เมื่อ ‘ภาพ’ เล่าในสิ่งที่ ‘คำ’ บอกไม่หมด: ถอดรหัสวิธีคิดฉบับ Yiwhen นักสร้างสรรค์หนังสือภาพชาวไต้หวัน 

ในวันที่สื่อดิจิทัลแย่งชิงความสนใจไปจากเรา อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ “หนังสือภาพ” เล่มหนึ่งยังคงดึงดูดใจคนอ่านให้อยู่กับมันได้เนิ่นนาน?

คำตอบอาจไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามของลายเส้น แต่มันคือ “การถ่ายทอดมุมมองผ่านงานศิลปะ” ของผู้สร้างสรรค์งานอย่าง Yiwhen ศิลปินชาวไต้หวันผู้เชื่อว่าหนังสือหนึ่งเล่มไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขายกระดาษเปื้อนหมึก แต่คือการส่งต่อ “ความประทับใจ” และ “มุมมองชีวิต” ที่เธอเองก็ตกหลุมรักมันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะกลั่นกรองออกมาเป็นงานศิลปะ

บ่ายวันนั้น เรามีนัดนั่งคุยกับเธอท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ที่อบอวลไปด้วยบทสนทนาภาษาไทยสลับจีน สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความแตกต่างของ ‘จังหวะการอ่าน’ ระหว่างบ้านเรากับไต้หวัน ในขณะที่บ้านเรา พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะควักกระเป๋าซื้อหนังสือภาพในฐานะ ‘ตัวช่วย’ สั่งสอนลูกให้เป็นเด็กดีมีจริยธรรม แต่สำหรับ Yiwhen หนังสือภาพคือ ‘งานศิลปะ’ (Art) ที่เปิดกว้างและทำงานกับความคิดและความรู้สึกของคนได้ทุกช่วงวัย

“จริงๆ แล้ว คอนเซปต์ที่ว่า Picture Book ไม่ใช่แค่เรื่องสำหรับเด็ก เป็นสิ่งที่คนไต้หวันเริ่มเข้าใจและยอมรับกันได้นานแล้ว” Yiwhen เล่า “สำหรับฉัน หนังสือภาพควรจะเป็นสื่อสำหรับ คนทุกเจเนอเรชันนะ ไม่ใช่แค่ของเด็กหรือผู้ใหญ่เท่านั้น แต่มันคือพื้นที่ที่คนทุกวัยสามารถเปิดอ่าน แล้วตีความสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาในแบบของตัวเองได้”

หลายคนอาจจะคุ้นชินกับสไตล์นิทานในตลาดบ้านเราที่ต้องมีเส้นขอบชัดๆ ไม่สีสันจัดจ้านก็ต้องละมุน หรือต้องวาดรูป มีตัวละคร ‘ตาแบ๊ว’ ถึงจะดูว่าเป็นหนังสือเด็ก แต่สำหรับนักสร้างสรรค์อย่างเธอ เธอกลับเลือกที่จะเล่าเรื่องด้วยลายเส้นที่ทรงพลังนุ่มนวล ลุ่มลึก และทิ้งพื้นที่ว่างให้ผู้อ่านได้ “เติมเต็ม” ความรู้สึกเอาเอง บางครั้งรูปภาพของเธอก็ทำหน้าที่พูดแทนตัวหนังสือไปเลยด้วยซ้ำ“เวลาทำงาน เราไม่ได้ตั้งโจทย์กับตัวเองเลยนะว่า ภาพนี้ฉันต้องสื่อสารกับเด็กเท่านั้น” เธออธิบายถึงเบื้องหลังการเป็น Picture Book Maker อย่างเป็นกันเอง “แต่เราจะเริ่มจาก ‘ไอเดีย’ ที่อยากเล่าก่อน ส่วนเรื่องที่ว่าเล่มนี้จะเหมาะกับเด็กวัยไหน หรือจะเป็นสำหรับผู้ใหญ่ดี  ซึ่งส่วนนี้มักจะเป็นหน้าที่ของบรรณาธิการที่จะช่วยดูว่าเนื้อหาที่เราอยากสื่อ มันจะไปแตะต้องโดนใจคนกลุ่มไหนมากที่สุด”

