ถ้าได้อ่าน EP 1 : เมื่อ ‘อนุบาล’ กลายเป็นจุดสตาร์ทของ “มหกรรมเลี้ยงลูกให้รอด” และสนามสอบคือสมรภูมิที่พ่อแม่แพ้ไม่ได้ ในชุดบทความมหกรรมเลี้ยงลูกให้รอดในปี 2026 ของพ่อแม่ยุคใหม่ : เกมเดิมพันกับอนาคตด้วยชีวิตของคนที่เรารักมากที่สุด ที่แล้วมา คงพอเข้าใจแล้วว่าพ่อแม่ที่เร่งลูก กดดันลูก หรือส่งลูกติวตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ได้ทำไปเพราะพวกเขาเป็นคนโหด ๆ แต่เพราะพวกเขาอาศัยอยู่ในประเทศที่ไม่มีอะไรรองรับความเป็น “คนธรรมดา” และโครงสร้างสังคม กับระบบฯ ที่บีบให้ความกลัวกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเลี้ยงลูก
แต่ EP นี้ไม่ได้พูดถึงพ่อแม่
ใน EP ที่สองนี้ Mappa ขอพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสองแง่มุม โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ แง่มุมหนึ่ง คือวันที่พ่อแม่คนหนึ่งตัดสินใจโพสต์บางอย่างในหน้าฟีด ไม่ว่าจะเป็นภาพที่แสดงให้เห็นความกดดันในบ้าน ภาพที่บอกเล่าความเหนื่อยสะสมของตัวเอง หรือภาพที่ในมุมของคนอื่นดูเหมือนว่าเด็กกำลังพยายามอย่างมากและแบกรับอะไรบางอย่างที่หนักหนาเกินวัย
และอีกแง่มุมหนึ่งคือ ในวันที่สังคมได้เห็นภาพนั้นแล้วตัดสินใจแชร์ต่อ
ทั้งสองการตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นด้วยเหตุผลของตัวเอง พ่อแม่บางคนโพสต์เพราะต้องการระบาย บางคนโพสต์โดยไม่ได้คิดถึงผลที่เกิดตามมา และคนที่แชร์บางคนก็คนก็แชร์ต่อด้วยความหวังดี ความโกรธแทนเด็ก หรือความรู้สึกว่าเรื่องนี้นิ่งเฉยไม่ได้
แต่มีคำถามที่ Mappa อยากชวนคิดต่อ
หลังจากที่กระแสนั้นซาลงไปในอีกสี่ห้าวัน หลังจากที่ทุกคนเดินหน้าต่อไปเพื่อหาเรื่องพูดคุยเรื่องถัดไป และหลังจากที่ความโกรธนั้นจางหายไปพร้อมกับโพสต์ที่เลื่อนหายไปจากฟีดในโซเชียลมีเดีย
เด็กคนนั้นจะเป็นยังไงบ้าง?
และที่สำคัญกว่านั้น
ร่องรอยการวิพากษ์วิจารณ์
และรูปของเขายังอยู่ที่ไหนบ้าง?
