“ถึงวันหนึ่งเราไม่ได้ทำดนตรี เราก็ยังเป็นเพื่อนกัน” คุยกับ 2 DAYS AGO KIDS ในวันที่เสียงเพลงยังดังอยู่และเพื่อนยังรู้ใจ

“มันช่างน่าดีใจ แสงสปอร์ตไลต์ส่องไปที่เธอ ดีใจกับเพื่อนเกลอในที่สุดแล้วเธอทำได้ ไม่มีคำพูดใดเหมาะสมกว่านี้แล้วรู้บ้างไหม ขอร้องเพลงนี้ให้…สุดยอด เจ๋งเป้ง อย่างเฟี้ยว ให้ตายเถอะโรบิ้น นายมันโคตรจ๊าบ แจ๋วว่ะ พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก” 

คิดอยู่นานว่าหากจะเริ่มเข้าสู่บทสัมภาษณ์วง 2 Days Ago Kids จะเริ่มตั้งต้นเล่าถึงพวกเขาจากบทเพลงไหนดี ระหว่างเพลงใหม่ล่าสุดอย่าง ‘สุดจ๊าบ!’ ที่เพิ่งปล่อยออกมาสดๆ ร้อนๆ หรือจะพาย้อนเวลาไปยังจุดแรกเริ่มของพวกเขา ผ่านบทเพลงที่โด่งดังติดหูและอยู่ในใจแฟนเพลงมาทุกยุคสมัยอย่าง ‘กลับมา’

แต่เมื่อแน่ใจแล้วว่าผู้เขียนคงไม่สามารถตอบคำถามนี้เองได้ จึงได้ถามคำถามสมาชิกทั้ง 5 คนในวงว่า “อยากมอบเพลงไหนให้การเดินทางตลอด 24 ปีของวง” ทั้ง เจอรี่-ศศิศ มิลินทวณิช, โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา, บอย-ตรัย ภูมิรัตน, ดุลย์-อดุลย์ รัชดาภิสิทธิ์ และ ก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญ ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าคือเพลงใหม่ล่าสุดของพวกเขานั่นเอง

ราวกับว่ายังไม่มีอะไรต้องหวนย้อน ‘กลับมา’ เพราะทุกอย่างยังคงดำเนินไปอยู่ พวกเขายังเดินหน้าเล่นดนตรีและทำเพลงใหม่ๆ ด้วยกันในวันนี้เช่นครั้งวัยเยาว์ และเช่นเดียวกันกับที่พวกเขายังคงเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ ไม่ต่างจากครั้ง ‘เมื่อวานซืน’ 

บนเส้นทางของการทำเพลงที่สายสัมพันธ์ระหว่าง ‘เพื่อน’ สำคัญพอๆ กับความรักในเสียงดนตรี 2 Days Ago Kids จึงเดินทางมาถึงวัย 24 ขวบปีที่มีเรื่องเล่ามากมายทั้งผ่านเสียงเพลงของพวกเขา และผ่านท่วงทำนองของมิตรภาพที่บรรเลงสอดประสานรับ-ส่งกันอย่างลงตัว

Mappa จึงอยากชวนผู้อ่านไปโยกหัวตามจังหวะเรื่องเล่าและท่วงทำนองเหล่านั้นของพวกเขา ก่อนที่เราจะโตไปเป็นเด็กด้วยกันในคอนเสิร์ต 24 ปี 2 DAYS AGO KIDS “โตไปเป็นเด็ก” The First Show on Their Playground ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2567 นี้ 

เรื่องเล่า ‘เมื่อวานซืน’

เมื่อตั้งต้นถามถึงแรกเริ่มความสัมพันธ์ว่าแต่ละคนมารู้จักจนกลายเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร ทุกคนมองหน้ากันไปมาเหมือนจะสื่อสารถึงกันในใจเพื่อทำการตกลงว่าใครจะเป็นคนเริ่มเล่าเรื่องอดีตอันยาวนานที่ผ่านมา 

แล้วเสียงกังวาลของโป้ก็ดังขึ้นก่อนใคร

“ผมกับเจอรี่อยู่โรงเรียนเดียวกัน ชอบคุยโทรศัพท์กัน คุณแม่ผมนี่นึกว่าคุยกับแฟนอยู่ เมื่อก่อนใช้โทรศัพท์บ้านคุยกัน” 