เสน่ห์ของ Yiwhen ไม่ได้อยู่แค่ที่ปลายพู่กัน แต่อยู่ที่วิธีคิดที่กล้าหยิบเรื่องที่คนมักจะมองข้ามมาคุยกันอย่างเปิดใจ เหมือนที่เธอไม่ได้ขายเพียงเรื่องราว แต่ขาย “ความประทับใจ” ที่ผ่านการคัดสรรจากมุมมองที่ลึกซึ้ง และนั่นทำให้เราอดไม่ได้ที่จะถามต่อว่า… ภายใต้ความเงียบในพื้นที่ว่างระหว่างภาพกับคำเหล่านั้น เธอกำลังซ่อน ‘ความลับ’ อะไรไว้รอให้เราไปค้นพบกันแน่?

ไปหาคำตอบด้วยกัน

เมื่อ ‘ภาพ’ ไม่ใช่แค่ภาพประกอบ แต่คือผู้เล่าเรื่องตัวจริง

ถ้าเราเปรียบหนังสือภาพเป็นหนังซักเรื่อง หลายครั้งเรามักจะเข้าใจว่า ‘คำบรรยาย’ คือบทพูด และ ‘รูปภาพ’ คือฉากประกอบที่วาดตามตัวหนังสือเท่านั้น แต่สำหรับ Yiwhen เธอมีสูตรลับที่ทำให้หนังสือของเธอดูมีชีวิตและมีมิติมากกว่านั้น  เธอใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การสร้างช่องว่างระหว่างภาพและคำ” (The gap between text and image) เพื่อดึงให้คนอ่านไม่ได้แค่ ‘ดู’ แต่ต้อง ‘คิด’ และ ‘ตีความ’ ตามไปด้วย

“ฉันมักจะวางแผนการเล่าเรื่อง (Narrative) โดยแบ่งหน้าที่ของภาพและคำออกจากกันชัดเจน ในส่วนของ ‘รูปภาพ’ ฉันจะให้เขาทำหน้าที่เหมือนมุมมองของพระเจ้า (Comprehensive Perspective) ที่มองเห็นภาพรวมกว้างๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในตอนนั้น แต่ในส่วนของ ‘คำ’ หรือเนื้อหา ฉันจะเขียนให้เหมือนเป็นมุมมองของตัวละครตัวหนึ่ง (First Person) ที่กำลังพูดหรือเล่าความรู้สึกอยู่”

เมื่อตัวละครในหนังสือเล่าด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้น กังวล หรือไม่รู้ตัวว่ากำลังจะเจออะไร แต่ภาพที่คนอ่านเห็นกลับเผยให้เห็นความจริงบางอย่างที่ตัวละครนั้นมองไม่เห็น หรือสิ่งที่กำลังซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ การเล่าเรื่องขนานกันแต่คนละมุมมองแบบนี้เองที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน แต่ก็กระตุ้นให้เกิดการค้นพบอะไรใหม่ๆ อย่างเพลิดเพลินสนุกสนาน

“เทคนิคนี้นี่แหละที่จะทำให้เวลาคนอ่านได้ไล่ดูภาพ เขาจะรู้สึกว่า อ๋อ… จริงๆ แล้วความลับมันซ่อนอยู่ตรงนั้นนะ ตรงนี้ตื่นเต้นจังเลย เพราะภาพมันกำลังบอกในสิ่งที่ตัวหนังสือไม่ได้พูดออกมา วิธีนี้จะช่วยเพิ่มอรรถรสและความสนุกในการอ่านได้มาก และทำให้หนังสือภาพหนึ่งเล่มทำงานกับความคิดคนอ่านได้ลึกขึ้น”

‘ความลับในสวนสัตว์’ และสายตาที่มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม

หนึ่งในผลงานที่สะท้อนตัวตนและวิธีคิดของ Yiwhen ได้ชัดเจนที่สุดคือ 《動物園的祕密》(Secret in the Zoo) ความน่าสนใจคือหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากโจทย์ที่อยากจะสอนเด็กๆ ให้รู้จักสัตว์โลกน่ารัก แต่มันเริ่มจากเศษเสี้ยวของเหตุการณ์จริงที่เธอไปพบมาตอนกำลังนั่งสเก็ตช์ภาพ

“ไอเดียนี้เริ่มมาจากตอนที่ฉันไปนั่งสเก็ตช์ภาพในสวนสัตว์ วันนั้นฉันเห็นคุณครูหรือผู้ใหญ่คนหนึ่งพาลูกศิษย์มาหัดนับเลข โดยให้ลองนับดูว่าในกรงนี้มีสัตว์กี่ตัว กลุ่มแรกนับได้ 4 ตัว แต่อีกกลุ่มเดินมานับกลับได้ 5 ตัว จำนวนที่นับได้มันไม่เท่ากันเสียอย่างนั้น”

ปริศนาเล็กๆ เรื่องจำนวนสัตว์ที่นับได้ไม่เท่ากันในวันนั้น ถูก Yiwhen นำมาขยายต่อเป็นเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่าแค่การฝึกทักษะนับเลข เพราะเธออยากชวนให้คนอ่านมองไปที่ ‘ขอบ’ (Edge) หรือพื้นที่นอกกรงที่ผู้ใหญ่มักจะมองข้ามไป แต่เด็ก ๆ กลับมองเห็น จนกลายเป็นเรื่องราวของสัตว์ที่หายไปอยู่อีกโลกหนึ่งที่อยู่นอกกรง และมีเพียงเด็กเท่านั้นที่มองเห็นและพาผู้ใหญ่เดินออกไปสำรวจโลกใบนั้น

“ฉันอยากจะบอกว่า… บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุด อาจจะเป็นสิ่งที่สายตาเรามองไม่เห็น หรือสิ่งที่เราเลือกจะมองข้ามมันไปค่ะ”

น่าสนใจว่าเดิมทีเธอตั้งใจให้เรื่องนี้มีน้ำเสียงที่ค่อนข้างเศร้าและหนักแน่นกว่านี้ แต่ด้วยความร่วมมือกับบรรณาธิการที่เชี่ยวชาญตลาดเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 7 ปี) ทำให้เล่มนี้ถูกปรับจูนเนื้อหาให้เข้าถึงง่ายขึ้น ทว่ายังคงทิ้ง “ความกำกวม” (Ambiguous) ที่เปี่ยมเสน่ห์ไว้ให้คนอ่านได้ตีความต่อในแบบของตัวเอง

เทคนิคการเล่าเรื่องผ่าน ‘ความกำกวม’ และความสำคัญของบทบาทบรรณาธิการ

นอกจากการสร้างช่องว่างระหว่างภาพและคำแล้ว อีกหนึ่งเทคนิคที่เป็นดั่งลายเซ็นของคุณ Yiwhen คือการปล่อยให้เรื่องราวมีความ “กำกวม” (Ambiguous) เธอเชื่อว่าเสน่ห์ของหนังสือภาพคือการพาผู้อ่านไปสู่จุดที่คำพูดไปไม่ถึง และทิ้งพื้นที่ว่างไว้ให้หัวใจของแต่ละคนได้ค้นหาคำตอบของตัวเอง

“บางเล่มฉันจงใจทำให้มันดูคลุมเครือค่ะ อย่างโครงการที่บรรณาธิการอยากทำหนังสือแนวปรัชญา (Philosophy) เขาเปิด Open Call หาไอเดียที่ ‘ไม่มีคำตอบแน่นอน’ ซึ่งมันตรงกับจริตการทำงานของฉันพอดี ฉันมองว่าภาพควรทิ้งคำถามบางอย่างไว้ในใจคนอ่านให้เขาไปหาคำตอบเอาเอง”

