เราไม่เคยถูกสอนว่าความเป็น “ลูก” จะไม่สิ้นสุดแม้ในวันที่เราเองกลายเป็นพ่อแม่แล้ว และเราไม่เคยถูกเตรียมใจว่าการมีลูก ไม่ได้หมายถึงการได้มีเวลาสนิทใจกับลูกอย่างเต็มที่เสมอไป เพราะยังมีอีกชีวิตที่เรียกเราว่า “ลูก” กำลังรอให้ดูแลอยู่เช่นกัน นี่คือชะตากรรมของ Sandwich Generation ผู้ใหญ่ที่ต้องแบ่งหัวใจออกเป็นสองส่วนใหญ่ที่สุดในชีวิต
แขนข้างหนึ่งกอดลูกที่ยังเล็กเกินจะเข้าใจว่าโลกภายนอกโหดร้ายเพียงใด อีกแขนโอบพ่อแม่ที่กำลังแก่ลงทุกวัน และในขณะที่เราเดินไปข้างหน้า เราก็ต้องเหลียวหลังอยู่เสมอ ความรู้สึกนี้คือการถูกบีบจากทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่เพราะใครต้องการเอาเปรียบ แต่เพราะวงจรชีวิตมนุษย์เดินมาถึงจุดที่รุ่นกลางกลายเป็นเสาหลักของทั้งบ้านโดยไม่มีคู่มือ ไม่มีบทเรียนในโรงเรียน ไม่มีใครเตรียมให้เราเป็นสะพานเชื่อมรุ่นสู่รุ่นอย่างเป็นระบบ
เรามักจะพูดถึงความเหนื่อยของคนทำงาน หรือความล้าในการเลี้ยงลูก แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงความเหนื่อยที่แฝงสองบทบาทในร่างเดียว การเป็นพ่อแม่ที่ไม่อยากทำพลาด และการเป็นลูกที่ไม่อยากปล่อยมือ ความรู้สึกผิดจึงซ้อนทับ: ไม่ได้อยู่กับลูกพอ ก็เหมือนทำร้ายลูก ไม่ได้ดูแลพ่อแม่เต็มที่ ก็เหมือนอกตัญญู และสุดท้ายสิ่งที่หายไปคือ “ตัวเราเอง” ที่เลือนรางลงทุกวัน
Sandwich Generation จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเงิน เวลา หรือหน้าที่ แต่คือเรื่องของหัวใจที่ถูกดึงสองทางอยู่ตลอดเวลา คำถามคือ… เมื่อไม่มีคู่มือให้เปิดอ่าน เราจะอยู่รอดจากชีวิตตรงกลางที่แสนบีบนี้ได้อย่างไร
เมื่อความเป็นลูกไม่เคยสิ้นสุด แม้เราจะเป็นพ่อแม่แล้ว
ในวันที่เราอุ้มลูกในอ้อมแขน เรามักจะรู้สึกเหมือน “วงจรชีวิต” ได้หมุนเวียนต่อไปอย่างสมบูรณ์ แต่ความจริงก็คือ วงจรนี้ไม่ได้แบ่งเส้นชัดเจนระหว่างรุ่นใหม่กับรุ่นเก่า ความเป็น “ลูก” ของเราไม่เคยหายไป เพียงแค่เปลี่ยนร่างจากเด็กที่ต้องการการดูแล ไปเป็นผู้ใหญ่ที่ยังคงมีเสียงเรียกและความคาดหวังจากพ่อแม่ดังก้องอยู่เสมอ
การเป็นลูกจึงไม่เคยจบลง แม้เราจะกลายเป็นพ่อแม่แล้วก็ตาม งานวิจัยของ University of Michigan (2017) ชี้ว่า ผู้ใหญ่ที่ต้องดูแลทั้งบุตรและพ่อแม่พร้อมกันเผชิญภาวะ chronic stress อย่างต่อเนื่อง ระดับฮอร์โมนความเครียดสูงกว่ากลุ่มที่ดูแลเพียงรุ่นเดียวอย่างมีนัยสำคัญ ความเครียดนี้ไม่ได้มาจากการ “ไม่รัก” แต่กลับตรงกันข้าม เพราะเรารักทั้งสองฝั่งมากเกินกว่าจะเลือก
