให้เชื่อใจหรือไม่ แม้ “ความไว้วางใจ” ขั้นแรกจะก่อตัวจากผู้ดูแล แต่โลกภายนอกคือชั้นถัดไปของประสบการณ์ความไว้วางใจ และเมื่อโลกภายนอกเต็มไปด้วยการตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของสังคม ความชัดเจน ความสม่ำเสมอของข้อมูล หรือการตอบสนองต่อข้อร้องเรียน สิ่งที่เด็กกำลังเรียนรู้อาจไม่ใช่กลไกประชาธิปไตย แต่คือความรู้สึกว่าความแน่นอนไม่มีอยู่จริง การตั้งคำถามเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่เมื่อคำถามถูกห่อหุ้มด้วยการเสียดสีและความสิ้นหวังซ้ำ ๆ เด็กอาจไม่ได้พัฒนา ความคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) อย่างที่เราหวัง หากแต่กำลังพัฒนา “ความรู้สึกระแวงและไม่ไว้ใจ” เป็นค่าเริ่มต้นของชีวิตและความคิดโดยไม่รู้ตัว วิกฤติศรัทธาจึงไม่ใช่เพียงข่าวการเมืองชั่วคราว หากแต่มันอาจกำลังกลายเป็นสภาพจิตใจที่เด็กไทยทั้งรุ่นเติบโตอยู่ภายใน และคำถามสำคัญไม่ใช่ว่าองค์กรหนึ่งองค์กรใดผิดหรือถูกทั้งหมด แต่คือเราจะทำอย่างไรไม่ให้ความไม่แน่ใจของผู้ใหญ่กลายเป็นความไม่เชื่อใจถาวรในใจของเด็กก่อนที่เขาจะได้มีโอกาสเป็นพลเมืองอย่างเต็มตัว
เมื่อความสงสัยกลายเป็นค่าเริ่มต้นของความคิด: เด็กจะโตมาแบบไม่เชื่อใคร หรือไม่เชื่ออะไรเลย
ความคลางแคลงใจในสังคมไม่ใช่เรื่องไม่ดี การตั้งคำถามคือหัวใจของประชาธิปไตย แต่ความแตกต่างระหว่างการตั้งคำถามกับการไม่เชื่ออะไรเลยนั้นบางมาก และเส้นแบ่งนั้นจะเลือนหายทันทีเมื่อองค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อกระบวนการสาธารณะไม่สามารถทำให้ความจริง “มองเห็นได้” อย่างชัดเจน
เมื่อเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง หรือการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หากคำอธิบายล่าช้า ข้อมูลไม่สอดคล้อง หรือการจัดการข้อร้องเรียนไม่ทำให้สังคมเข้าใจภาพรวมได้ ความสงสัยที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงอารมณ์ หากคือผลตามธรรมชาติของความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ และเมื่อความไม่แน่นอนนี้เกิดซ้ำ ๆ ความสงสัยจะค่อย ๆ กลายเป็นค่าเริ่มต้นของความคิด
เด็กอาจไม่ได้เข้าใจรายละเอียดของข้อพิพาท แต่เขารับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัว เขาเห็นว่าคำอธิบายจากองค์กรถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง เขาเห็นว่าผลลัพธ์ไม่สามารถปิดข้อถกเถียงได้ เขาเห็นว่าความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดขึ้นแม้กระบวนการจะสิ้นสุดลงแล้ว ภาพเหล่านี้สอนเขาโดยไม่ต้องมีใครบอกว่า ความจริงในสังคมอาจไม่มีวันชัดเจนพอให้เชื่อใจ
งานศึกษาด้านการเรียนรู้ทางสังคมชี้ว่า เด็กไม่ได้พัฒนาความคิดจากคำสอนเพียงอย่างเดียว แต่จากแบบอย่างที่เห็นซ้ำ ๆ หากเขาเห็นองค์กรอธิบายอย่างละเอียด เปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน และแสดงให้เห็นว่าข้อร้องเรียนได้รับการตรวจสอบจริง เขาจะเรียนรู้ว่าความสงสัยนำไปสู่ความชัดเจนได้ แต่หากเขาเห็นว่าคำอธิบายไม่สามารถคลี่คลายความคลุมเครือ และข้อถกเถียงยังคงดำรงอยู่โดยไม่มีความกระจ่าง ความสงสัยจะเปลี่ยนรูปเป็นความไม่เชื่อใจโดยอัตโนมัติ