แต่การจะรักษาความกำกวมให้มีพลังได้ในโลกความจริง “บรรณาธิการ” (Editor) มีส่วนสำคัญมากในการช่วยตบไอเดียให้เข้าที่เข้าทาง คุณ Yiwhen เล่าว่ากระบวนการปรับจูน (Adjust) นี้เองคือบททดสอบที่ทั้งสนุกและท้าทายที่สุด

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุดคือผลงานเรื่อง เจ้าชายกับหัวใจสีเขียว เรื่องราวของเจ้าชายคนหนึ่งที่ไม่ชอบสีเขียวอย่างรุนแรงและสั่งกำจัดทุกสิ่งที่เขียวไปจากอาณาจักร จนกระทั่งเขาพบรักกับผู้หญิงคนหนึ่งที่แอบซ่อน ‘หัวใจสีเขียว’ เอาไว้ และเมื่อความลับถูกเปิดเผย เจ้าชายก็ต้องสูญเสียเธอไปเพราะคำสั่งของเขาเอง

“ดราฟต์แรกฉันตั้งใจให้ตอนจบมันดูเศร้าและจากลาไปเลยค่ะ คือไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะกล่าวคำอำลาเพื่อสื่อว่าความผิดพลาดบางครั้งมันแก้ตัวไม่ได้ แต่พอคุยกับบรรณาธิการที่เขาดูตลาดเด็กเล็ก เขาเสนอว่าควรจะมีฉากที่ตัวละครได้กลับมาเจอกันและกล่าวคำอำลาให้ชัดเจนกว่านั้น เพื่อให้เด็กๆ เข้าใจสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น”

แม้ตอนแรกศิลปินจะลังเล แต่การยอม “ยืดหยุ่น” ตามมุมมองของ บก. กลับสร้างผลลัพธ์ที่งดงามกว่าเดิม ในฉากที่เพิ่มเข้ามา เจ้าชายถามว่าเราจะได้พบกันอีกไหม และเธอหันกลับมาบอกว่า “เราจะพบกันในอาณาจักรที่ดีที่สุดของโลก”

“ประโยคนี้มันกลายเป็นความกำกวมที่สนุกมากค่ะ เพราะผู้อ่านบางกลุ่มมองว่านี่คือตอนจบที่มีความสุข (Happy Ending) เพราะพวกเขามีโอกาสพบกันใหม่ในที่ที่ดีกว่า แต่ผู้อ่านอีกกลุ่มกลับรู้สึกเศร้ามาก เพราะ ‘อาณาจักรที่ดีที่สุด’ อาจไม่มีอยู่จริง หรืออาจหมายถึงความตายไปเลยก็ได้”

เทคนิคที่ดีจึงไม่ใช่แค่การกอดความคิดของศิลปินไว้ แต่คือการรู้วิธีที่จะเปิดกว้างและใช้ความกำกวมนั้นสร้าง “บทสนทนา” กับผู้อ่านได้อย่างมีชั้นเชิง

เมื่อหนังสือภาพกลายเป็น ‘จดหมายเหตุที่มีชีวิต’

นอกจากเรื่องเทคนิคความกำกวมแล้ว สิ่งที่ทำให้งานของ Yiwhen มีพลังและครองใจผู้อ่านวงกว้าง คือการหยิบเอาเรื่องราวที่ดู “หนัก” หรือ “ซับซ้อน” มาทำให้เข้าถึงง่ายย่อยให้กลายเป็นมิตรผ่านลายเส้นที่จริงใจ แต่ทรงพลัง โดยเธอไม่ได้มองว่าหนังสือภาพเป็นเพียงนิทานกล่อมนอน แต่เป็นเสมือน “จดหมายเหตุที่มีชีวิต” ที่บันทึกจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์เอาไว้

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือโครงการที่เธอทำร่วมกับรัฐบาล เพื่อเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ไต้หวันผ่านขบวนรถไฟ ซึ่งเป็นความท้าทายในการนำข้อมูลที่เข้มงวดมานำเสนอให้สนุก