จางหายไปพร้อมกับความทรงจำของเรา หรือความโกรธของเราแล้วหรือยัง
เรื่องในบ้านที่ไปไกลเกินรั้วบ้าน
มีคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยในสังคมไทยว่า “เรื่องในบ้านอย่าให้ออกไปนอกบ้าน” คำกล่าวนี้ไม่ใช่แค่สุภาษิต แต่คือกติกาที่คนรุ่นก่อนเข้าใจกัน เพราะในยุคที่ข้อมูลเดินทางด้วยความเร็วในแบบปากต่อปาก ขอบเขตของ “เรื่องส่วนตัว” ยังพอมีอยู่บ้าง เรื่องที่คนข้างบ้านรู้ อาจไปได้แค่ถึงแม่ค้าในตลาดหน้าปากซอย และเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก มันก็ค่อยๆ หายไปเองโดยไม่ต้องทำอะไร
แต่โลกที่เราอาศัยอยู่ตอนนี้ ไม่ได้ทำงานแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว
เมื่อก่อนพ่อแม่มีเพียงสายตาและเสียงเพื่อนข้างบ้านที่คอยสังเกต คอยแนะนำ คอยตัดสินว่าเลี้ยงลูกถูกหรือผิด ข้อสังเกตจากเพื่อนบ้านเหล่านั้น บางทีก็ทำให้พ่อแม่รู้สึกเจ็บปวด หรือบางทีก็ไม่สมเหตุสมผล แต่มันก็ยังพอมีขอบเขต มีระยะทางที่จำกัด และมีอายุที่สั้นพอที่จะจางหายไปได้เอง แต่ในปัจจุบันนี้เพื่อนบ้านขยายตัวออกไปเป็นหลายหมื่นคนบนโลกออนไลน์ คนเหล่านั้นอาจไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ไม่รู้บริบท ไม่รู้ชีวิต และการพูดคุยหรือวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น อาจเกิดขึ้นโดยคนที่ไม่มีวันได้พบหน้ากับ “เด็ก” คนที่ตัวเองกำลังพูดถึง
และความต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างเพื่อนบ้านในอดีตกับเพื่อนบ้านในโลกออนไลน์ไม่ใช่จำนวนคน แต่คือ “ความทรงจำ”
เพื่อนบ้านในอดีตลืม
โลกออนไลน์ไม่ลืม
ทุกสิ่งที่ถูกโพสต์ขึ้นไปบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นรูป ข้อความ หรือคลิป ถูกบันทึกเอาไว้ในเซิร์ฟเวอร์ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ในระบบที่เราไม่มีทางเข้าไปลบได้ทั้งหมด ถูกแคปหน้าจอโดยคนที่เราไม่รู้จัก และถูกบันทึกซ้ำทุกครั้งที่มีคนแชร์ต่อ แม้ว่าต้นฉบับจะถูกลบออกไปแล้ว ร่องรอยของมันยังคงอยู่ในที่ที่เราไม่รู้และไม่สามารถควบคุมได้
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่เทคโนโลยี มันคือธรรมชาติของความผิดพลาดที่เปลี่ยนไป ในอดีตความผิดพลาดของใครบางคนมีอายุจำกัด มันเกิดขึ้น ถูกพูดถึง และค่อยๆ จางหายไป เด็กอาจจำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่คนรอบข้างมักจะลืม แต่เดี๋ยวนี้ความผิดพลาดถูกบันทึกและแชร์ออกไปโดยไม่มีวันหมดอายุ และนั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนทุกอย่างสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าชีวิตของเขากำลังถูกบันทึกเอาไว้ในหน้าฟีดของใครบางคน
ความโกรธของเราอยู่ได้แค่สี่ห้าวัน แต่รูปที่เราแชร์ไปอยู่ได้นานกว่านั้นมาก
ลองนึกถึงโพสต์ที่เคยแชร์เมื่อสองสามปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ข่าวที่ทำให้โกรธ เรื่องราวที่ทำให้รู้สึกว่านิ่งเฉยไม่ได้ หรือภาพที่เห็นแล้วรู้สึกว่าต้องส่งต่อให้คนอื่นรู้ด้วย ลองถามตัวเองว่าวันนี้ยังจำรายละเอียดของโพสต์นั้นได้ไหม ยังจำชื่อของคนที่อยู่ในเรื่องได้ไหม และยังจำได้ไหมว่าตอนนั้นรู้สึกอะไร