ในระยะยาว เด็กและวัยรุ่นที่เติบโตท่ามกลางความคลุมเครือของกระบวนการสาธารณะโดยไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ มีแนวโน้มรู้สึกว่าการมีส่วนร่วมไม่มีความหมาย เขาอาจไม่สนใจการเลือกตั้ง ไม่ติดตามข่าวสาธารณะ หรือมองว่าทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ต้น ความไม่เชื่อใจจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่บทสนทนา แต่แทรกซึมเข้าไปในทัศนคติพื้นฐานต่อส่วนรวม
ยิ่งกว่านั้น ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อยังส่งผลต่อสภาพจิตใจ เด็กที่เติบโตท่ามกลางภาพของกระบวนการที่ไม่ชัดเจนอาจพัฒนาแนวโน้มระแวดระวังเกินจำเป็น มองโลกผ่านสายตาที่คอยป้องกันตัวอยู่เสมอ ซึ่งต่างจากการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพราะการคิดอย่างมีวิจารณญาณคือการเปิดรับข้อมูลหลายด้านก่อนตัดสินใจ แต่การไม่เชื่ออะไรเลยคือการปิดประตูตั้งแต่ต้น
เมื่อองค์กรสาธารณะไม่สามารถทำให้ความโปร่งใสเป็นสิ่งที่มองเห็นได้อย่างสม่ำเสมอ ความสงสัยจะไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของการเมือง หากจะกลายเป็นพื้นฐานของการรับรู้โลกของเด็กทั้งรุ่น และคำถามที่หนักที่สุดจึงไม่ใช่ว่าใครชนะหรือแพ้ แต่คือเรากำลังสร้างสังคมที่เด็กเริ่มต้นชีวิตพลเมืองด้วยความเชื่อใจที่มีเหตุผล หรือด้วยความไม่เชื่อใจเป็นค่าเริ่มต้นของทุกความคิด
เมื่อคำว่า “ยุติธรรม” ไม่ชัด เพราะผู้จัดกระบวนการทำให้มันไม่ชัด เด็กจะเชื่อมั่นในอะไรเป็นหลักของชีวิตในสังคม
คำว่า “ยุติธรรม” ถูกใช้บ่อยมากในช่วงที่สังคมถกเถียงกันเรื่องการเลือกตั้ง ทั้งเรื่องกระบวนการนับคะแนน ความสม่ำเสมอของข้อมูล การรับรองผล หรือการจัดการข้อร้องเรียน แต่ในสังคมประชาธิปไตย ความยุติธรรมไม่ใช่คำที่ใครจะอ้างได้ลอย ๆ มันต้องถูกทำให้มองเห็นได้ผ่านกระบวนการ และองค์กรที่มีหน้าที่ดูแลกระบวนการนั้นโดยตรงก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เมื่อเกิดข้อสงสัยต่อขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง สิ่งที่สังคมรอไม่ใช่เพียงคำยืนยันว่า “ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” หากคือคำอธิบายที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และตอบคำถามได้ครบถ้วน หากการสื่อสารล่าช้า หากคำชี้แจงไม่เพียงพอ หรือหากข้อร้องเรียนจำนวนมากไม่ได้รับคำตอบที่ทำให้ประชาชนเข้าใจภาพรวมได้ ความคลุมเครือนั้นไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเทคนิค แต่มันกลายเป็นช่องว่างที่บั่นทอนความไว้วางใจโดยตรง
สำหรับเด็ก ความยุติธรรมไม่ใช่ถ้อยคำในเอกสารราชการ เขาเข้าใจความยุติธรรมจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หากองค์กรที่รับผิดชอบกระบวนการเลือกตั้งไม่สามารถทำให้ขั้นตอนต่าง ๆ โปร่งใสและสม่ำเสมอในสายตาสาธารณะได้ เด็กจะเห็นภาพง่าย ๆ ว่าเมื่อมีอำนาจก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเสมอไป และภาพนั้นอันตรายกว่าความขัดแย้งใด ๆ เพราะมันสอนว่าความชอบธรรมไม่ต้องพิสูจน์ด้วยความโปร่งใส