ความขัดแย้งที่เจ็บที่สุดจึงไม่ใช่การทะเลาะกับใคร แต่คือการที่หัวใจเราถูกแบ่งโดยไม่มีทางสมดุลได้พอดี: พ่อแม่อยากให้เรา “อยู่ใกล้” ลูกก็อยากให้เรา “อยู่ตรงนี้” ทั้งสองความต้องการต่างจริง และต่างไม่ผิด แต่ทำให้เราเหมือนคนที่ต้องเดินสองทางพร้อมกันโดยมีเพียงสองเท้า
ในระดับวัฒนธรรม โดยเฉพาะในสังคมเอเชีย ความคาดหวังจากพ่อแม่ต่อความกตัญญูยังคงแรงกล้า ขณะที่สังคมสมัยใหม่ก็เพิ่มแรงกดดันให้พ่อแม่ต้องเป็น “ผู้เลี้ยงดูที่สมบูรณ์แบบ” ทั้งสองชุดความคาดหวังนี้มาบรรจบในร่างของ Sandwich Generation โดยไม่มีทางเลือกให้วางภาระลงอย่างแท้จริง
สิ่งที่เจ็บคือตอนเราก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้ลูก มืออีกข้างอาจต้องถือยาถุงใหญ่ของพ่อแม่ไปด้วย ภาพเล็ก ๆ แบบนี้ต่างหากที่สะท้อนว่า การเป็นลูกและการเป็นพ่อแม่ในเวลาเดียวกันไม่ใช่เส้นแบ่งที่ต่อเนื่อง แต่คือการซ้อนทับที่ทำให้หัวใจเราหนักกว่าที่เคย
เศรษฐกิจในบ้านและเวลาที่รั่วไหล
ชีวิตของคนรุ่นกลางเหมือนสมการที่ใช้เลขสองชุดใหญ่คูณกันตลอดเวลา ค่าครองชีพของการเลี้ยงลูก และค่าใช้จ่ายของการดูแลพ่อแม่สูงวัย ต่างก็เติบโตขึ้นทุกปีโดยไม่รอใคร และเมื่อรวมกัน มันไม่ใช่ภาระ “สองเท่า” แต่คือ “ภาระทับซ้อน” ที่กินทั้งเงินและเวลาไปพร้อมกัน
องค์การอนามัยโลก (WHO, 2022) ประเมินว่า ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลผู้สูงอายุทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง สามเท่าในอีกสามทศวรรษ เพราะทั้งโรคเรื้อรังที่ยาวนานขึ้นและอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าเลี้ยงดูบุตรในเมืองใหญ่ ตั้งแต่ค่าเล่าเรียน อาหารที่มีคุณภาพ ไปจนถึงกิจกรรมนอกห้องเรียน ก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สหรัฐอเมริกามีรายงานว่า ครอบครัวหนึ่งต้องใช้เงินเฉลี่ยกว่า 233,000 ดอลลาร์ ในการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งจนถึงอายุ 18 ปี (USDA, 2017) และถ้าเป็นในเอเชียเมืองใหญ่ ตัวเลขที่ไม่ต่างกันก็สะท้อนผ่านค่าเทอมโรงเรียนเอกชนหรือค่าติวสอบที่สูงเกินรายได้เฉลี่ย
แต่มากกว่าเรื่องเงินคือ “เวลา” ที่ถูกกลืนหายไป การประชุมที่ถูกเลื่อนเพราะต้องพาแม่ไปโรงพยาบาล การอ่านนิทานที่ลูกเผลอหลับไปแล้วเพราะเรากลับบ้านช้า และการนั่งรอคิวที่ยาวนานในโรงพยาบาลจนต้องตอบอีเมลงานไปพร้อมกัน นี่คือเศรษฐกิจที่ไม่เคยมีใครคำนวณในตัวเลข GDP แต่มันคือความจริงของชีวิตประจำวัน
งานวิจัยจาก Pew Research Center (2020) พบว่า กลุ่ม Sandwich Generation ในสหรัฐใช้เวลามากกว่า 2–3 ชั่วโมงต่อวัน ในการดูแลคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ตัวเอง นั่นหมายถึงหนึ่งปีเต็มที่ถูกกลืนหายไปกับการเป็นผู้ดูแล และเมื่อเวลาสำหรับตัวเองหายไปเช่นนี้ ผลกระทบไม่ได้สะท้อนแค่ความเหนื่อย แต่ยังโยงไปถึงสุขภาพกาย สุขภาพจิต และ productivity ในการทำงาน