คนส่วนใหญ่จำไม่ได้ และนั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะนั่นคือธรรมชาติของการรับข้อมูลในยุคที่โซเชียลเดินหน้าไม่หยุด ความโกรธที่รู้สึกในวันนั้นรู้สึกจริง ความเป็นห่วงที่มีให้เด็กคนนั้นก็จริง แต่อายุของความรู้สึกนั้นสั้นกว่าที่คิด เพราะมีเรื่องใหม่เข้ามาแทนที่เสมอ มีความโกรธชุดใหม่ที่รอให้ระบาย มีโพสต์ใหม่ที่รอให้แชร์ และวงจรนั้นก็หมุนต่อไปโดยไม่มีใครสังเกตว่ามันหมุนอยู่
แต่สำหรับเด็กคนที่อยู่ในโพสต์นั้น
วงจรนั้นไม่ได้หมุนต่อไป
มันหยุดอยู่กับเขา ที่ชื่อ และภาพของเขา
เด็กไม่สามารถเลื่อนผ่านเรื่องของตัวเองได้เหมือนที่เราเลื่อนผ่านฟีด และในขณะที่ความโกรธของคนที่แชร์จางหายไปพร้อมกับสัปดาห์ที่ผ่านไป รูปของเขายังคงอยู่ที่เดิม อยู่ในที่ที่เขาไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน และอยู่กับคนที่เขาไม่รู้ว่าเป็นใคร และคนคนนั้นก็อาจไม่รู้ด้วยว่าเด็กคนนี้คือใคร
มีงานวิจัยด้านจิตวิทยาที่ศึกษาผลกระทบของการที่ข้อมูลส่วนตัวของเด็กถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์โดยไม่ได้รับความยินยอม พบว่าเด็กที่รับรู้ว่าเรื่องราวหรือภาพของตัวเองถูกแชร์ไปในวงกว้าง มักมีความรู้สึกสูญเสียการควบคุมชีวิตตัวเองในระดับที่ลึกกว่าที่ผู้ใหญ่จะนึกถึง ไม่ใช่แค่ความอาย แต่คือความรู้สึกที่ว่าเรื่องราวของตัวเองไม่ได้เป็นของตัวเองอีกต่อไป และนั่นคือสิ่งที่ติดตามเด็กไปนานกว่ากระแสโซเชียลใดๆ ทำได้
ความโกรธของเราในวันนั้นเป็นของเรา และมันก็หายไปพร้อมกับเรา แต่สิ่งที่เราทิ้งไว้ไม่ได้หายไปด้วย และเด็กคนนั้นไม่มีทางรู้เลยว่าในวันที่เขาโตขึ้น เขาจะพบกับมันที่ไหน เมื่อไหร่ และในรูปแบบไหน
“การช่วยเด็กจริงๆ” กับการรู้สึกว่า “เรากำลังช่วยเด็กด้วยการแชร์โพสต์”
มีนักจิตวิทยาสังคมชื่อ Jonathan Haidt เคยอธิบายปรากฏการณ์หนึ่งที่เขาเรียกว่า Moral Outrage ว่ามันไม่ได้เป็นแค่อารมณ์ธรรมดา แต่คือสัญญาณที่สมองส่งออกมาเพื่อบอกว่าเราเป็นคนดี และเป็นคนที่ยืนอยู่ฝั่งที่ถูกต้อง ความรู้สึกนั้นให้รางวัลทางจิตวิทยาที่จับต้องได้จริงๆ และโซเชียลมีเดียก็ถูกออกแบบมาให้ขยายรางวัลนั้นให้ใหญ่ขึ้นผ่านยอดไลก์และยอดแชร์ที่นับได้เป็นตัวเลข
นั่นไม่ได้หมายความว่าความโกรธแทนเด็กนั้นไม่จริง
ความรู้สึกนั้นถูกต้อง จริง และมีที่มาที่สมเหตุสมผล
แต่มันก็ยังหมายความว่าในบางครั้ง สิ่งที่เราทำในนามของ “การช่วยเหลือเด็ก” ด้วยการแชร์โพสต์ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองมากกว่าที่มันทำให้เด็กคนนั้นดีขึ้นจริงๆ และความต่างระหว่างสองสิ่งนั้นสำคัญมากกว่าที่เราคิด
ลองคิดกันสักครู่ว่า ในทุกครั้งที่แชร์โพสต์เกี่ยวกับเด็กที่ถูกกดดัน สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคืออะไร พ่อแม่คนนั้นได้รับความช่วยเหลือจริงๆ ไหม เด็กคนนั้นได้รับการดูแลที่ดีขึ้นไหม หรือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือโพสต์นั้นถูกพูดถึงอยู่สักพักแล้วก็จางหายไป ในขณะที่ครอบครัวนั้นยังคงอยู่กับสถานการณ์เดิม บวกกับร่องรอยดิจิทัลที่ไม่มีวันหมดอายุ
นักสังคมวิทยาบางคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Slacktivism คือการที่เราทำสิ่งเล็กๆ ที่รู้สึกเหมือนการลงมือทำ เช่น การกดแชร์ การคอมเมนต์ การแสดงความเห็น แต่ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องของการโกหกตัวเอง เพราะความตั้งใจนั้นดี แต่มันคือช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรารู้สึกว่ากำลังทำ กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเด็กคนนั้น
และช่องว่างนั้นไม่ได้รับการแก้ไข แต่ถูกแทนที่ด้วยสิ่งอื่นแทน
ในทุกครั้งที่เราพอใจกับการแสดงออกบนโลกออนไลน์ว่าเราเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง พลังงานทางสังคมที่ควรจะไปถามว่าระบบสวัสดิการเด็กในประเทศนี้เป็นอย่างไร ระบบการศึกษาที่บีบพ่อแม่จนถึงจุดแตกหักนั้นควรได้รับการแก้ไขอย่างไร และนโยบายอะไรที่จะทำให้ครอบครัวไม่ต้องอยู่ในสภาวะกดดั ถูกใช้ไปกับการกดแชร์แทนที่จะหยิบยกมาพูดกันอย่างจริงจังในประเด็นนี้
ความรู้สึกว่าตัวเองกำลังช่วยเด็ก กับการช่วยเด็กจริงๆ จึงไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกันเสมอไป และการไม่แยกแยะสองสิ่งนั้นออกจากกัน อาจคือเหตุผลที่บทสนทนาเรื่องนี้วนซ้ำทุกปีโดยไม่เคยนำไปสู่อะไรที่เปลี่ยนแปลงได้จริงๆ
การประณามพ่อแม่บนโลกออนไลน์ไม่เคยทำให้พ่อแม่เปลี่ยน แต่ทำให้พวกเขาหาเหตุผลปกป้องตัวเอง และในท้ายที่สุด ทั้งสองฝ่ายก็แยกย้ายกันไปโดยที่ปัญหาจริงยังอยู่เหมือนเดิม
มีงานวิจัยทางจิตวิทยาสังคมชิ้นหนึ่งที่ศึกษาว่าเมื่อคนถูกวิจารณ์ต่อหน้าสาธารณะ สิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของพวกเขาคืออะไร ผลที่ได้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับนักจิตวิทยา แต่อาจน่าแปลกใจสำหรับคนที่เชื่อว่าการกดดันคือวิธีที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนพฤติกรรม นั่นคือเมื่อถูกโจมตีต่อหน้าคนอื่น สมองจะเข้าสู่โหมดปกป้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่โหมดไตร่ตรอง ความสามารถในการรับฟังและเปิดใจต่อสิ่งที่ถูกพูดถึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสิ่งที่เพิ่มขึ้นแทนคือความต้องการที่จะพิสูจน์ว่าตัวเองถูก
พ่อแม่ที่ถูกประณามบนโลกออนไลน์ก็เป็นเช่นนั้น
ในทุกครั้งที่โพสต์เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกที่ “ผิด” กลายเป็นไวรัล สิ่งที่มักเกิดขึ้นในคอมเมนต์ไม่ใช่การสนทนาที่นำไปสู่ความเข้าใจมากขึ้น แต่คือการแบ่งขั้วที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายหนึ่งโกรธและรู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่ในจุดที่ถูกต้อง อีกฝ่ายรู้สึกถูกโจมตีและหาเหตุผลมาปกป้องสิ่งที่ตัวเองทำ และทั้งสองฝ่ายก็พูดดังขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีใครเปลี่ยนใจจริงๆ เลย