“คุยกันหนุงหนิง” บอยพูดเสียงกระซิบเติมบรรยากาศในเรื่องเล่า 

ใช่ คุยกันหนุงหนิงมาก คุยกันเรื่องมือกีตาร์ แต่แม่ไม่เข้าใจ” 

เจอรี่ยิ้มแล้วเสริมโป้ต่อ “คุยกันทีนี่คนอื่นจะโทรเข้าบ้านไม่ได้เลย” 

“ใช่ คนอื่นเขาจะเดือดร้อน (หัวเราะ) แม่ก็จะสงสัยว่ามีแฟนหรือเปล่า บอกยังไงก็ไม่เชื่อ” 

ดุลย์อาสาเล่าต่อถึงความสัมพันธ์ของ ‘เจอรี่’ กับ ‘ก้อ’ ที่รู้จักและเป็นเพื่อนเรียนมหาลัยดนตรีมาด้วยกันครั้งอยู่ต่างประเทศ แล้วบอยก็เสริมขึ้นมาทันทีว่า “ส่วนผมกับดุลย์เรียนมัธยมมาด้วยกัน จบเซนต์คาเบรียล”

แล้วช่วงที่พวกเขากำลังเรียนอยู่กันนั้น บอยตอน ป.6 มาเจอผมโดยบังเอิญที่ AFS ค่ายแลกเปลี่ยนฤดูร้อน” โป้อธิบายว่ารู้จักกับบอยได้อย่างไรก่อนที่ดุลย์จะตัดบทขึ้นมาเพื่อยืนยันข้อเสนอบางอย่างว่า “แต่ก่อนอื่นเลย โป้นี่ไม่มีวัยเด็ก โตมาแล้วเป็นโยคีเพลย์บอยเลย” เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งวง โป้ยิ้มรับคำหยอกล้อของเพื่อน 

“คือคลอดออกมามีหนวดเลยอะ” บอยชวนขำต่อ

“มีเคราๆ ไม่มีหนวด” โป้ปฏิเสธข้อกล่าวหา

เมื่อบทสนทนาเฮฮาไปสักพัก โป้ก็ปิดจบด้วยการโบกมือแล้วกล่าวว่า “ไม่จริงนะ” 

เจอรี่ขอเล่าถึงโป้ต่อ “จริงๆ โป้ตอนเด็กนี่เรียบร้อยมาก ส่งการบ้านครบ มีสมุดจดการบ้าน”

โป้แทรกขึ้นมาทันทีว่า “เนี่ย เอาอีกแล้ว ใครๆ เขาก็ต้องทำกัน มึงก็ต้องทำ” 

“ไม่ๆ คนอื่นเขาไม่ทำหรอก” เจอรี่มุ่งมั่นที่จะเล่าต่อ “สมุดจดการบ้านนี่คือสมุดที่คุณครูให้มาเพื่อให้โป้เอาไปให้ผู้ปกครองเซ็นว่ามีการบ้านอะไรบ้าง เขาทำจนถึง ม.6 เลยอะ”

“เขาทำกันทุกคน” โป้ย้ำ 

เจอรี่ส่ายหัวยืนยัน “ไม่เห็นมีเลยสักคนเดียว”

เอางี้แล้วกัน” โป้ทำท่าตั้งใจเล่าเหมือนอยากจะขอเอาคืนบ้าง ในขณะที่เจอรี่อมยิ้มเหมือนรู้ว่าโป้จะงัดเรื่องไหนมาเล่า 

“คือเจอตอนแรกยังไม่รู้จักกันนะฮะ ผมต่อคิวซื้อไอติมโคตรยาวเลยกว่าจะได้ไอติมมา พอได้ไอติมมาเราก็เดินมา (โป้ทำท่าถือไอติมด้วยหน้าตาอารมณ์ดี) พอเดินผ่านมุมตึก มีมือปีศาจคว้า ฟวั่บ! ผมก็ ‘เห้ย อะไรวะ’ เขาดึงออกไปแล้วก็เลียทีหนึ่ง ยื่นกลับมาคืนผม แล้วก็เดินไม่สนใจออกไปเลย นั่นคือการเจอกันครั้งแรกกับเจอรี่” โป้เล่า