หลักการพื้นฐานของความยุติธรรมทางกระบวนการคือ ผู้คนจะยอมรับผล แม้ไม่พอใจ หากรู้สึกว่ากระบวนการเปิดเผยและรับฟังอย่างแท้จริง หากองค์กรอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถทำให้กระบวนการตรวจสอบเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัด ไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าข้อร้องเรียนได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ความไม่พอใจจะไม่จำกัดอยู่ที่ผลลัพธ์ แต่มันจะลุกลามไปถึงความเชื่อมั่นในระบบทั้งหมด
อันตรายที่สุดคือเมื่อเด็กเริ่มเชื่อว่าความยุติธรรมขึ้นอยู่กับว่าใครควบคุมกระบวนการ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความโปร่งใสของกระบวนการนั้นเอง หากเขาเห็นว่าคำอธิบายจากองค์กรสาธารณะไม่เพียงพอ ไม่สม่ำเสมอ หรือไม่สามารถคลี่คลายข้อสงสัยของสังคมได้ เขาอาจสรุปว่ากติกาเป็นเพียงรูปแบบภายนอก แต่สาระอยู่ที่อำนาจ
วิกฤติศรัทธาจึงไม่ได้เกิดจากอารมณ์ของประชาชนเพียงฝ่ายเดียว หากเกิดจากความรับผิดชอบขององค์กรสาธารณะที่ต้องทำให้กระบวนการยุติธรรม “มองเห็นได้” อย่างแท้จริง ยิ่งองค์กรมีอำนาจสูงเท่าใด มาตรฐานความชัดเจนและความโปร่งใสยิ่งต้องสูงเท่านั้น เพราะองค์กรเหล่านี้ไม่ได้จัดการเพียงตัวเลขคะแนน แต่กำลังจัดการความหมายของคำว่า “ยุติธรรม” ในสายตาของคนรุ่นต่อไป
หากคำอธิบายไม่ชัด กระบวนการไม่เปิดเผย หรือข้อร้องเรียนไม่ถูกจัดการอย่างทำให้สังคมเข้าใจได้ เด็กจะไม่ได้เรียนรู้ว่าประชาธิปไตยมีปัญหาแต่แก้ไขได้ เขาอาจเรียนรู้เพียงว่าเมื่อระบบมีอำนาจ ระบบไม่จำเป็นต้องอธิบายมากนัก และนั่นคือรากของวิกฤติศรัทธาที่ลึกยิ่งกว่าความขัดแย้งใด ๆ ในช่วงเวลาหนึ่งของการเมือง
ทางแยกของเด็กทั้งรุ่น: ถอนตัว หรือเข้มแข็งกว่าเดิม
เมื่อคำว่า “โปร่งใส” กลายเป็นข้อถกเถียงประจำวัน เมื่อองค์กรที่ต้องรักษากติกาถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่สังคมเผชิญไม่ใช่เพียงวิกฤติการเมือง หากคือวิกฤติพัฒนาการของพลเมืองรุ่นถัดไป เด็กไม่ได้แค่จำเหตุการณ์ แต่เขาสร้างทัศนคติพื้นฐานต่อคำว่า “ส่วนรวม” ไปพร้อมกัน
แต่ทางแยกนี้ไม่จำเป็นต้องจบด้วยความสิ้นหวัง หากองค์กรเรียนรู้ว่าความชัดเจนต้องมาก่อนความคาดหวังเรื่องความเชื่อมั่น และหากผู้ใหญ่แสดงให้เห็นว่าการวิจารณ์คือการดูแลระบบ ไม่ใช่การทำลายมัน เด็กจะเห็นภาพอีกแบบหนึ่ง เขาจะเห็นว่าระบบอาจมีข้อบกพร่อง แต่ยังสามารถตรวจสอบ แก้ไข และพัฒนาได้
สิ่งที่กำหนดอนาคตของเด็กจึงมีสองชั้น ชั้นแรกคือความรับผิดชอบของสถาบันในการทำให้กระบวนการโปร่งใสอย่างแท้จริง ชั้นที่สองคือแบบอย่างของผู้ใหญ่ในการรับมือกับความไม่สมบูรณ์นั้น เราจะปล่อยให้ความคลุมเครือขององค์กรกลายเป็นข้ออ้างในการทำลายศรัทธาทั้งหมด หรือจะใช้มันเป็นเหตุผลในการเรียกร้องมาตรฐานที่สูงขึ้นโดยไม่ทิ้งหลักการของส่วนรวม
ท้ายที่สุด เด็กจะสร้างอนาคตแบบไหน ขึ้นอยู่กับภาพที่เขาเห็นในวันนี้ หากเขาเห็นสถาบันที่กล้ายอมรับข้อผิดพลาดและปรับปรุงอย่างโปร่งใส และเห็นผู้ใหญ่ที่กล้าวิพากษ์อย่างสุจริตโดยไม่ลดทอนคุณค่าของกระบวนการ เขาจะเติบโตเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งกว่าเดิม แต่ถ้าเขาเห็นเพียงความคลุมเครือจากองค์กร และการทำลายกันเองในสังคม วิกฤติศรัทธาจะไม่หยุดที่รุ่นเรา มันจะฝังตัวเป็นค่าเริ่มต้นของความคิดของคนรุ่นถัดไป