พ่อแม่บางคนอาจเลิกโพสต์รูปลูกบนโลกออนไลน์หลังจากถูกวิจารณ์ บางคนอาจระมัดระวังมากขึ้นในสิ่งที่เลือกแสดงให้คนอื่นเห็น แต่นั่นก็ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง การหลบหลีกของพ่อแม่แบบนี้ที่ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจ และพวกเขาอาจจะเลือกกดดันลูกในชีวิตจริงในแบบที่ไม่บอกใคร ไม่มีใครเห็น แต่ก็ไม่ได้มีอะรเปลี่ยนแปลงไปเพราะยอดแชร์บนโลกออนไลน์
ที่น่าคิดกว่านั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับฝ่ายโลกออนไลน์ที่แสดงความโกรธโดยการแชร์ด้วยเช่นกัน เมื่อการโกรธได้รับรางวัลในรูปของยอดไลก์และการยืนยันจากคนที่เห็นด้วย มันยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นถูกต้องและพอเพียงแล้ว และเมื่อความรู้สึกนั้นพอเพียงแล้ว ก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะไปถามต่อว่าแล้วอะไรคือสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ
ในท้ายที่สุด ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไปพร้อมกับความเชื่อเดิมของตัวเอง พ่อแม่ที่ถูกวิจารณ์ยังคงเลี้ยงลูกแบบเดิมและคนที่วิจารณ์ในโลกออนไลน์ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
แต่ระบบสวัสดิการที่ทำให้พ่อแม่ต้องอยู่ในสภาวะกดดันตั้งแต่แรก ระบบการศึกษาที่ยังคัดกรองเด็กตั้งแต่ก่อนเข้าประถม และนโยบายที่ควรจะเข้ามาแก้ปัญหาโครงสร้างเหล่านี้ — ยังคงอยู่เหมือนเดิมทุกประการ รอวงจรถัดไปที่จะเกิดขึ้นอีกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
มีความเห็นเรื่องการเลี้ยงลูกที่ถูกต้องนั้นง่าย สิ่งที่ยากกว่าคือการเป็นคนที่ต้องตื่นมาเลี้ยงลูกจริงๆ ในทุกเช้าของประเทศที่ไม่มีอะไรรองรับ
มีปรากฏการณ์หนึ่งที่นักจิตวิทยาสังคมสังเกตเห็นในการศึกษาเรื่องการตัดสินคนอื่น นั่นคือยิ่งเราอยู่ห่างจากสถานการณ์หนึ่งมากเท่าไหร่ เรายิ่งมองเห็นคำตอบที่ถูกต้องได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น นักจิตวิทยาเรียกมันว่า Psychological Distance หรือระยะห่างทางจิตใจ ซึ่งทำให้เราสามารถคิดเรื่องที่ซับซ้อนได้อย่างเป็นระบบและเป็นเหตุเป็นผล เพราะเราไม่ได้อยู่ในความกดดันของมันโดยตรง
ในแง่หนึ่งนั่นคือสิ่งที่มีประโยชน์ มุมมองจากข้างนอกช่วยให้เห็นสิ่งที่คนข้างในมองไม่เห็น แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็สร้างความเชื่อมั่นที่บางครั้งเกินจริงว่าเราเข้าใจสถานการณ์นั้นดีพอที่จะตัดสินได้
การเลี้ยงลูกคือหนึ่งในสถานการณ์ที่ระยะห่างนั้นสร้างความแตกต่างได้มากที่สุด
คนที่ไม่มีลูกหรือยังไม่เคยเลี้ยงลูกในบริบทที่กดดันสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าพ่อแม่ควรทำอะไร ควรพูดอะไร และควรหยุดทำอะไร เพราะในระดับของทฤษฎีมันไม่ซับซ้อน อย่ากดดันลูกมากเกินไป ให้เวลาลูกเล่น ฟังลูกมากกว่าสั่งลูก ทุกอย่างฟังดูสมเหตุสมผลและปฏิบัติได้จริงเมื่อมองจากข้างนอก
แต่ความเป็นจริงของการเลี้ยงลูกไม่ได้เกิดขึ้นในระดับของทฤษฎี มันเกิดขึ้นตอนตีสี่ที่ลูกไม่ยอมนอนและต้องไปประชุมตอนแปดโมงเช้า เกิดขึ้นในวันที่ได้รับจดหมายแจ้งว่าลูกสอบไม่ผ่านเกณฑ์เข้าโรงเรียนที่ตั้งใจไว้ เกิดขึ้นในคืนที่นอนไม่หลับเพราะกังวลว่าถ้าลูกไม่ได้เรียนที่ที่ดีพอ อนาคตของลูกจะเป็นอย่างไรในประเทศที่ไม่มีอะไรรองรับความเป็น “เด็กธรรมดา” ให้เติบโตได้ดีพอและปลอดภัย