บอยแย่งเล่าบ้าง แม้เจอรี่จะทำท่ายกมืออยากแก้ต่าง 

“ผมกับเจอรี่ตอนเจอกันครั้งแรก คือตอนผมเรียนมหาลัยวิทยาลัยรังสิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ แล้วผมมีเพื่อนที่เป็นเด็กสาธิตฯ ปทุมวัน 5-6 คนก็จะพูดถึงเจอรี่ว่ามีเพื่อนคนหนึ่งเล่นดนตรีเก่ง แล้ววันหนึ่งเขามีงานเลี้ยงรุ่นที่สาธิตฯ ปทุมวันกัน” 

บอยยังเล่าไม่ทันจบโป้รีบถามขึ้นมาว่า “แล้วไปได้ไง” คำถามของโป้มาพร้อมเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ เหมือนรู้กันว่าคำถามนี้จะเผยความลับบางอย่างของบอยได้ 

“ตอนนั้นจีบคนหนึ่ง” บอยจำนนบอกความจริง ในขณะที่ก้อหัวเราะลั่นหลังคำตอบของเพื่อนจบลง 

“นั่นแหละ ก็ตามไป ตามไปกับเพื่อนๆ เจอเจอรี่เลยเดินไปทักว่า เจอรี่!” บอยเล่าต่อและสวมบทบาทเลียนแบบคำพูดของเจอรี่ที่ตอบกลับมาในวันนั้นว่า “มึงเป็นใครอะ” (เสียงเข้ม) 

เจอรี่รีบขยายความ “มันคนละโรงเรียนไง มันงานเลี้ยงรุ่นอะ กูก็แบบเห้ย กูจำเพื่อนกูไม่ได้หรือเปล่าวะ แล้วถามชื่อไม่ตอบด้วย” 

“แต่ก็ถูกแล้วนะ งานเลี้ยงรุ่นเค้า มันมาอะไรด้วยวะ” ก้อแท็กทีมกับเจอรี่ แล้วโป้ก็ยุติข้อถกเถียงนี้ด้วยประโยคที่ว่า

“ไม่น่าเชื่อว่าเราจะคบกันได้ยาวนานขนาดนี้” 

เมื่อวัยรุ่นวัยเรียนผันผ่านพวกเขาก็ยังโคจรมาเจอกันอีก “เพราะดนตรีเลยครับ” โป้บอกเหตุผลการรวมตัวสั้นๆ แล้วทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย โดยเจอรี่รับหน้าที่เล่าที่มาที่ไปของการพบเจอและรวมตัวทำงานด้วยกันในเส้นทางสายดนตรี จากในตอนแรกที่เจอรี่เป็น Sound Engineer ให้กับวงฟรายเดย์ (Friday) ที่มีดุลย์และบอยเป็นหนึ่งในสมาชิกวง ส่วนโป้อยู่ Bakery Music ในขณะที่ก้อกลับมาจากต่างประเทศแล้วมาเริ่มต้นงานที่ Bakery Music ในช่วงเวลาที่ทุกคนก้าวเข้ามาทำงานในถนนดนตรีสายเดียวกันก็มีโอกาสพบกันเจอ และพบปะพูดคุยกันมากขึ้น 

“ภาพมันเป็นอย่างนี้ นั่งกินเบียร์กัน แต่ตรงตำแหน่งที่ก้อนั่ง พื้นจะนองไปด้วยน้ำ” ก้อหัวเราะไหล่โยกในจังหวะเดียวกันกับเจอรี่เมื่อดุลย์เล่าถึงเรื่องในวันวาน 

“แบบชน ชน ชน แต่พื้นนองไปด้วยน้ำ” ดุลย์เล่าถึงบรรยากาศวันนั้นเรียกเสียงฮาจากเพื่อนๆ ได้อีก แล้วโป้ก็เฉลยที่มาที่ไปของเหตุการณ์น้ำนองพื้นนั้นว่า “คือเททิ้ง เทเบียร์ทิ้ง” 

นอกจากการพบเจอและพูดคุยกันเรื่องดนตรีแล้ว พวกเขายังมีเรื่องที่คุยกันถูกคออีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน หนังสือ หนังจีนกำลังภายใน ฟุตบอล และการรับส่งมุกที่เจอรี่คอนเฟิร์มว่า “จริงๆ เทสพวกเราคือมุกแป้กคล้ายๆ กัน” 