เวลาและเงินจึงเป็นสองสิ่งที่รั่วไหลพร้อมกันในชีวิตของคนแซนด์วิช และสิ่งที่น่าเจ็บใจคือ เรามักถูกทำให้รู้สึกว่า “รั่วเพราะเราบริหารจัดการไม่ดี” ทั้งที่จริงแล้ว ระบบไม่เคยถูกออกแบบมาให้ใครคนเดียวแบกสองรุ่นไปพร้อมกันได้เลย
ความผิดที่ไม่เคยก่อ แต่ถูกแบกไว้ทุกวัน
สิ่งที่หนักที่สุดในชีวิตแซนด์วิช ไม่ได้มีแค่เงินที่หายไปหรือเวลาที่ไม่พอ แต่คือ ความรู้สึกผิด ที่เกาะกินเราเหมือนเงาที่ไม่เคยหลุดออกจากตัว
เราโทษตัวเองว่าไม่ได้ใช้เวลากับลูกมากพอ จนกลัวว่าลูกจะโตมาโดยขาดความผูกพัน ขณะเดียวกันเราก็โทษตัวเองว่าไม่ได้อยู่กับพ่อแม่มากพอ จนกลัวว่าจะกลายเป็นลูกที่อกตัญญู ความผิดสองชั้นนี้ไม่เคยมีคำตอบที่ “ถูก” เพราะทุกการเลือกฝั่งหนึ่ง ย่อมหมายถึงการละเลยอีกฝั่งหนึ่งไปโดยปริยาย
งานวิจัยของ National Alliance for Caregiving (2019) ระบุว่า ผู้ที่ต้องดูแลทั้งพ่อแม่สูงวัยและลูกพร้อมกัน มีแนวโน้มเกิด caregiver burnout มากกว่าผู้ที่ดูแลเพียงรุ่นเดียวเกือบ สองเท่า Burnout นี้ไม่ได้แค่ทำให้เหนื่อย แต่ยังเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกไร้ค่า และการถอนตัวจากความสัมพันธ์ทางสังคม ความผิดจึงไม่ได้อยู่แค่ในใจ แต่มันกัดกินคุณภาพชีวิตโดยรวม
สิ่งที่เจ็บคือ ความผิดนี้ไม่เคยเป็นของเราโดยตรง มันเป็นผลผลิตของระบบที่ไม่เคยเตรียมให้คนคนหนึ่งต้องดูแลสองรุ่นไปพร้อมกัน แต่เรากลับถูกทำให้เชื่อว่าเป็นเพราะ “เราไม่ดีพอ”
หลายคนพยายามหาวิธีแก้ด้วยการทุ่มตัวเองจนหมด ตื่นเช้าเพื่อทำอาหารให้ลูก แล้วรีบออกไปโรงพยาบาลเพื่อดูแลพ่อแม่ กลับมาอีกทีก็ยังต้องทำงานดึก ความรู้สึกที่อยู่ใต้การทำทั้งหมดนั้นไม่ใช่ความเก่ง แต่คือความกลัว กลัวว่าจะไม่ดีพอในทุกบทบาท ความกลัวที่ไม่มีใครมาไถ่บาปให้ได้
และเพราะไม่มีใครเห็น เราจึงยิ่งแบกมันเงียบ ๆ คนเดียว
ความสัมพันธ์ที่ถูกบีบให้บาง
ในสมการที่เราต้องอุ้มทั้งลูกและพ่อแม่ คนที่มักถูกวางไว้หลังสุดคือ คู่ชีวิต และบางครั้งรวมถึง “ตัวเราเอง” ด้วย ความสัมพันธ์ที่เคยเริ่มต้นจากความรัก กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกเจือจางลงทุกวัน เพราะเวลาและพลังงานส่วนใหญ่ถูกหั่นไปให้คนอื่นหมดแล้ว
เราบอกตัวเองเสมอว่า “เดี๋ยวค่อยคุย” “เดี๋ยวค่อยไปเที่ยวด้วยกัน” แต่ “เดี๋ยว” นั้นมักไม่มาถึง เพราะตารางชีวิตเต็มไปด้วยการพาแม่ไปหาหมอ หรือตามงานโรงเรียนของลูก ความโรแมนติกที่เคยขับเคลื่อนความสัมพันธ์ค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงการทำหน้าที่เหมือนหุ้นส่วนทางธุรกิจที่ต้องจัดการบ้านและชีวิตร่วมกัน