ความเข้าใจนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการอ่านบทความ ไม่ว่าบทความนั้นจะดีแค่ไหน มันเกิดขึ้นได้จากการตื่นมาแล้วแบกความกังวลนั้นทุกวัน โดยไม่มีวันหยุด และไม่มีใครมาบอกว่าพอแล้ว
นั่นไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่มีลูกไม่มีสิทธิ์มีความเห็นเรื่องการเลี้ยงลูก ทุกคนมีสิทธิ์ตั้งคำถามและแสดงความเป็นห่วงต่อเด็ก และนั่นคือสิ่งที่ดีและจำเป็น แต่ความแตกต่างระหว่างการตั้งคำถามกับระบบที่สร้างสภาพแวดล้อมนั้น กับการตัดสินพ่อแม่คนหนึ่งที่กำลังพยายามเอาตัวรอดในระบบเหล่านั้น ความต่างนั้นไม่ใช่เรื่องของว่าใครมีสิทธิ์พูด แต่เป็นเรื่องของว่าสิ่งที่พูดไปนั้นนำไปสู่ความเข้าใจหรือเพียงนำไปสู่การแบ่งขั้วและเอาชนะว่าความคิดของใครถูกต้องกว่ากัน
และในโลกออนไลน์ที่อัลกอริทึมให้รางวัลกับความโกรธมากกว่าความเข้าใจ เส้นระหว่างสองสิ่งนั้นบางลงทุกวัน
เด็กที่เราสงสารในวันที่แชร์ กับเด็กที่ต้องอยู่กับสิ่งที่เราแชร์ไปตลอดชีวิต เด็กสองคนนั้นคือคนคนเดียวกัน
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยนึกถึงในวันที่กดแชร์ นั่นคือเด็กคนที่อยู่ในรูปหรือในเรื่องราวนั้นไม่ได้หยุดมีชีวิตอยู่หลังจากที่กระแสโซเชียลซาลงไป เขายังคงโตขึ้นทุกวัน ยังคงไปโรงเรียน มีเพื่อน มีความฝัน และวันหนึ่งก็จะโตพอที่จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น
และในวันนั้น เขาจะพบกับสิ่งที่เราทิ้งไว้ให้เขาโดยไม่ได้ตั้งใจ
ความสงสารที่เรามีให้เขาในวันที่แชร์นั้นจริง ไม่มีใครตั้งคำถามกับเจตนานั้น แต่ความสงสารเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจเรา ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา การแชร์โพสต์อาจะทำให้เรารู้สึกดี ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่เด็กคนนั้นไม่ได้รับรู้ถึงความสงสารของเรา สิ่งที่เขาจะรับรู้ได้ในอีกสิบหรือสิบห้าปีข้างหน้าคือร่องรอยที่ความสงสารนั้นทิ้งไว้บนโลกออนไลน์
นักจิตวิทยาพัฒนาการที่ศึกษาเรื่อง Digital Footprint ในเด็ก พบว่าการที่เรื่องราวส่วนตัวหรือภาพของเด็กถูกเผยแพร่ในวงกว้างโดยไม่ได้รับความยินยอม สร้างผลกระทบที่ซับซ้อนต่อตัวเด็ก และความซับซ้อนนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของความอายหรือความอึดอัด แต่คือการที่เด็กต้องเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกว่าเรื่องราวในชีวิตของเขาไม่ได้เป็นของเขา มันเป็นของสาธารณะ เป็นของคนที่ไม่รู้จักเขา และเป็นของอินเทอร์เน็ตที่ไม่มีวันลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปได้เลย
สิ่งที่ยากกว่านั้นคือเด็กหลายคนไม่ได้รู้ตัวว่ามีร่องรอยเหล่านั้นอยู่จนกว่าจะโตพอที่จะกดปุ่มค้นหาชื่อ หรือภาพตัวเอง อาจเป็นวันที่เพื่อนในโรงเรียนพบเจอและนำมาถามว่า “นี่คือเธอหรือเปล่า?” อาจเป็นวันที่สมัครงานและบริษัทค้นพบ หรืออาจเป็นวันที่มีความรักครั้งแรกและอีกฝ่ายค้นข้อมูลขึ้นมาเพื่อรู้จักเขามากขึ้น