นั่นคือเรื่องเล่าของวันวานที่ผ่านมาของพวกเขา เมื่อได้เริ่มทำความรู้จักกันมากขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ ‘ดนตรี’ ก็ทำให้พวกเขามารวมตัวกันเป็นวงในที่สุด แม้ว่าแต่ละคนจะมีเส้นทางดนตรีเป็นของตัวเอง แต่เมื่อมาร้องเล่นร่วมกันก็สอดประสานอย่างลงตัวออกมาในสำเนียงแบบ 2 Days Ago Kids ไม่ต่างกับเสียงพูดคุยสนทนาของพวกเขาที่ทั้งสนุกสนานและตอบรับกันไปมาไม่มีสะดุด

ถ้าวันวานหวนกลับมา ในวันที่เราไม่อาจหวนกลับไป

พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้วในวันนี้ แต่เมื่อชวนลองจินตนาการถึงการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ก็นำมาซึ่งเรื่องเล่าสนุกสนานและน่าสนใจไม่แพ้กัน 

Q : อะไรในวัยเด็กที่อยากให้ ‘กลับมาได้หรือเปล่า’ 

โป้ตอบคำถามคนแรกอีกเช่นเคยด้วยท่าทีทำเป็นขึงขัง “วัยเด็กผมเป็นคนแก่แดด เพราะฉะนั้นทัศนคติมันนำหน้าความสามารถไปไกลเลย ความสามารถยังตามมาอยู่เลย”

“เอ่อ อยากจะกล้าแย่งไอติมเพื่อน” เจอรี่ให้คำตอบบ้าง 

หลังจากนั้นเสียงก้อก็ดังขึ้น ในขณะที่เพื่อนๆ เงียบลงแล้วตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ 

“ผมจำได้ว่าวัยเด็กผมเป็นคนร่าเริง ไม่ได้เป็นคนซีเรียส แล้วก็เรียนไม่เก่ง เคยสอบได้เกรด 3 สองครั้งในชีวิต เกรด 4 ไม่เคยได้เลย นอกนั้นประมาณเกรด 1 กับเกรดเกือบ 0 อะไรอย่างนี้ แล้วก็จะเป็นคนที่กวนตีนเพื่อน” เมื่อก้อพูดมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ หันหน้าเข้าหากันแล้วพูดกันขึ้นมาเบาๆ ว่า “ก็ยังเป็นอยู่นะ เออๆ ก็เป็นอยู่” 

ไม่นะ ไม่ค่อยกวนแล้วนะ” ก้อหันไปยืนยันแล้วเล่าต่อ “ในวัยเด็กผมเป็นเด็กที่ไม่มีจุดเด่นอะไรแม้แต่น้อย ไม่มีความเก่งเรื่องอะไรเลย ตอนนี้ก็ยังไม่มี” โป้หันไปทางบอยแล้วแย้งก้อเบาๆ ว่า “เฮ้ย มีอยู่นะๆ”

“สิ่งที่อยากให้กลับมาคือความร่าเริง เพราะบางทีพอโตขึ้นมามันก็ต้องคิดเยอะ ต้องรับผิดชอบสูง บางทีเราก็รู้สึกว่าจะทำยังไงให้ตรงนี้มันดี ให้ตรงนั้นมันดี” ก้อเล่าต่อ 

เมื่อหันไปทางดุลย์เขาตอบมาเพียงสั้นๆ ว่าถ้าเอาสิ่งที่มีอยู่ในวัยเด็กกลับมาได้ “อยากให้ (เส้น) ผมกลับมา” นำมาซึ่งเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ ในวงอีกครั้ง ยกเว้นโป้ที่อมยิ้มนิดหน่อยแล้วแกล้งทำเป็นถอนหายใจยาวเพื่อตอบรับ “เฮ้อออออ” ในขณะที่ก้ออมยิ้มแล้วหยิบน้ำขึ้นมาจิบ ส่วนบอยยังคงอมยิ้มจากบทสนทนาที่สนุกสนานเมื่อครู่ก่อนจะเล่าในพาร์ตของตัวเองบ้าง

“ผมอยากได้ความไร้เดียงสากลับมา”