“เล่มรถไฟประวัติศาสตร์ไต้หวันเนี่ย เริ่มต้นจากการที่ฉันเข้าร่วม Workshop ของรัฐบาลค่ะ เขาจัดคอร์สสอนประวัติศาสตร์ให้ศิลปินได้เรียนรู้แบบเข้มข้นก่อน เพื่อให้เราแม่นยำในข้อมูล แล้วค่อยนำมากลั่นกรองเป็นหนังสือภาพที่อ่านง่าย เพราะฉันเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เราทุกคนควรจะสามารถเข้าใจรากเหง้าของตัวเองได้ผ่านลายเส้นที่สนุกสนานค่ะ”

การข้ามขีดจำกัดของเนื้อหายังรวมไปถึงการสร้างพื้นที่ที่คนต่างวัยสามารถแบ่งปันความรู้สึกร่วมกันได้ โดยเฉพาะในเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่าง “ความกลัว” ซึ่ง Yiwhen ได้แสดงให้เห็นว่าหนังสือภาพสามารถเป็นที่พึ่งทางใจให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ในเวลาเดียวกัน

“ในเล่มนั้น ตัวหนังสือจะพูดถึงความกลัวของเด็กเป็นหลัก แต่ในฐานะคนทำภาพ ฉันเลือกที่จะวาดตัวละคร ‘แม่’ ให้มีความกลัวซ่อนอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะในความเป็นจริง ผู้ใหญ่เองก็มีความเปราะบางไม่ต่างจากเด็ก การเพิ่มมิตินี้เข้าไปทำให้หนังสือกลายเป็นพื้นที่ที่แม่กับลูกได้นั่งอ่านและก้าวข้ามความกลัวไปด้วยกันจริงๆ”

นี่คือบทพิสูจน์ว่าหนังสือภาพที่มีคุณภาพ คือหนังสือที่สร้างพื้นที่ “ปลอดภัย” พอที่เราจะแสดงความอ่อนแอ และ “กว้าง” พอที่จะบรรจุเรื่องราวตั้งแต่ระดับหัวใจไปจนถึงระดับชาติ เอาไว้ในหน้ากระดาษเดียวกันได้อย่างสง่างาม

ไต้หวัน ดินแดนที่ปั้นศิลปินด้วย ‘โรงเรียนหนังสือภาพ’ และรัฐบาลสายซัพ

เคยสงสัยไหมว่าทำไมศิลปินไต้หวันถึงมีผลงานออกมาสม่ำเสมอและมีคุณภาพระดับสากล? คำตอบไม่ได้อยู่ที่แค่ฝีมือคน แต่มันคือระบบนิเวศที่แข็งแรงมาก Yiwhen เล่าถึงโครงการที่ฟังแล้วคนทำงานสร้างสรรค์บ้านเราต้องตาลุกวาวอย่าง “Picture Book School”

“จริงๆ ช่วงนี้ถ้าจะทำอาชีพนักเขียนหนังสือภาพในไต้หวันมันไม่ยากเลยค่ะ เพราะรัฐบาลสนับสนุนหนักมาก อย่างเช่น กระทรวงวัฒนธรรมเขาเปิด ‘โรงเรียนหนังสือภาพ’ ขึ้นมาเพื่อปั้นศิลปินโดยเฉพาะ”

โรงเรียนที่ว่านี้ไม่ได้เป็นแค่ที่สอนวาดรูปทั่วไป แต่เป็นเหมือนโครงการบ่มเพาะมือโปร (Incubator) โดยรัฐบาลจะคัดเลือกคนที่มีใจรักแต่ยังไม่เคยมีผลงานตีพิมพ์มาก่อนมาติวเข้มแบบจัดเต็ม

“เขาจะรับสมัครประมาณ 20-30 คนต่อปีค่ะ คนที่ผ่านการคัดเลือกจะได้ทั้งทุนทำหนังสือ และต้องเข้าคอร์สเรียนรู้อย่างจริงจังจนจบออกมาเป็นผลงานหนึ่งเล่ม ที่สำคัญคือรัฐบาลจะช่วย ‘Matching’ หรือจับคู่เรากับสำนักพิมพ์ที่เหมาะสมให้ด้วย เป็นการการันตีว่างานที่ทำออกมาจะได้คลอดสู่สายตาผู้อ่านจริงๆ”