ในทุกสถานการณ์เหล่านั้น เขาไม่มีโอกาสเลือกว่าจะเล่าเรื่องของตัวเองอย่างไร เพราะเรื่องนั้นถูกเล่าไปแล้ว โดยคนที่ไม่ใช่เขา ในวันที่เขายังเล็กเกินกว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
และทั้งหมดนั้นเริ่มต้นจากการกดปุ่ม “แชร์” ที่ใช้เวลาเพียงไม่ถึงวินาที โดยคนที่หวังดีและลืมเรื่องนั้นไปแล้วในอีกสี่ห้าวันถัดมา
ในวันที่เด็กเจ็ดขวบคนนั้นไม่ใช่เด็กอีกต่อไป แล้วเขาค้นชื่อตัวเอง
ลองจินตนาการภาพนี้
เด็กคนหนึ่งอายุสิบเจ็ดปี กำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในคืนวันธรรมดา บางทีเขาอาจทำการบ้านอยู่ บางทีอาจกำลังเตรียมตัวสมัครเรียนต่อ หรือบางทีอาจแค่นั่งเล่นอินเทอร์เน็ตเหมือนวัยรุ่นทั่วไป แล้วด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เขาพิมพ์ชื่อตัวเองลงในช่องค้นหา
และสิ่งที่ขึ้นมาคือรูปของเขาตอนอายุเจ็ดขวบ พร้อมกับคอมเมนต์นับร้อยนับพันจากคนที่เขาไม่รู้จัก บางคอมเมนต์สงสาร บางคอมเมนต์โกรธแทนเขา บางคอมเมนต์วิจารณ์พ่อแม่ของเขา และบางคอมเมนต์ก็พูดถึงเขาในแบบที่เขาไม่เคยอยากให้ใครพูดถึง
ในวันนั้นเขาจะรู้สึกอย่างไร
ไม่มีใครตอบคำถามนั้นแทนเขาได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่พอจะนึกออกได้คือความรู้สึกที่ว่าเรื่องราวของเขา ถูกนำออกไปแสดงต่อสาธารณะโดยที่เขาไม่ได้เป็นคนยินยอม ไม่ได้รับรู้ และไม่มีโอกาสเลือกว่าจะจัดการกับมันอย่างไร คนที่แชร์รูปนั้นลืมเรื่องนี้ไปแล้วนานมากแล้ว แต่สำหรับเขา เรื่องราวความไม่สมบูรณ์ ความผิดพลาดของเขาหรือพ่อแม่ของเขายังคงอยู่ตรงนั้น สมบูรณ์ครบถ้วน ไม่มีวันหมดอายุ
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นก็จะเป็นเรื่องราวของแต่ละคน บางคนอาจรับมือได้ บางคนอาจไม่ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน สิ่งที่แน่นอนคือเด็ก 7 ขวบในวันนั้นต้องเผชิญกับเรื่องราวนี้อยู่เพียงคนเดียว ในขณะที่ทุกคนที่มีส่วนในการสร้างร่องรอยนั้นขึ้นมา ทั้งพ่อแม่ที่โพสต์ และคนที่แชร์โพสต์ต่อ ต่างก็ดำเนินชีวิตต่อไปแล้วนานมากแล้วเช่นกัน
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากเรื่องอื่นๆ บนโลกออนไลน์ เพราะในขณะที่ทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ตดูเหมือนจะผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มีบางอย่างที่ไม่ผ่านไปไหน แต่เพียงรอวันที่เด็กคนหนึ่งโตพอที่จะพบมันอีกครั้ง และในวันนั้น เรื่องราวเหล่านั้นก็ยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิมทุกประการ เหมือนกับว่าเวลาไม่เคยผ่านไปเลย
สำหรับเรา วันที่แชร์นั้นคือวันธรรมดาวันหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป สำหรับเด็ก มันคือสิ่งที่รอเขาอยู่ในอนาคต โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเรื่องราวในอดีตมันจะยังอยู่ที่นั่น
และนั่นคือความต่างระหว่างคนที่กดแชร์กับคนที่อยู่ในรูปที่ถูกแชร์ ที่ไม่มีใครพูดถึงในวันที่กระแสโพสต์กำลังไวรัลและร้อนแรง