“หูยยยยยยยยยยย” เสียงของดุลย์ดังขึ้น แซวคำตอบที่น่ารักของเพื่อน ก่อนที่บอยจะขยายความคำตอบนั้นผ่านความรู้สึกต่อ ‘เพลง’ ต่างๆ ที่เขาเคยเขียน

“อย่างการแต่งเพลง เพลงแรกๆ ที่เราแต่งพอเรากลับไปฟังดู มันมีความกล้าหาญบางอย่าง ทุกวันนี้พอเรามีทักษะ พอเรามีอะไรมากขึ้น มันก็หายไป”

Q : แล้วถ้าพวกคุณในวันนี้ได้เจอตัวเองตอนเด็กๆ อยากบอกอะไรกับเด็กชายคนนั้น

เจอรี่ : เด็กชายเจอรี่ในอนาคต ประหยัด! (ทำท่าชี้นิ้วขึ้นข้างบน)

บอย : อยากบอกว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวลอนาคตมากหรอก เดี๋ยวโตขึ้นเราจะเจอกับวงที่เท่ๆ ที่เป็นวงที่เราชอบ (อมยิ้ม)

โป้ : ผมบอกบ้างว่า ถ้าเจอเด็กมาแตร์ฯ ที่ชื่อ ‘หนูเล็ก’ ให้รีบมีลูกกับเค้าเร็วๆ เร็วกว่านี้ (หลังจากตอบคำถามนี้ได้ไม่นานเด็กมาแตร์คนนั้นก็โทรศัพท์เข้ามาพอดี) 

ดุลย์ : บอกว่าตอนเด็กๆ อะ ไม่ต้องซ้อมกีตาร์เยอะ (หัวเราะ) 

ก้อ: จริงๆ แล้วผมรู้ตัวตั้งแต่ ป.4 แล้วนะที่อยากจะเป็นนักดนตรี แต่ว่าที่บ้านก็ไม่ได้สนับสนุนให้เป็น เพราะว่าที่บ้านเป็นนักธุรกิจก็เลยอยากจะกลับไปบอกว่าตอนที่รู้ตัวตั้งแต่ ป.4 เนี่ย ให้รีบไปซื้อเบส แล้วหัดตั้งแต่ตอนนั้นเลย อย่าช้า แต่ก็มี 2 ทางเลือก คือรีบหัดตั้งแต่ตอนนั้นเลยแล้วจะเก่งกว่านี้ หรือ เชื่อพ่อ! แล้วอย่าจับอีกเลย รับรองว่าชีวิตจะรวย” ก้อหัวเราะก่อนที่จะมีเสียงหัวเราะสมทบจากเพื่อนๆ ทั้งวงในเวลาต่อมา

วัยเด็กผ่านมานานมากแล้ว

เด็กๆ เหล่านั้นเติบโตมาเป็นนักดนตรีมากฝีมือที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนมากมายและในขณะเดียวกันนอกเหนือจากหมวกนักดนตรีพวกเขายังเป็นคุณพ่อกันแล้วอีกด้วย บอยและโป้เล่าให้เราฟังว่าการเป็น ‘นักดนตรี’ กับการเป็น ‘คุณพ่อ’ นั้นมีมุมที่เหมือนกันอย่างไร 

“ต้องหัดเป็นเหมือนกัน” บอยเริ่มต้นด้วยประโยคสั้นๆ

มันเป็นทักษะนะ แต่ละบ้านก็ไม่เหมือนกันด้วย ต้องหัด คนละแนวด้วย บ้านเขาลูกสาว บ้านผมลูกชาย ก็ต่างแนวกันแล้ว” โป้เพิ่มเติมจากคำตอบบอย

ผมว่าถ้าใช้ทักษะที่เหมือนกัน น่าจะเป็นเรื่องการสื่อสารด้วย เพราะว่าดนตรีคือการสื่อสาร อย่างการเล่นดนตรีด้วยกัน หรือว่าการจะแต่งเพลงให้ใครสักคนฟัง สักคนชอบ” บอยเล่ามุมมองของตัวเอง

โป้ทำสีหน้าเห็นด้วยแล้วเล่าเรื่องชวนอมยิ้ม 

“ผมมีซิงเกิลลูกสาวด้วยนะครับ ซิงเกิลหนึ่งคือ ‘พ่อไม่ยอมนอน’ ซิงเกิลสองคือ ‘คุณพ่อตดเหม็น’”