งานวิจัยใน Journal of Family Issues (2018) พบว่า คู่รักในกลุ่ม Sandwich Generation รายงานว่าความพึงพอใจในชีวิตคู่ลดลงเกือบ 40% เมื่อเทียบกับคู่ที่ไม่ได้รับผิดชอบสองรุ่นพร้อมกัน แต่ paradox ที่น่าสนใจก็คือ คู่รักเหล่านี้กลับรู้สึกว่าตัวเองเป็น ทีม มากขึ้น มีความผูกพันในฐานะ “ผู้รอดไปด้วยกัน” แม้ความหวานอาจลดลง แต่พันธะของการอยู่ข้างกันกลับเข้มข้นขึ้น
ทว่าความสัมพันธ์ที่ถูกบีบให้บาง ไม่ได้หมายถึงเพียงคู่ชีวิต แต่ยังหมายถึงมิตรภาพ เพื่อนสนิท และเครือข่ายสังคมที่ค่อย ๆ ถูกละเลยไปอย่างช้า ๆ เพราะเรามีเวลาไม่พอที่จะรักษาทุกอย่างไว้พร้อมกัน เมื่อความสัมพันธ์ภายนอกหายไป ความรู้สึกโดดเดี่ยวกลับชัดเจนขึ้น แม้เราจะอยู่ท่ามกลางครอบครัวตลอดเวลา
ความรักจึงยังอยู่ แต่ไม่ใช่ในรูปแบบที่เราเคยฝัน มันเปลี่ยนไปเป็นการจับมือกันเหนื่อย ๆ ท่ามกลางคืนที่ยาวนาน หรือการส่งยิ้มเล็ก ๆ ในห้องรอหมอที่เต็มไปด้วยคนป่วย ความสัมพันธ์ที่ถูกบีบจนบางลง จึงไม่ได้หมายความว่ามันไร้ค่า ตรงกันข้าม มันอาจกำลังถูกกลั่นจนเหลือแก่นแท้ที่สุดว่า เราจะยังอยู่ด้วยกัน แม้ไม่มีเวลาเหลือให้กันมากเท่าที่อยาก
เด็กที่โตมาในบ้านแซนด์วิช
เมื่อพ่อแม่ถูกบีบจากสองด้าน คนที่อยู่ตรงกลางจริง ๆ กลับไม่ใช่เราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกของเราด้วย เด็กที่เติบโตในบ้านแซนด์วิชมักเรียนรู้ตั้งแต่เล็กว่า พ่อแม่ของเขาไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ แต่คือมนุษย์ที่เหนื่อย ล้ม และไม่อาจทำได้ทุกอย่างพร้อมกัน
งานวิจัยจาก Journal of Child and Family Studies (2021) พบว่า เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่มีภาระดูแลผู้สูงอายุร่วมด้วย มักมีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย (premature maturity) พวกเขามีความรับผิดชอบมากกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน เข้าใจความเปราะบางของผู้ใหญ่ได้เร็วกว่า และบางครั้งยังกลายเป็นผู้ช่วยเหลือเล็ก ๆ ในบ้าน ไม่ว่าจะคอยหยิบยาให้ตา หรือช่วยปลอบแม่เวลาน้ำตาไหล
แต่การเติบโตเร็วก็มีราคาของมัน เด็กเหล่านี้มีแนวโน้มสูงต่อความวิตกกังวล ความรู้สึกโดดเดี่ยว และการแบกรับอารมณ์ของผู้ใหญ่แทน ตัวตนของเขาถูกบีบให้เล็กลงเพื่อให้ครอบครัว “รอด” จากสถานการณ์ในแต่ละวัน สิ่งที่หายไปคือพื้นที่ของการเล่น ที่ควรเป็นสนามฝึกจินตนาการและการพักผ่อนของวัยเด็ก