สิ่งที่น่าสนใจกว่าการให้ทุน คือการที่รัฐบาลไต้หวันมองเห็นว่าหนังสือภาพคือ Soft Power ที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่ง พวกเขาจึงสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้จบอยู่แค่ในเกาะเล็กๆ แต่เป็นการผลักดันศิลปินออกสู่เวทีระดับโลกอย่าง Bologna Children’s Book Fair ที่อิตาลี โดยกระทรวงวัฒนธรรมจะเข้ามาช่วยซัพพอร์ตงบประมาณในการแปลภาษาและพาผลงานไปเปิดตลาดต่างประเทศตั้งแต่วันแรกที่ศิลปินเริ่มจรดพู่กัน

แนวคิดนี้เปลี่ยนวิธีทำงานของคนวาดภาพไปอย่างสิ้นเชิง เพราะพวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องการแบกรับความเสี่ยงฝ่ายเดียว หรือต้องคอยปรับลายเส้นให้เอาใจตลาดจนเสียตัวตน เนื่องจากรัฐบาลมีกลไกเข้าไปช่วย “ลดช่องว่างระหว่างศิลปะกับธุรกิจ” ด้วยการสนับสนุนงบประมาณการผลิตบางส่วนให้สำนักพิมพ์ ทำให้สำนักพิมพ์กล้าเปิดใจรับงานที่ดู “อินดี้” หรือมีเนื้อหาเชิงปรัชญาหนักๆ มากขึ้น

ความเจ๋งอีกอย่างคือระบบการประเมินผลที่ไม่ได้วัดกันแค่กำไรจากการขาย แต่เน้นไปที่การยกระดับสติปัญญาของประชากร รัฐบาลจึงจงใจคัดเลือกหนังสือที่มีความหลากหลายทางความคิด แม้จะเป็นงานกึ่งทดลองที่อ่านยาก เพื่อกว้านซื้อไปวางไว้ในห้องสมุดและพื้นที่ห่างไกลให้เด็กๆ ทั่วประเทศได้เห็นว่าโลกนี้มีความคิดที่ต่างออกไปผ่านงานศิลปะคุณภาพสูง

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือระบบที่ศิลปินได้ทำงานที่เป็นตัวเองที่สุด ในขณะที่สำนักพิมพ์ก็อยู่รอดได้ และผู้อ่านก็ได้เสพงานที่ลุ่มลึก จนกลายเป็นรากฐานที่ทำให้หนังสือภาพไต้หวันมีเอกลักษณ์โดดเด่นและยืนหยัดได้อย่างสง่างามในทุกวันนี้

พื้นที่เรียนรู้ของ ‘คนที่อยากเล่าเรื่อง’

ถ้าคุณไม่ได้ตั้งเป้าจะเป็นศิลปินอาชีพที่เข้าโครงการบ่มเพาะของรัฐ หรือไม่ได้มีพื้นฐานการวาดเขียนมาเลย ที่ไต้หวันเขาก็มีทางเลือกที่อบอุ่นและเข้าถึงง่ายมาก นั่นคือ “Community School” หรือโรงเรียนชุมชนที่เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศ คุณแม่บ้าน หรือคุณตาคุณยาย เข้ามาเติมไฟสร้างสรรค์และเรียนรู้วิธีการเล่าเรื่องผ่านภาพ

“มันเหมือนเป็นคอร์สระยะสั้นที่ใครก็สมัครได้ค่ะ ราคาไม่แพง และเป็นที่ที่ฉันได้เจอกับ ‘จุดเปลี่ยน’ ของชีวิต เพราะฉันได้ไปเรียนกับอาจารย์ หลิว ซวี่กง (Liu Hsu-Kung) ซึ่งเป็นนักเขียนหนังสือภาพชื่อดังที่นั่น จนทำให้ฉันตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้แบบเต็มตัว”