2 Days Ago Kids วัย 24 ขวบ

Q: คุยถึงการเติบโตของแต่ละคนมาแล้ว หันมามองการเติบโตของ 2 Days Ago Kids ในวัย 24 ขวบกันบ้าง ตลอดการเติบโตที่ผ่านมาถ้า 2 Days Ago Kids เป็นคนคนหนึ่ง พวกเขาจะเป็นคนอย่างไร 

นี่ไงเป็นคนแบบที่ ‘โตไปเป็นเด็ก’ เด็กที่โตขึ้นมาแล้วยังมีความเป็นเด็กอยู่ คือไม่ต้องทำท่าเป็นผู้ใหญ่ ไม่ต้องคิดว่าผู้ใหญ่จะต้องนิ่ง เขาสามารถสดใสได้” โป้เล่าในขณะที่ทุกคนในวงโยกหัวตอบรับเห็นด้วยในจังหวะเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย และเมื่อถามว่าหากย้อนไปตั้งแต่ช่วงตั้งไข่เป็น 2 Days Ago Kids โตไปเป็นเด็กมาจนถึงทุกวันนี้ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง 

เจอรี่ : จริงๆ มันก็ต่างไปเยอะ อย่างแต่ก่อนจะเจอกันได้บ่อย มีเวลาอยู่ด้วยกันเยอะ เดี๋ยวนี้จะนัดกันแต่ละทีก็ยากเพราะมีครอบครัว แต่ว่าทุกครั้งที่เจอกันก็ยังสนุกสนานเฮฮาไร้สาระเหมือนเดิม 

บอย : เออๆ แต่เมื่อก่อนนี้นัดกันเพื่อไปทำเรื่องไร้สาระคือมีเวลาเยอะมาก 

โป้ : จะเห็นได้ว่าเวลาเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้นการทำอะไรในช่วงเวลานั้นให้คุ้มค่าเต็มที่ ตอนนี้พวกเราก็กำลังทำอยู่ครับ 

ดุลย์ : เรามีเป้าหมายเดียวกันคือเล่นดนตรีให้ดีที่สุด

ก้อ : จำได้ว่าตอนทำอัลบั้มแรกทุกคนไปเจอกันที่บ้านเจอรี่ แต่ทำงานประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ 90 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือคือคุยเรื่องหนังจีน บอล กับทำอะไรไร้สาระ 

หลังจากคำตอบของเพื่อนๆ บอยขมวดอีกว่า 

“เล่นดนตรีมันเป็นส่วนประกอบ พอเราจูนกันได้เล่นดนตรีมันก็ง่าย”

คำตอบของบอยทำให้เราเห็นว่าจากวันตั้งไข่เดินทางร่วมกันมาถึงวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเขามีกันและกันอยู่นอกจากเสียงดนตรีแล้ว คือสายสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่ยังเชื่อมถึงกันได้อยู่นั่นเอง และสายสัมพันธ์ที่จูนกันติดนี้ทำให้การยังมาเล่นดนตรีด้วยกันอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป 

เสียงเพลงยังดังอยู่และเพื่อนยังรู้ใจ 

ดูเหมือนว่าสำหรับ 2 Days Ago Kids คำว่า ‘เพื่อน’ มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าความรักในเสียงดนตรี เมื่อถามแต่ละคนถึงนิยามคำว่าเพื่อน และชวนแชร์ว่าเพื่อนทำงานอย่างไรกับชีวิตของพวกเขา จึงนำมาซึ่งบทสนทนาที่ชวนซึ้งแซมเสียงหัวเราะไม่ขาดตอนในท่วงทำนองที่สอดคล้องกัน 

โป้ : เพื่อนคือสุนทรียะในการใช้ชีวิตครับ ชีวิตมันจะได้ไม่แข็ง ไม่เดียวดาย ไม่แห้งเหี่ยว ไม่อยู่คนเดียว มันเป็นไปตามธรรมชาติ เพื่อนคนไหนจะมาเป็นเพื่อนเราเดี๋ยวก็จะมาเป็นเพื่อน คนไหนที่โตขึ้นมาจะต้องออกไปก็จะต้องออกไปเอง