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าใครผิดหรือใครชนะ หากคือเราจะปล่อยให้วิกฤติครั้งนี้กลายเป็นบาดแผลทางความเชื่อมั่นของเด็ก หรือจะทำให้มันกลายเป็นบทเรียนเรื่องความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสถาบันและสังคม
ศรัทธาไม่ใช่ของขวัญที่รัฐมอบให้ แต่คือผลลัพธ์ของความรับผิดชอบที่ต้องพิสูจน์
เราอาจเผลอพูดว่า “ศรัทธาต้องช่วยกันสร้าง” จนฟังดูเหมือนเป็นหน้าที่ของประชาชนเท่า ๆ กับรัฐ แต่ในความเป็นจริง ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยเริ่มต้นจากสถาบันที่มีอำนาจก่อนเสมอ เพราะผู้ถืออำนาจคือผู้กำหนดมาตรฐานของความโปร่งใสและความชัดเจน
หากองค์กรภาครัฐทำให้กระบวนการยุติธรรมมองเห็นได้ ตรวจสอบได้ และตอบคำถามสาธารณะอย่างเพียงพอ ศรัทธาจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตามธรรมชาติ แต่หากกระบวนการคลุมเครือ คำอธิบายไม่ครบถ้วน หรือการจัดการข้อร้องเรียนไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างมั่นคง ศรัทธาจะไม่เกิดขึ้นเพียงเพราะมีการเรียกร้องให้เชื่อใจ
เด็กกำลังเรียนรู้รูปแบบของความสัมพันธ์นี้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เขาเห็นว่าองค์กรที่มีอำนาจตอบคำถามอย่างไร ยอมรับข้อผิดพลาดหรือไม่ แก้ไขกระบวนการหรือเปล่า และสื่อสารด้วยความเคารพต่อสาธารณะมากน้อยเพียงใด หากเขาเห็นว่าสถาบันกล้ารับผิดชอบต่อความคลุมเครือของตนเอง ศรัทธาจะไม่ใช่คำสั่ง หากเป็นผลลัพธ์ของความสม่ำเสมอ
ในเวลาเดียวกัน เด็กก็เฝ้ามองสังคมรอบตัวเขา หากผู้ใหญ่สามารถวิจารณ์องค์กรอย่างมีเหตุผล เรียกร้องมาตรฐานที่สูงขึ้น และพร้อมรับฟังคำอธิบายเมื่อมีหลักฐานเพียงพอ เขาจะเข้าใจว่าศรัทธาไม่ใช่การเชื่อแบบหลับตา แต่คือการดูแลกระบวนการให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หากทุกข้อผิดพลาดถูกตีความเป็นเจตนาร้ายโดยทันที และทุกคำอธิบายถูกปัดทิ้งก่อนรับฟัง ความหวาดระแวงจะกลายเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางสังคม
ศรัทธาจึงไม่ใช่ของขวัญที่รัฐมอบให้ประชาชน และไม่ใช่ภาระที่ประชาชนต้องสร้างให้รัฐฝ่ายเดียว มันคือผลลัพธ์ของความรับผิดชอบที่ต้องพิสูจน์ซ้ำ ๆ โดยเฉพาะจากผู้ที่มีอำนาจมากกว่า เพราะในระบอบประชาธิปไตย ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากตำแหน่ง หากเกิดจากความสามารถในการใช้อำนาจอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
เด็กไม่ได้ต้องการสังคมที่ไร้รอยร้าว เขาต้องการเห็นว่าสถาบันกล้ารับผิดชอบเมื่อเกิดรอยร้าว และสังคมกล้าตรวจสอบโดยไม่ทำลายหลักการร่วมกัน หากเขาเติบโตพร้อมภาพเช่นนี้ ศรัทธาที่เกิดขึ้นจะไม่เปราะบาง เพราะมันไม่ได้ตั้งอยู่บนภาพลวงตา หากตั้งอยู่บนการเห็นว่าความจริงเกิดจากการจัดการด้วยความรับผิดชอบ
วิกฤติศรัทธาในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาของอารมณ์สาธารณะ หากคือบททดสอบของสถาบันและสังคมพร้อมกัน ว่าเราจะทำให้เด็กเห็นว่าประชาธิปไตยคือระบบที่ต้องพิสูจน์ความชอบธรรมของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หรือเป็นเพียงคำที่คาดหวังให้คนรุ่นถัดไปเชื่อโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ถ้าเราไม่ระมัดระวัง วิกฤติศรัทธาจะกลายเป็นอัตลักษณ์ของคนรุ่นหนึ่ง
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ความขัดแย้ง ไม่ใช่การตั้งคำถาม และไม่ใช่แม้แต่ข้อบกพร่องของกระบวนการเลือกตั้ง เพราะข้อบกพร่องสามารถแก้ไขได้ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือเมื่อความคลุมเครือจากสถาบันที่มีอำนาจ กลายเป็นความไม่เชื่อใจที่ฝังตัวในใจเด็ก
เมื่อองค์กรที่รับผิดชอบกติกาสาธารณะไม่สามารถทำให้กระบวนการชัดเจนเพียงพอ ความสงสัยย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากความสงสัยนั้นไม่ได้รับการคลี่คลายด้วยความโปร่งใสที่มากพอ มันจะค่อย ๆ กลายเป็นนิสัย และนิสัยนั้นอาจกลายเป็นอัตลักษณ์ของคนรุ่นหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
เด็กที่เติบโตท่ามกลางภาพของกระบวนการที่ถูกตั้งคำถามซ้ำ ๆ แต่ไม่ถูกอธิบายให้กระจ่าง อาจเริ่มต้นชีวิตพลเมืองด้วยความคิดว่า “อย่าไว้ใจอะไรทั้งนั้น” เขาอาจนิยามความระแวงว่าเป็นความฉลาด และการถอยห่างจากส่วนรวมว่าเป็นวิธีปกป้องตัวเองจากความผิดหวัง
ในระยะสั้น ความไม่เชื่อใจทำให้ระวังตัว แต่ในระยะยาว มันทำให้ไม่กล้าผูกพัน เด็กที่ไม่เชื่อในกระบวนการยุติธรรม ไม่เชื่อว่าความโปร่งใสมีความหมาย และไม่เชื่อว่าการมีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลงอะไรได้ อาจเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่ร่วมสังคมแบบพออยู่ได้ แต่ไม่รู้สึกเป็นเจ้าของมัน และเมื่อคนรุ่นหนึ่งไม่รู้สึกเป็นเจ้าของประเทศของตนเอง ระบบประชาธิปไตยย่อมอ่อนแรงลงโดยไม่ต้องมีใครทำลาย
เรามักบอกว่าอยากได้พลเมืองที่คิดเป็น กล้าตั้งคำถาม และไม่หลงเชื่ออะไรง่าย ๆ แต่การคิดเป็นไม่ใช่การปฏิเสธทุกอย่าง การตั้งคำถามไม่ใช่การตัดสินล่วงหน้า ความแตกต่างเล็ก ๆ ระหว่างสองอย่างนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เด็กเห็นซ้ำ ๆ หากเขาเห็นว่าสถาบันกล้ายอมรับข้อบกพร่อง ปรับปรุงกระบวนการ และสื่อสารอย่างชัดเจน เขาจะเรียนรู้ว่าความเชื่อมั่นสามารถสร้างใหม่ได้ แต่หากเขาเห็นว่าความคลุมเครือยืดเยื้อโดยไม่มีความรับผิดชอบที่เพียงพอ เขาอาจเรียนรู้ว่าความไม่เชื่อใจคือท่าทีที่ปลอดภัยที่สุด
องค์กรอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีภาระหนักกว่าการจัดการขั้นตอนเลือกตั้ง เพราะสิ่งที่ถูกจัดการจริง ๆ คือความหมายของคำว่า “กติกา” ในสายตาของเด็ก หากกระบวนการไม่ทำให้สังคมมั่นใจได้เพียงพอ วิกฤติศรัทธาจะไม่ได้จบลงเมื่อข้อพิพาทจบลง แต่มันจะฝังอยู่ในทัศนคติของคนรุ่นถัดไป
วิกฤติครั้งนี้จึงเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส ความเสี่ยงคือเราจะส่งต่อความไม่เชื่อใจเป็นมรดกทางความคิด ความโอกาสคือสถาบันจะยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสให้สูงพอจนความสงสัยได้รับคำตอบอย่างแท้จริง หากทำได้ เด็กจะไม่โตมาเป็นคนที่ปฏิเสธทุกอย่าง แต่เป็นคนที่เลือกเชื่ออย่างมีเหตุผล เพราะเขาเคยเห็นว่าความชอบธรรมไม่ใช่คำพูด หากเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ
สุดท้ายแล้ว เด็กจะเชื่อในประเทศนี้หรือไม่ เริ่มจากว่าเขาเห็นความรับผิดชอบจากผู้มีอำนาจมากแค่ไหน
เมื่อเราพูดถึงศรัทธาต่อประชาธิปไตย เรามักมองไปที่รัฐ ไปที่องค์กร ไปที่กระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งถูกต้อง เพราะความเชื่อมั่นในระบบต้องเริ่มจากผู้ที่ถืออำนาจก่อน หากองค์กรอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถทำให้กระบวนการโปร่งใส ชัดเจน และตรวจสอบได้เพียงพอ ศรัทธาจะไม่เกิดขึ้นเองจากคำเรียกร้องให้เชื่อใจ
แต่สำหรับเด็ก คำว่า “ประเทศ” ไม่ได้เริ่มจากเอกสารทางกฎหมายหรือคำแถลงข่าว มันเริ่มจากภาพที่เขาเห็นในชีวิตประจำวัน เขาอาจไม่เข้าใจรายละเอียดของกลไกการตรวจสอบ แต่เขาเห็นว่าผู้ใหญ่รอบตัวตอบสนองต่อความคลุมเครืออย่างไร เห็นว่าสถาบันกล้ายอมรับข้อผิดพลาดหรือไม่ เห็นว่าคำอธิบายทำให้สังคมกระจ่างขึ้นจริงหรือยังปล่อยให้ความสงสัยค้างอยู่
หากเขาเห็นว่าสถาบันใช้อำนาจอย่างรับผิดชอบ และเห็นผู้ใหญ่สามารถวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ลดทอนคุณค่าของส่วนรวม เขาจะเข้าใจว่าความรักประเทศไม่ใช่การปกป้องทุกอย่างโดยไม่ตั้งคำถาม และการตั้งคำถามก็ไม่ใช่การทำลายประเทศ แต่ถ้าเขาเห็นเพียงความคลุมเครือจากผู้มีอำนาจ และการดูถูกกันเองในสังคม เขาอาจสรุปว่าประเทศคือพื้นที่ของความไม่แน่นอนมากกว่าความร่วมมือ
ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยจึงไม่ได้เกิดจากคำประกาศ หากเกิดจากประสบการณ์ที่สม่ำเสมอ เด็กต้องเห็นว่าสถาบันกล้าอธิบายเมื่อมีข้อสงสัย กล้ายอมรับเมื่อมีข้อบกพร่อง และกล้าปรับปรุงกระบวนการให้ดีขึ้น เขาต้องเห็นว่าความผิดพลาดไม่ได้ถูกปกปิด และความคลุมเครือไม่ได้ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไร้คำตอบ
ท้ายที่สุดแล้ว เด็กจะเชื่อในประเทศนี้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์แบบขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรเหล่านั้นพิสูจน์ความรับผิดชอบของตนเองได้เพียงใด และผู้ใหญ่รอบตัวเขาจัดการกับความไม่สมบูรณ์นั้นอย่างไร หากเขาเห็นว่าสถาบันยกระดับมาตรฐานของตนเอง และเห็นสังคมกล้าวิพากษ์โดยไม่ทำลายหลักการ เขาจะเติบโตพร้อมความเข้าใจว่าประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไร้ค่าเพียงเพราะมันยังไม่สมบูรณ์
วิกฤติศรัทธาในวันนี้จึงไม่ใช่จุดจบของความหวัง หากคือบททดสอบของความรับผิดชอบจากผู้มีอำนาจก่อนเป็นลำดับแรก หากสถาบันสามารถทำให้ความโปร่งใสเป็นสิ่งที่มองเห็นได้จริง และสังคมสามารถรักษาวุฒิภาวะในการตรวจสอบโดยไม่ลดทอนกันเอง เด็กจะไม่โตมาเป็นคนที่สิ้นหวังต่อประเทศของตนเอง แต่จะเป็นคนที่เข้าใจว่าการรักษาประชาธิปไตยคือการดูแลมันอย่างต่อเนื่อง และศรัทธาที่เขามีจะไม่เปราะบาง เพราะมันตั้งอยู่บนความจริงที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่บนคำขอให้เชื่อ