บางครั้งลูกจึงกลายเป็น “ผู้ดูแลเงียบ” ที่ไม่เคยถูกขอร้อง แต่กลับสวมบทบาทนั้นโดยอัตโนมัติ เพราะเห็นพ่อแม่ต้องเหนื่อยเกินไป การที่เขาเก็บของเล่นเงียบ ๆ หรือเลิกอ้อนในวันที่เห็นแม่เพลีย ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้น แต่แปลว่าเขาเรียนรู้จะเก็บความต้องการไว้ข้างใน เพื่อไม่เป็น “ภาระเพิ่ม”
และนี่คือรอยร้าวที่มองไม่เห็นในบ้านแซนด์วิช เด็กที่โตมากับการรู้สึกว่าความสุขของตัวเองต้องถูกเลื่อนออกไปเสมอ เพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด
แซนวิชเจเนอเรชันจะอยู่รอดได้อย่างไรเมื่อโลกนี้ไม่มีคู่มือ
ไม่มีคู่มือเล่มไหนที่เขียนไว้ว่า จะต้องเป็นทั้งลูกที่ดีและพ่อแม่ที่สมบูรณ์ในเวลาเดียวกัน เราจึงต้องค่อย ๆ เขียนคู่มือของตัวเองขึ้นมาทีละบรรทัด จากการลองผิดลองถูก และจากการเรียนรู้ว่าจะรักโดยไม่ทำลายตัวเองได้อย่างไร
- สร้างวงช่วยเหลือ ไม่ใช่แค่แบกคนเดียว
งานวิจัยจาก Harvard (2020) ชี้ว่า community support ไม่เพียงลดภาระของผู้ดูแล แต่ยังเพิ่มคุณภาพชีวิตของทั้งครอบครัว การมีเพื่อนบ้าน เพื่อนสนิท หรือญาติพี่น้องที่ช่วยแบ่งหน้าที่ แม้เพียงเล็กน้อย ก็ทำให้ภาระไม่กลายเป็นเรื่องของ “ฉันคนเดียว” การดูแลจึงกลายเป็นงานร่วม ไม่ใช่โทษที่ถูกโยนใส่ใครสักคน - พักคือการรอด ไม่ใช่การทอดทิ้ง
การหยุดพักหนึ่งวัน การให้เวลากับตัวเองหนึ่งชั่วโมง หรือแม้กระทั่งการบอกว่า “วันนี้ขอไม่ทำ” ไม่ใช่การละเลย แต่คือการลงทุนเพื่อความยืนยาวของการดูแล งานวิจัยด้าน caregiver health พบว่า ผู้ดูแลที่ได้พักอย่างสม่ำเสมอ มีอัตราภาวะซึมเศร้าน้อยกว่าถึง 30% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยหยุดเลย - ยอมรับความไม่สมบูรณ์
ไม่มีใครเป็นลูกที่กตัญญูได้เต็มร้อย และไม่มีใครเป็นพ่อแม่ที่ทำได้ทุกอย่างพร้อมกัน ความรักไม่เคยถูกวัดด้วยจำนวนชั่วโมงที่อยู่ด้วย แต่ด้วยการมีอยู่จริงในเวลาที่สำคัญ การยอมรับว่า “เราทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว” คือการปลดปล่อยหัวใจจากกรงความผิด - ฟังเสียงของเด็ก และฟังเสียงของตัวเอง
เด็กที่โตมาในบ้านแซนด์วิชต้องการการยืนยันว่า ความต้องการของเขายังสำคัญ พ่อแม่เองก็ต้องการเช่นเดียวกัน การฟังเสียงตัวเองว่า “ฉันเหนื่อย” “ฉันต้องการพัก” เป็นการปกป้องไม่ให้เราล้มก่อนถึงเส้นชัยของการดูแล
Sandwich Generation อาจไม่สามารถเขียนคู่มือเล่มเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่เราอาจเขียนคู่มือเล็ก ๆ ของตัวเอง ที่เริ่มจากการยอมรับว่า เราไม่ได้อยู่ตรงกลางเพื่อถูกบีบเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อเชื่อมรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งด้วยความรัก และในความไม่สมบูรณ์แบบนั้นเอง คือสิ่งที่ทำให้เรามีความเป็นมนุษย์ที่สุด