ความน่าสนใจของโรงเรียนชุมชนคือการลดทอนความน่าเกรงขามของคำว่า “ศิลปะ” ลง แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็น “เครื่องมือสื่อสาร” ของคนในชุมชนแทน ที่นี่ไม่ได้เน้นแค่ว่าต้องวาดรูปสวยเท่านั้น แต่เน้นการถ่ายทอดเรื่องราวอะไรที่อยากจะบอกเล่าให้โลกฟัง ซึ่งก็คือคุณค่าแท้ของศิลปะนั่นเอง

บรรยากาศการเรียนรู้แบบนี้เองที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้คนไต้หวันไม่ได้มองว่าหนังสือภาพคือของเล่นเด็ก แต่เป็น “สื่อกลาง” ของความคิดสร้างสรรค์ที่คนทุกช่วงวัยสามารถเป็นได้ทั้งผู้สร้างและผู้เสพ และเป็นพื้นที่ที่ผู้ใหญ่ได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งผ่านการทดลองวาดรูป และเป็นพื้นที่ที่เด็กได้เห็นว่าเรื่องราวในหัวของพวกเขามีคุณค่าพอที่จะถูกบันทึกไว้ในหน้ากระดาษ

ระบบพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้สร้างแค่ศิลปิน แต่กำลังสร้าง “ประชากรที่รักการอ่านและเข้าใจงานศิลปะ” อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ตลาดหนังสือภาพในไต้หวันเติบโตอย่างมั่นคงและมีชีวิตชีวามาจนถึงทุกวันนี้

วัฒนธรรมการอ่านที่ไม่ได้โตเองตามธรรมชาติ

ความสงสัยหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการสนทนาคือ ทำไมคนไต้หวันถึงสามารถเสพงานหนังสือภาพที่มีความหลากหลาย ลายเส้นซับซ้อน หรือดูเป็นงานศิลปะมากๆ (Artistic) ได้อย่างเข้าใจ ในขณะที่บ้านเราคนมักจะติดภาพว่าต้อง ‘ดูง่าย’ ‘‘ตาแบ๊ว’ หรือสีสันฉูดฉาด น่ารัก สดใสเท่านั้นถึงจะเรียกว่าหนังสือเด็ก คำตอบที่ Yiwhen ให้เรานั้นน่าสนใจมาก เพราะมันไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ แต่คือการบ่มเพาะผ่าน “ตัวกลาง” ที่เข้มแข็งและทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ

“สื่อ (Media) และพื้นที่สาธารณะมีบทบาทสำคัญมากในการช่วยให้ความรู้ผู้อ่าน อย่างที่ไต้หวันเราจะมี ‘Reading Club’ (ชมรมการอ่าน) ที่กระจายตัวอยู่ตามห้องสมุดและคาเฟ่ ซึ่งไม่ใช่แค่การมานั่งอ่านเงียบๆ แต่คือการที่ผู้คนมาล้อมวงแลกเปลี่ยนมุมมองกัน การมีพื้นที่แบบนี้ทำให้ผู้อ่านค่อยๆ พัฒนาทักษะการตีความภาพและคำไปพร้อมๆ กันจนเกิดเป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น”

กลไกสำคัญที่ทำให้ฟันเฟืองนี้หมุนไปได้คือ “ร้านหนังสืออิสระ” ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนภัณฑารักษ์ (Curator) คัดสรรงานดีๆ มานำเสนอ ร้านเหล่านี้ไม่ได้แค่เปิดประตูรอคนมาซื้อหนังสือ แต่เขาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศิลปินกับคนอ่านอย่างแท้จริง โดยเฉพาะร้านหนังสือภาพชื่อดังในไทเปที่กล้านำเข้างานที่มีความเป็นนามธรรมสูง (Abstract) หรือ Graphic Novel (นิยายภาพ) มาวางขาย