ก้อ : ผมว่ามันเป็นเรื่องเพื่อนด้วยนะ แต่มันก็เป็นเรื่องชีวิตด้วย ผมเคยดูที่เขาวิเคราะห์กันว่าคนเราจะมีความสุขได้ในชีวิตมันจะต้องทำยังไง ประกอบด้วยอะไร สิ่งหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญในชีวิตคือจะต้องมีการแบ่งปันซึ่งกันและกันถึงจะมีความสุข ก็เหมือนกับการเป็นเพื่อนกัน คือไม่ได้แบ่งปันกันแค่เรื่องเงิน มันแบ่งปันกันมากกว่านั้น ความดีใจ ความเสียใจ แล้วก็มาอยู่ด้วยกัน มาแบ่งปันเวลา กินข้าวคนเดียวกับกินข้าวห้าคน เอ้อ มันสนุกกว่า มันมีรสชาติของชีวิตมากกว่า

“แต่กับข้าวต้องพอนะ ถ้ามันน้อยก็…” (ทำหน้าเศร้า) บอยยิงมุกหนึ่งหมัดหลังจากก้อพูดจบ เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆ ได้สำเร็จก่อนที่จะเปิดทางให้ดุลย์ตอบคำถามนี้ต่อ 

ดุลย์ : มันคือ ‘Musicianship’ ความเป็นนักดนตรีคือมันมีความสัมพันธ์ทางจิตวิญญานต่อกัน เรามีเป้าหมายมุ่งไปในที่ที่เหมือนกัน แล้วมุ่งตรงไป

บอย : จริงๆ เพื่อนเป็นได้หลายอย่าง เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งคนที่เราคิดถึง เป็นคนที่เราหงุดหงิด แต่ว่าเรารับกันได้ มันถึงอยู่กันได้ 

เจอรี่ : เพื่อนเป็นเหมือนของขวัญของชีวิต ตอนแรกๆ เราอาจจะมีเพื่อนเยอะ พอเราโตขึ้นเป็นตัวของตัวเอง เพื่อนเราอาจจะหายไป แต่ว่าเพื่อนที่เหลืออยู่คือเพื่อนที่รู้ใจและมีค่าที่สุดแล้ว

ความหมายของคำว่า ‘เพื่อน’ ที่แต่ละคนตอบมาให้เราฟัง ก็เหมือนกับเป็นคำตอบที่พวกเขากำลังมอบให้แก่กัน การเดินทางของ 2 Days Ago Kids ตลอด 24 ปีที่ผ่านมา การที่พวกเขายังคงเล่นดนตรีทำเพลงด้วยกันอยู่ และยังคงรู้ใจกันจนถึงทุกวันนี้ ทำให้เราเห็นว่าสายสัมพันธ์ของ ‘เพื่อน’ ว่าเป็นส่วนสำคัญที่คอยเติมเต็มท่วงทำนองให้ชีวิตนักดนตรีของพวกเขาดำเนินต่อไป พร้อมๆ กับความรักในการเล่นดนตรีที่แต่ละคนมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในหัวใจ

โป้บอกกับเราด้วยความเชื่อมั่นในตัวเพื่อนๆ ในวงว่า

“ถ้าผมไม่ได้เป็นเพื่อนพวกเขานะ ผมก็ยังเชื่อว่าพวกเขาก็ยังจะทำดนตรี” 

แล้วบอยก็บอกในมุมที่กลับกันด้วยความเชื่อมั่นในสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาที่ถักทอขึ้นจากเสียงดนตรีมาอย่างยาวนานว่า 

“แต่ถ้าวันหนึ่งถึงเราไม่ได้ทำดนตรี เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่” 


Writer

Avatar photo

ศิรินญา สุวรรณโค

มีฝีมือในการทำอาหารประเภทยำ และอยู่อย่างมีความหวังเสมอ ในวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน

Illustrator

Avatar photo

สิริกร พรอนงค์

ดีไซน์เนอร์, นักวาด และอาร์ตไดมือใหม่ที่ชอบไปทะเล

Photographer

Avatar photo

ชัชฐพล จันทยุง

หลงรักการบันทึกรอยยิ้มและความรู้สึกเป็นภาพถ่าย

Related Posts