ชีวิตที่ถูกบีบ แต่ก็ถูกเชื่อม
Sandwich Generation ไม่ได้เลือกจะยืนอยู่ตรงกลาง แต่ชีวิตพาเรามาถึงจุดที่ต้องอุ้มทั้งสองฝั่งไปพร้อมกัน เราถูกบีบด้วยหน้าที่ ความคาดหวัง และเศรษฐกิจที่ไม่เคยเป็นธรรมพอ แต่ในความบีบนี้เอง เราก็ได้ทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุด การเป็นสะพานที่เชื่อมอดีตเข้ากับอนาคต
เราอาจไม่สมบูรณ์แบบในสายตาลูก และอาจไม่เพียงพอในสายตาพ่อแม่ แต่ความรักไม่เคยต้องสมบูรณ์แบบถึงจะมีค่า มันเพียงต้องจริง และเพียงพอที่จะทำให้คนที่เรารักรู้ว่า พวกเขาไม่ได้เดินลำพัง
บางที เราไม่จำเป็นต้อง “รอดอย่างสมบูรณ์” ก็ได้ แต่เพียงแค่ “อยู่รอดไปด้วยกัน” กับคนที่รักเราจริง ๆ และเห็นความพยายามของเรา นั่นก็คือคำตอบหนึ่งแล้ว
เพราะสุดท้าย ชีวิตตรงกลางไม่ใช่แค่บททดสอบของความเหนื่อย แต่คือหลักฐานของความรักที่มากพอจะโอบทั้งสองรุ่นไว้พร้อมกันได้ ถึงจะบีบ แต่ก็เชื่อม ถึงจะหนัก แต่ก็มีความหมาย และความหมายนี้ ไม่มีคู่มือเล่มไหนสอน แต่เรากำลังเขียนมันอยู่ ทุกวัน
อ้างอิง
- Pew Research Center. (2020). Family Support in Graying Societies. รายงานเกี่ยวกับผู้ใหญ่ช่วงวัย 40–59 ปีที่ต้องดูแลทั้งบุตรและพ่อแม่พร้อมกัน.
- University of Michigan. (2017). Parental and Adult Caregiving Stress Study. งานวิจัยชี้ให้เห็นภาวะ chronic stress ของผู้ที่ต้องดูแลสองรุ่นพร้อมกัน.
- World Health Organization (WHO). (2022). Global Report on Ageing and Health Expenditure. คาดการณ์ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นสามเท่าในอีกสามทศวรรษ.
- U.S. Department of Agriculture (USDA). (2017). The Cost of Raising a Child. ประมาณการค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งจนถึงอายุ 18 ปี.
- National Alliance for Caregiving. (2019). Caregiving in the U.S. ระบุว่า caregiver burnout ในผู้ที่ดูแลทั้งพ่อแม่และลูกพร้อมกันสูงกว่าผู้ที่ดูแลเพียงรุ่นเดียวเกือบสองเท่า.
- Journal of Family Issues. (2018). Marital Satisfaction Among Sandwich Generation Couples. พบว่าความพึงพอใจในชีวิตคู่ลดลงเกือบ 40% ในกลุ่มนี้.
- Journal of Child and Family Studies. (2021). Children Growing Up in Multigenerational Care Contexts. ระบุว่าเด็กที่โตมาในบ้านแซนด์วิชมีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย แต่เสี่ยงต่อความวิตกกังวลและความโดดเดี่ยว.
- Harvard University. (2020). Community Support and Caregiving Resilience. งานวิจัยยืนยันว่า community support ช่วยลดภาระผู้ดูแลและเพิ่มคุณภาพชีวิตของครอบครัว.