“ร้านเหล่านี้เขาไม่ได้ปล่อยให้คนอ่านต้องเผชิญกับความงงเพียงลำพัง แต่จะมีการจัดคอร์สเรียน มีกิจกรรมโปรโมต และมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแนะนำคอนเซปต์ยากๆ ให้คนอ่านฟังอย่างต่อเนื่อง กระบวนการนี้เองที่ช่วยให้ผู้อ่านค่อยๆ สะสมความรู้และกล้าที่จะเปิดใจรับงานที่ดูซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความสนุกในการค้นหาความหมายใหม่ๆ ค่ะ”

วัฒนธรรมการอ่านในไต้หวันจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามยถากรรม แต่มันคือการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ทั้งตัวศิลปินที่กล้าสร้างงานแปลกใหม่ ร้านหนังสือที่กล้าคัดสรรมานำเสนอ และสื่อหรือชมรมที่ช่วยให้ความรู้ จนกลายเป็นระบบนิเวศที่แข็งแรงและเปิดกว้าง สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า “รสนิยม” ของนักอ่านเป็นสิ่งที่สร้างได้ หากทุกส่วนในสังคมร่วมมือกันฝึกฝน ‘กล้ามเนื้อ’ ในการเสพงานศิลป์ผ่านตัวกลางที่มีพลังเหล่านี้

มาถึงบทสรุปทิ้งท้ายของการสนทนา ที่ไม่ได้จบแค่เรื่องราวในไทเป แต่คือการมองย้อนกลับมาที่ “ความหวัง” และ “พลัง” ของนักสร้างสรรค์ในบ้านเรา ผ่านมุมมองของศิลปินที่หลงรักในเสน่ห์ของงานออกแบบไทยอย่าง Yiwhen

ความหวังและการเปลี่ยนแปลงในตลาดหนังสือภาพเมืองไทย

แม้ความต่างของระบบสนับสนุนจะทำให้สำนักพิมพ์บ้านเรายังไม่กล้าเสี่ยงกับงานสายอาร์ตมากนัก แต่ในฐานะคนทำหนังสือภาพที่คลุกคลีอยู่กับทั้งสองวัฒนธรรม Yiwhen มองเห็นแสงสว่างและพลังบางอย่างในตัวนักสร้างสรรค์ไทยที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์ไม่แพ้ใคร

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่เมืองไทยจะขยับเข้าใกล้ระบบนิเวศแบบไต้หวัน Yiwhen ให้ความเห็นว่าเรากำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญ หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ไต้หวันเองก็นำเข้าหนังสือแปลกว่า 90% ไม่ต่างจากไทยในปัจจุบัน แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเดินมาถึงจุดนี้ได้ คือการเริ่มต้นลงมือสร้าง “เนื้อหา” เพื่อสื่อสารกับผู้อ่าน และการเปิดพื้นที่ให้นักวาดหน้าใหม่ได้ลองผิดลองถูก

“หัวใจสำคัญคือการไม่หยุดสร้างบทสนทนา หนังสือภาพเล่มหนึ่งอาจไม่ได้เปลี่ยนโลกในข้ามคืน แต่ถ้าเราทำให้ผู้อ่านเริ่มสนุกกับการตีความภาพ เริ่มกล้าที่จะตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็นเหมือนเด็กๆ ในสวนสัตว์ วันหนึ่งเราจะเห็นตลาดหนังสือภาพที่เปิดกว้างและมีสีสันไม่แพ้ที่ไหนในโลกแน่นอน และฉันเชื่อว่าพลังของนักสร้างสรรค์ไทยจะพาเราไปถึงจุดนั้นได้”

บ่ายวันนั้นจบลงด้วยรอยยิ้มและการแลกเปลี่ยนมุมมองที่ทำให้เราเห็นว่า ภายใต้หน้ากระดาษหนังสือภาพ มี “พื้นที่ว่าง” มากมายที่รอให้เราใช้หัวใจออกไปค้นหาความหมายร่วมกัน บทสนทนากับ Yiwhen จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิคการวาดรูป แต่มันคือการย้ำเตือนว่า “การสร้างสรรค์งานด้วยหัวใจ” และการสร้างความเข้าใจร่วมกัน คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้โลกของหนังสือภาพเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกที่


Related Posts